บทที่ 497 ตามใจ (อ่านฟรี 16 ก.ค. 69)
บทที่ 497 ตามใจ (อ่านฟรี 16 ก.ค. 69)
บทที่ 497 ตามใจ
ความวุ่นวายนี้ค่อนข้างสร้างปัญหารบกวนให้เธอไม่น้อย อย่างไรก็ตาม...ขอแค่ไม่ได้พักที่บ้านพักก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ต่อให้พวกเขาอยากจะบุกมาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี อีกอย่างครอบครัวของเธอก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย คนที่รับหน้าก็คือคนงานจำนวนมาก ซึ่งถ้าพวกเขาผ่านเรื่องนี้ไปไม่ได้ คงจะวางใจให้ทำงานใหญ่ในอนาคตไม่ได้อีก
ไหนๆเรื่องก็เป็นเช่นนี้แล้ว ซูหยวนจึงตัดสินใจไปพักที่ห้องพักในฐานกองกำลังพิเศษ ตอนนี้ที่นั่นไม่ค่อยมีใครพักอยู่แล้ว เหลือแค่ทหารพิเศษสองสามคนซึ่งต้องทำงานตรงให้กับพวกกองทัพกลาง เช่น งานเอกสาร หรืองานจิปาถะอื่นๆ ดังนั้นเมื่อเห็นซูหยวนมาที่นี่ พวกเขาจึงไม่ได้เข้ามาวุ่นวายอะไร นอกจากพยักหน้าให้แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายไปทำงานที่ยุ่งยากของตนเองเท่านั้น
ดูเช่นนี้แล้วเหมือนซูหยวนกำลังหนีปัญหาอย่างไรอย่างนั้น แต่ก็นั่นแหละ...เธอยอมรับว่าตัวเองกำลังหนีปัญหาอยู่ก็ได้ การหนีปัญหาไม่ใช่เรื่องไม่ดีเสมอไป โดยเฉพาะเหตุการณ์วุ่นวายช่วงนี้
เธอสามารถขับไล่พวกเขาไปได้ สามารถใช้กำลังและอำนาจข่มขู่ได้ แต่จะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร คนพวกนี้มาขอความช่วยเหลือจากใจจริง ถ้าไม่ใช่เพราะกำลังเดือดร้อนก็คงไม่รีบร้อนพยายามหาทางออกเช่นนี้หรอก ที่สำคัญคือซูหยวนไม่ได้ต้องการขับไล่ผู้คนทั้งหมดไป สุดท้ายแล้วแรงงานมนุษย์ก็คือสิ่งที่เธอขาดมากที่สุดไม่ใช่หรือ? ดังนั้นการจะรับคนเหล่านี้เข้ามาทำงานจึงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
ถ้าจะหาคนผิดสักคน ก็มีแค่คนที่ชี้เป้ามาที่บ้านของเธอเท่านั้น ไม่รู้หรอกว่าคนพวกนั้นหวังดีหรือหวังอะไรกันแน่ แต่การส่งคนมากมายมารุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวนี้...หลังจากจบเรื่อง เธอก็ควรจะไปตำหนิพวกนั้นด้วยตนเองเสียหน่อย แน่นอนว่าการที่เธอต้องลงมือทำเรื่องแบบนั้นด้วยตัวเอง...ก็จะต้องมีค่าชดเชยการเสียเวลาที่เหมาะสมด้วย!
หลังจากนั้นเธอก็เก็บตัวอยู่ที่กองกำลังพิเศษ บางวันก็ไปที่องค์กรนักล่าสกุลจางเพื่อปรึกษาเรื่อง “แผน” การฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับมาเป็นปกติ ถึงตอนนั้นพวกส่วนกลางก็น่าจะต้องการทรัพยากรจำนวนมหาศาล หากพวกเขาสามารถเตรียมพร้อมเพื่อลงทุนในโปรเจคใหม่ได้ก่อนก็คงจะดี
นอกจากนี้ ตระกูลใหญ่อีกมากมายก็กำลังเร่งรีบฟื้นตัวเช่นกัน โอกาสที่สำคัญนี้เองที่จะทำให้รู้ว่าตระกูลไหนแข็งแกร่งจริง และตระกูลไหนเป็นตระกูลที่เหลือแค่เปลือกมาโดยตลอด สังเกตเห็นได้จากมีตระกูลระดับสูงมากมายที่แทบจะปกป้องตัวเองไม่ได้ ถึงกับยอมทำสัญญาทาสกับตระกูลใหญ่อื่นๆ และช่วงนั้นก็มีตระกูลเล็กๆอีกหลายตระกูลเช่นกันที่จู่ๆก็ผงาดขึ้นมาท้าทายอำนาจตระกูลใหญ่ได้
หากเป็นก่อนหน้านี้ พวกตระกูลใหญ่คงจะรวมหัวกันเพื่อลงมือขัดขวางไม่ให้ตระกูลระดับกลางหรือตระกูลขนาดเล็กผงาดขึ้นมาได้ ทว่า...ตอนนี้พวกเขามีกำลังจะทำเช่นนั้นหรือ?
ตระกูลขนาดกลางมากมายรวมตัวกันและพยายามเบียดขึ้นมาเป็นตระกูลใหญ่ให้ได้ พวกเขาใช้โอกาสก่อนหน้านี้ที่พวกตระกูลใหญ่ร้องขอความช่วยเหลือ รับเอาตระกูลใหญ่บางตระกูลเข้ามาดูแลใต้ปีกของตนเอง แต่ก็แลกมากับทรัพยากรและความรู้ที่พวกตระกูลใหญ่สัญญาว่าจะมอบให้ได้
เรื่องราวที่แสนวุ่นวายเหล่านั้นดูเหมือนไม่เกี่ยวกับซูหยวน แต่...ถ้าพูดถึงองค์กรนักล่าสกุลจางแล้วล่ะก็... มีตระกูลขนาดกลางมากมายที่อยู่ใต้ชื่อของสมาชิกในองค์กร และเวลานี้ก็กำลังจะบุกฝ่าขึ้นเป็นตระกูลใหญ่กับเขาบ้างแล้ว
สุดท้ายองค์กรนักล่าสกุลจางก็ไม่ต่างอะไรกับผู้สนับสนุนหลัก ทั้งเรื่องก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวกับข้อมูลในการเตรียมพร้อม หรือจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น และทรัพยากรที่พวกเขาใช้ในการปกป้องตระกูลและยึดเอาทรัพยากรส่วนใหญ่ไว้ ถ้าไม่ใช่เพราะแผนการของประธานจางคนนี้...ทุกอย่างจะราบรื่นได้หรือ?
หลังจากจบเรื่อง เชื่อได้เลยว่าประธานจางน่าจะเป็นผู้คุมอำนาจอย่างลับๆของตระกูลใหญ่ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นอีกเป็นสิบตระกูลแน่ ตระกูลพวกนี้จะมาแทนที่ตระกูลที่หายไปหลายสิบตระกูล และส่วนใหญ่ก็เป็นตระกูลที่ไม่ลงรอยกับประธานจางเอง หรือแม้แต่คนของเขา!
เรื่องดีๆแบบนี้ ซูหยวนจะไม่เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร เธอแทบจะได้นั่งแท่นเป็นที่ปรึกษาหลักของเขาเลยก็ว่าได้ หลังจากที่ประธานจางรู้ว่าช่วงนี้เธอยังไม่มีเรื่องให้จัดการเป็นหลัก งานของเธอจะกลับมาอีกครั้งหลังครบ 1 เดือนที่พวกนักเรียนจะออกมาจากพื้นที่ล่า ดังนั้นตอนนี้จึงจับให้เธอมานั่งข้างกายอยู่อย่างนี้
แรกๆก็เข้าออกห้องประธานเป็นว่าเล่น หลังๆก็ได้นั่งในห้องของประธานจางเองเลย ดังนั้น...สถานะของอันซูหยวนก็เหมือนถูกประกาศเป็นนัยให้ทุกคนในองค์กรรู้แล้วว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรกับเธอหลังจากนี้ ซึ่งคนที่ชอบล้อเลียนซูหยวนมากที่สุดคงไม่พ้นพ่อลูกตระกูลหม่าที่คล้ายว่าจะสนิทกับเธอมากกว่าทุกคนนั่นแหละ
ภายในห้องจางอู่หยางตอนนี้มีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่อยู่ 2 จุด จุดหนึ่งเป็นที่นั่งทำงานของจางอู่หยาง ซึ่งช่วงนี้จะมีโต๊ะยาว 2 ตัวตั้งอยู่ด้านหน้า รองรับการเรียกประชุมตลอดเวลาด้วย ในขณะที่อีกจุดห่างออกไป เป็นมุมสงบที่มีกระทั่งสมุนไพรประดับ สมุนไพรชนิดนี้นอกจากจะทำให้ผู้คนผ่อนคลายแล้ว ดอกของมันก็ยังเป็นเหมือนกับสีสันให้ห้องทำงานด้วย
ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมันปรากฏอยู่ในห้องทำงานที่มืดมนและอึมครึมนี้เลย หากแต่หลังจากให้เพิ่มโต๊ะทำงานขึ้นอีกตัว ภายในห้องก็เริ่มมีการตกแต่งเพิ่มขึ้นมา
และใช่! โต๊ะนั้นก็คือที่นั่งทำงานของซูหยวนเอง
ตอนนี้เธอกำลังวาดๆเขียนๆเอกสารส่วนตัวของตนเองอยู่ ท่าทางจริงจังแบบนั้นช่างน่ามองในสายตาของจางอู่หยางเจ้าของห้องจริงๆ
ท่ามกลางเสียงถกเถียงกันระหว่างผู้นำกลุ่มสองสามกลุ่มเพี่อที่จะวางแผนในการต่อรองกับรัฐบาลกลางเพื่อที่จะยกระดับตระกูลหนึ่งให้ขึ้นเป็นตระกูลใหญ่ นี่เรียกว่าแทบจะเป็นตระกูลท้ายๆแล้วที่พวกเขาจะผลักดัน ทว่ายังติดปัญหาเรื่อง “ต้นกำเนิด” ของตระกูลที่เพิ่งปรากฏขึ้นไม่นานมานี้
ไม่เหมือนกับตระกูลก่อนๆที่เลื่อนเป็นตระกูลใหญ่ได้ไม่ยากนัก เนื่องจากเป็นตระกูลระดับกลางที่มีฐานอำนาจพอสมควรแล้ว ดังนั้นพวกรัฐบาลกลางจึงไม่ยอมรับง่ายๆ
แม้พวกเขาจะรู้ว่าเบื้องหลังตระกูลนี้ก็คือจางอู่หยาง และสุดท้ายแล้วตำแหน่งตระกูลระดับสูงก็มีที่ว่างมากมายให้คนพวกนี้เข้าไป กระนั้น...พวกเขาก็มีข้อเรียกร้องที่อยากได้จากจางอู่หยางมากมายเช่นกัน ฉะนั้นย่อมไม่อยากยอมรับง่ายๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่สุดท้ายแล้วจะดึงเวลาเพื่อพูดคุยกันมานานขนาดนี้
“ประธานว่าอย่างไรครับ ถ้าเป็นวิธีนี้ล่ะก็...ผมเชื่อว่าพวกรัฐบาลกลางจะไม่มีปัญหาแน่นอน อีกอย่าง..ด้วยทรัพยากรพวกนี้ ต่อให้มอบออกไปก็ไม่ถือว่าพวกเราเสียหายมากนัก”
“ถึงไม่เสียหายมากนัก แต่ทำไมพวกเราจะต้องยินยอมด้วย! อย่าลืมนะว่าพวกรัฐบาลกลางก็ต้องการตระกูลใหญ่เหมือนกัน ทุกๆปีพวกเขามอบภารกิจมากมายอะไรให้ตระกูลใหญ่บ้าง มีตระกูลใหญ่ก็เหมือนมีคนงานเพิ่มโดยที่ไม่ต้องจ่ายเงิน ในสถานการณ์ที่วุ่นวายแบบนี้ พวกเขาต่างหากที่จะต้องเป็นคนรีบร้อน พวกเราจำเป็นต้องเสนอหน้าไปมอบผลประโยชน์ให้พวกมันขนาดนั้นเลยรึไง ยังไงเรื่องนี้ฉันก็ไม่เห็นด้วย!”
“พูดกันไม่รู้เรื่องจริงๆ พูดเรื่องนี้วนไปวนมานานแล้ว ถ้าจะใจแคบขนาดนี้ คิดว่าจะเป็นใหญ่เป็นโตได้อย่างไร การมอบทรัพยากรให้ก็เพื่อให้พวกรัฐบาลกลางรู้สึกมีความเป็นมิตรมากกว่าศัตรู ไม่เข้าใจหรือ?”
“เป็นมิตรมากกว่าศัตรู? ทำไมพวกเราต้องการความเป็นมิตรจากรัฐบาลกลางขนาดนั้นด้วยล่ะ? ขอแค่แข็งแกร่ง ทุกอย่างก็เป็นอันตามใจเราแล้ว!”
“พูดง่ายจริงๆ ไม่รู้หรือว่า...” เสียงพูดของพวกเขาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จางอู่หยางยังคงไม่ตัดสินใจใดๆ สายตาของเขายังมองไปที่เด็กสาวที่กำลังนั่งทำงานอย่างมีสมาธิอยู่
อย่างไรก็ตาม จู่ๆการถกเถียงกันของพวกเขาก็เริ่มมีการลงมือที่รุนแรงขึ้น คนหนึ่งทุบโต๊ะจนเกินเสียงดัง “ปัง!” อีกคนก็ตวาดดังลั่นห้อง แม้ว่าจางอู่หยางจะเคยชินกับอะไรเช่นนี้แล้ว ทว่า...อันซูหยวนที่กำลังคิดวิธีการรับมือที่ซับซ้อนกลับไม่คุ้นชินเหมือนเขา
คิ้วเรียวของเธอขมวดเข้าหากันเล็กน้อยๆ แต่แม้ว่าจะเล็กน้อยขนาดไหน...จางอู่หยางก็เห็นแล้ว
“พูดไม่รู้เรื่องจริงๆ เข้าใจไหมว่าปัญหาพวกนี้แก้ไขง่ายมากๆ แล้วทำไมไม่แก้ให้เสร็จๆไป จะยื้อเวลาให้วุ่นวายทำไม หรือพวกแกไม่อยากจะทำงานอื่นกันแล้ว!”
“ห๊า!! พูดง่ายจริงๆเลยนะ พวกแกไม่ได้เป็นคนไปรับซื้อของพวกนั้นเข้ามาในองค์กรนี่หว่า! ทำเหมือนมันเป็นเรื่องง่ายๆแบบนี้ ครั้งต่อไปก็เป็นคนไปแลกเปลี่ยนเลยไหมล่ะ!”
“อ๋อ นี่กำลังคิดจะโยนงานมาให้กันใช่ไหม? ก่อนหน้านี้งานที่พวกฉันรับผิดชอบก็ยุ่งยากเหมือนกัน แต่ก็ต้องหาวิธีในการปรับปรุงเพื่อให้เป็นเรื่องง่าย สุดท้ายเมื่อสร้างระบบได้ ทุกอย่างก็ดำเนินการไปเอง พอทำเสร็จแล้ว...พวกแกกลับคิดว่างานของฉันง่ายเสียอย่างนั้น นี่คิดจะเอาเปรียบกันนี่หว่า!”
“โอ้โห พูดเหมือนดีจริงๆเลยนะ งานพวกแกมันง่ายก็เลยหาระบบเข้ามาแทรกได้เร็วไง แต่งานซับซ้อนที่ต้องคุยกับคนอื่น มันทำได้ง่ายแบบนั้นหรือเปล่าวะ ถ้าแน่จริงไม่ลองมาปรับงานที่เหมือนกับพวฉันทำเลยล่ะ!”
“อ้าว พูดแบบนี้ก็สวยน่ะสิ!!”
“ก็พูดแบบนี้แหละ มันเป็นความจริง ถ้ารับไม่ได้ก็ไสหัวไป ไม่ต้องมาพูดมากอีก!”
“จะพอได้หรือยัง?” ท่ามกลางความดุเดือดนี้ เสียงเย็นยะเยือกของจางอู่หยางก็ดังขึ้นมาพร้อมกับออร่ากดดันที่ทำให้คนหายใจไม่ออก
ประธานจางแสดงอารมณ์โกรธเช่นนี้ คนมากมายในห้องก็ทำได้แค่เงียบปากเท่านั้น หากเป็นปกติ...ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร หลังจากเปิดห้องเพื่อให้ทุกคนถกเถียงกันแล้ว รอจนกว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมา พวกเขาจึงจะแยกย้ายกันไปทำงานอื่น ส่วนประธานจางจะนั่งเซ็นต์เอกสารกองใหญ่ไปด้วย จนกว่าพวกเขาจะหันมาขอความคิดเห็น ประธานจึงจะตัดสินใจให้สักครั้ง
แต่ส่วนใหญ่เรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนี้ ประธานมักจะแค่ฟังเท่านั้น ไม่ได้ต้องถึงกับแสดงความคิดเห็นอะไร อย่างมากพวกเขาก็ชกกันซักหมัดสองหมัด ฝ่ายไหนเป็นผู้ชนะก็เป็นผู้ตัดสินเด็ดขาด ทว่า...วันนี้ทำไมประธานจางจึงอารมณ์เสียใส่กันล่ะ
“เอ่อ นี่...เรื่องนี้...”
“พะ พอ พอแล้วครับ”
“พอ?” จางอู่หยางหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตาของเขากลับมามองคนของตนเองจริงๆจังๆเสียที และนั่นก็ทำให้ทุกคนรู้ว่าก่อนหน้านี้ประธานของพวกเขากำลังมองอย่างอื่น ไม่สิ! คงต้องบอกว่าเป็นการมอง “คน” ที่นั่งอยู่ไกลๆคนนั้นอยู่มากกว่า
แต่ถึงแม้จะรู้แบบนั้น พวกเขาก็ไม่ได้มีสิทธิถามหรือสงสัยในสายตาของประธานอยู่แล้ว ชายคนที่โต้เถียงอยู่ตลอดก็เริ่มเป็นฝ่ายพูด
“พวกเราตกลงกันว่าจะยอมมอบทรัพยากรเล็กๆน้อยๆให้รัฐบาลกลางเพื่อผ่านปัญหานี้ไปครับ เพียงแต่...เพราะทรัพยากรเหล่านี้หายไปแล้วยังต้องรอการจัดส่งรอบหน้า ดังนั้นแทนที่จะนั่งรอรอบถัดไป หัวหน้าฝ่ายที่ 11 จะมาช่วยพวกเราฝ่าย 16 เตรียมหาทรัพยากรอื่นมาสำรองเอาไว้ครับ ใช่ไหม?” หัวหน้าฝ่าย 16 แสยะยิ้ม
เขายอมถอยให้ก้าวหนึ่งแล้ว ถ้าอีกฝ่ายยังไม่ยอมไหลตามน้ำ อย่างนั้นก็บอกประธานเองก็แล้วกันว่ามีเหตุผลอะไร พวกเขาตอนนี้ก็ลอยตัวได้
หัวหน้าฝ่ายที่ 11 กัดฟันกรอดๆ รู้สึกแค้นที่ตัวเองเสียรู้ไอ้หัวหน้าฝ่ายเจ้าเล่ห์เข้าแล้ว ถึงอย่างนั้น..เพื่อตัดปัญหา พวกเขาจึงทำได้แค่พยักหน้ารับก็เท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นก็จบแล้ว?” อู่หยางถามอีกครั้ง ซึ่งหัวหน้าทั้งสองคนที่เกือบจะลุกมาอาละวาดก่อนหน้านี้ก็ลอบมองหน้ากันก่อนจะรีบพยักหน้าให้เจ้านาย
“จบแล้วครับ”
“ได้ข้อตกลงแล้วครับประธาน”
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ไสหัวไปกันได้แล้ว” จางอู่หยางโยนแฟ้มเอกสารลง เขาลุกออกจากเก้าอี้เหมือนไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าคนพวกนี้จะไปจัดการกันต่ออย่างไร ที่เขาสนใจก็คือคนตัวเล็กที่กำลังคิดงานไม่ตกคนนี้ต่างหาก
เห็นประธานเดินอาดๆไปอย่างไม่เขินอาย ทุกคนก็รู้สึกว่าอีกไม่กี่ปี...รอจนกว่าคุณอันคนนี้จะพร้อมรับประธานเป็นคู่ครอง พวกเขาก็คงจะได้เจ้านายเข้ามาเพิ่มแล้ว
ก็นะ...เจ้านายเอาใจใส่อย่างออกนอกหน้าขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าเร่งทำคะแนนอยู่หรอกหรือ?
“ซูหยวน มีเรื่องอะไรหรือ?” เห็นประธานเดินเข้ามาหาตน ซูหยวนที่กำลังคิดแผนตอกกลับใครบางคนที่กล้ามาแตะต้องธุรกิจและพันธมิตรของเธอก็ชะงักไปเล็กน้อย
แม้ว่าเรื่องนี้จะยังไม่เปิดเผยออกไป กระทั่งเจียงฮุ่ยก็ยังไม่รู้ว่าปัญหากำลังจะพุ่งไปที่เขาแล้ว แต่กับจางอู่หยาง...ซูหยวนไม่มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว
“มีคนคิดจะใช้ตระกูลเจียงทำร้ายฉันค่ะ ก็เลยอยากจะอาศัยโอกาสนี้ทำให้ตระกูลเจียงมั่นคงมากขึ้น แล้วก็จัดการเปลี่ยนแปลงตระกูลเหลียนสักหน่อย”
“ทำร้ายเธองั้นหรอ?”
“ค่ะ วิธีการค่อนข้างดี น่าจะเป็นการใช้ผงยาจากกลุ่มดวงตามารเพื่อให้เกิดเป็นพิษ ถ้ามันเข้าไปในสารอาหารของสกุลเจียงแล้วคร่ากุมชีวิตทหารระดับสูงหรือประชาชนจำนวนมาก รัฐบาลกลางไม่น่าจะปล่อยไว้แน่ แม้ตระกูลเจียงจะยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ขนาดไหน สุดท้ายยังต้องรับโทษของความประมาทอยู่ดี แน่นอนว่าคงจะรวมฉันเข้าไปด้วย”
“เหอะ! ใครมีความกล้าเช่นนั้นกัน”
“ค่ะ เป็นพวกที่ไม่กลัวว่าจะต้องตายอีกแล้วน่ะ” ซูหยวนแค่นหัวเราะออกมา คนที่ไม่ต้องกลัวตายก็คือคนที่รู้ว่าอีกไม่นานตัวเองคงจะต้องตายอยู่แล้ว
ทว่า...คนที่โง่ก็คือคนที่เชื่อคนใกล้ตายคนนั้นต่างหาก! เรื่องนี้...ไม่ใช่แค่เหลียนเหมยเหม่ยที่ต้องรับผิดชอบ แต่ซูหยวนจะลากหานหลานฮวาออกมาด้วย อยากเห็นจริงๆว่าความภาคภูมิใจในตระกูลหาน ที่คิดว่ามีตระกูลหานแล้วจะแก้แค้นเธอได้ แท้จริงแล้วตระกูลหานยังเหลืออะไรให้ภาคภูมิใจอยู่อีก!!!
…………………………..