บทที่ 503 บทเรียนสุดท้าย (อ่านฟรี 22 ก.ค. 69)
บทที่ 503 บทเรียนสุดท้าย (อ่านฟรี 22 ก.ค. 69)
บทที่ 503 บทเรียนสุดท้าย
ซูหยวนพูดแค่นั้นก็จากไป ทิ้งระเบิดก้อนใหญ่ไว้ให้หานหลานฮวาแล้ว น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวก็คือเหลียนเหมยเหม่ยคนนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเธอถูกคนตระกูลหานหลอกใช้จนตาย ซูหยวนก็คิดจะใช้อีกฝ่ายเป็น “ทาส” แล้วตั้งใจจะคืนสนองเจตนาร้ายให้ครบต้นครบดอก แต่ก็นั่นแหละ...คิดว่าโชคดีไปก็แล้วกัน รอแค่ว่าในยมโลก...เธอจะได้พบอีกฝ่ายหรือไม่ หากไม่พบก็จะลืมเรื่องที่เคยทำ ทว่าหากยังเจอกันอีกครั้ง เธอก็ไม่มั่นใจว่าจะปลงกับความรู้สึกได้หรือไม่ หรือต้องเอาคืนให้ได้ก่อน!!
ความเจ้าคิดเจ้าแค้นนี้ทำให้ซูหยวนปล่อยหานหลานฮวาให้กลายเป็น “เครื่องมือระบายอารมณ์” ของคนตระกูลหานไป
ก็เหมือนกับที่หานหลานฮวาต้องการทำให้เธอเป็น “คนสารเลว” ที่ดึงหายนะมาสู่ครอบครัว โดยการให้ตระกูลเจียงเป็นเหยื่อ ถ้าหากแผนของหานหลานฮวาสำเร็จ คนที่ต้องนั่งคุกเข่าร้องไห้ภายใต้สายตาผู้คนที่เกลียดชังอยู่นี้ก็คือตัวเธอเอง
ดังนั้นซูหยวนไม่มีความคิดที่จะสงสารคนอื่น โดยเฉพาะคนที่วางแผนร้ายกับเธอก่อน!!
เมื่อจัดฉากจบที่สวยงามให้หานหลานฮวาแล้ว เธอก็ไปสนใจกับสิ่งที่ตนเองวางแผนจะเรียนรู้ต่อ แม้ว่าเธอจะไม่มีพื้นฐานในการสร้างกับดักมาก่อน แต่ถ้าเป็นเรื่องทำความเข้าใจ...ซูหยวนก็คิดว่าตัวเองทำได้ดีในระดับหนึ่ง
เรื่องการทำกับดักจะบอกว่ายากก็ยาก แต่จะบอกว่าง่ายก็ง่ายเช่นกัน สำหรับซูหยวน...มีกับดักระดับสูงอยู่ 2 ชนิดที่เธอคิดว่าสามารถเอามาทำได้ แล้วก็พลิกแพลงใช้ประโยชน์ได้
อย่างแรกคือ “กับดักแช่แข็ง” และอย่างที่สองก็คือ “กับดักหนามน้ำแข็ง” โดยทั้งสองกับดักนี้มีการถ่ายเทพลังงานเหมือนกัน แต่วิธีการต่างกันลิบลับ
โดยกับดักแช่แข็งนั้นจะเป็นกับดักที่ใช้งานได้ทันที แต่หลังจากที่กระตุ้นการใช้งานแล้ว พลังของมันจะหมดไปทันที จำเป็นต้องสร้างอันใหม่มาทดแทน
ซึ่งเมื่อศัตรูบุกเข้ามาแล้วเหยียบเข้าที่กับดักนี้ พวกมันก็จะถูกยึดติดทำให้ตัวแข็งอยู่ตรงนั้นได้เลย ซึ่งกับดักนี้มีผลกับศัตรูทุกระดับ แม้จะเป็นพวกผู้ใช้พลังงานระดับสูงก็ตาม แต่ทันทีที่เหยียบกับดัก...มันก็จะทำให้ความแข็งไล่ขึ้นจากขาไปถึงหัว
หากเป็นพวกระดับสูง พวกนั้นอาจจะหยุดการแช่แข็งนี้ได้ตั้งแต่อยู่ในระดับต่ำแล้ว แต่ถ้าเป็นพวกอ่อนแอที่ไม่อาจป้องกันตัวได้เลย อาจจะทำให้ทั้งร่างกลายเป็นน้ำแข็งได้ง่ายๆ!!
อีกอย่างก็คือกับดักหนามน้ำแข็ง ชื่อก็บอกถึงวิธีการทำงานแล้วว่าจะเป็นอย่างไร มันก็เหมือนกับกับดักระดับสูงอื่นๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นกับดักหนามหิน กับดักหนามเหล็ก หรืออื่นๆ ที่เป็นกับดักระดับสูงเหมือนกัน ทว่า...กับดักพวกนี้จะต้องใช้คนที่มีพลังงานเข้ากับธาตุนั้นๆจึงจะสามารถปรับรูปแบบออกมาได้
ซูหยวนมีแค่ออร่าธาตุน้ำแข็งเท่านั้น สุดท้ายจึงสามารถสร้างมันขึ้นมาได้เพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ในอนาคตก็ยังไม่แน่
ที่เธอได้รับออร่าธาตุน้ำแข็งมา ก็มาจากเกาะเยือกแข็งที่ยึดพื้นที่มาได้ไม่ใช่หรือ? อย่างนั้น...อาจจะมีอีกสักครั้งที่รับทักษะอาณาเขตอื่นๆมาอีก และนั่นจะทำให้เธอพลิกแพลงการต่อสู้ได้ง่ายขึ้นด้วย
กับดักหนามน้ำแข็งเป็นกับดักที่ไม่เสียรูปในการโจมตีแค่ครั้งเดียว สามารถใส่ผลึกพลังงานเพิ่มเข้าไปได้ เพื่อให้มันกลับมาทำงานอีกครั้งหลังจากกระตุ้นการโจมตีออกไปแล้ว
ฟังดูเหมือนจะมีประโยชน์มากกว่ากับดักแช่แข็ง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว เพราะกับดักแช่แข็งทำได้ง่ายกว่ามาก และทรัพยากรก็หาได้ง่ายกว่า ไม่เหมือนกับดักหนามน้ำแข็งที่จะต้องจัดเรียงรูปแบบให้ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นกับดักพวกนี้ก็จะไม่ทำงาน
“คุณหนูครับ มีทหารมาแจ้งข่าว เรื่องที่พวกสถาบันใกล้จะจบการแข่งขันแล้ว พวกเขาอยากจะให้คุณหนูไปที่เขตพื้นที่ล่า ดังนั้นผมก็เลยมาแจ้งเอาไว้ก่อนครับ” คนของตระกูลอี้คนหนึ่งเข้ามารบกวนซูหยวนในขณะที่เธอกำลังจัดเรียงกับดักของตนเองอย่างเพลิดเพลิน
“ฉันรู้แล้ว...” ซูหยวนพยักหน้ารับ ไม่ได้เงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้หนูทองลายขาวแจ้งเธอเอาไว้แล้ว แต่เพราะซูหยวนยังไม่รีบร้อนจะไป ยังเหลือเวลาอีก 1 วันก่อนจะจบกิจกรรมการแข่งขัน ดังนั้นถือว่าเธอยังมีเวลาอยู่...
สำหรับสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งที่น่าสงสาร เนื่องจากในสถาบันมีนักเรียนชั้นปีที่ 3 อยู่เพียง 11 คน รวมเธอด้วยแล้ว ดังนั้นประสิทธิภาพในการล่าจึงน้อยมาก แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งขันที่เอาแค่พวกนักเรียนแต่ละชั้นปีมาแข่งกัน หากแต่เป็นการแข่งขันแบบรวม สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จึงไม่ได้ย่ำแย่
พวกรุ่นพี่ปี 4 ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม หากเอาแค่รุ่นพี่ปีสี่เทียบกับสถาบันอื่นๆ เชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะเอาชนะได้แน่ ต่อให้เป็นสถาบันเพลิงพลองก็ทำอะไรเรื่องนี้ไม่ได้ เพียงแต่....ในขณะที่สถาบันเพลิงพลองแข็งแกร่งในทุกระดับชั้น และความร่วมมือของพวกเขาก็ยอดเยี่ยมมาก ไม่เหมือนกับสถาบันอื่นๆ ดังนั้นพวกรุ่นน้องจึงฟังคำสั่งรุ่นพี่อย่างเคร่งครัด ต่างกับสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งจริงๆ
ซูหยวนได้ยินว่าพวกเพื่อนๆ 10 คนของเธอ เนื่องจากเป็นชั้นปีที่ 3 แล้ว และพวกรุ่นพี่ปีที่ 4 เพื่อให้มีประสิทธิภาพการล่ามากที่สุด พวกเขาจึงให้รุ่นน้องปีที่ 3 จำนวน 10 คนนี้ดูแลและออกคำสั่งให้รุ่นน้องปี 2 และปี 1 แทน
พวกรุ่นน้องปี 1 ไม่ได้มีปัญหาอะไร พวกเขายังเคยรู้จัก “รุ่นพี่อันซูหยวน” ที่เป็นเหมือนดาวหางแห่งความสำเร็จ ทั้งยังเป็นผู้มีพระคุณของพวกเขาด้วย ดังนั้นย่อมต้องให้ความเคารพรุ่นพี่ปี 3 มากเป็นพิเศษ
ส่วนรุ่นน้องปี 2 ทั่วไป พวกเขาก็ยังชื่นชมอันซูหยวนเหมือนกัน ดังนั้นพวกเขาก็ไม่มีปัญหา! พูดอย่างนี้แล้ว...เช่นนั้นใครจะสร้างปัญหาได้อีกล่ะ?
แน่นอนว่าคนที่จะสร้างปัญหาก็คือ “อดีตนักเรียนปี 2” และ “ปัจจุบันนักเรียนปีสอง” พวกนี้นั่นเอง! เนื่องจากความเคยชินที่เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แถมบางคนก็มั่นใจว่ามีฝีมือมากกว่าคนในรุ่นเดียวกัน ก็แค่พลาดท่าเพราะ “วิชาเกษตร” ดังนั้นพวกเขายิ่งมั่นใจว่าตัวเองจะต่อสู้ได้ดีกว่าพวก 10 คนของปี 3 อีก
ไม่น่าแปลกใจที่สุดท้ายแล้วพวกเขาจะก่อปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน สร้างความวุ่นวายไปทั่ว พวกปี 3 สั่งอะไรก็ไม่ยอมทำตามสักอย่างเดียว ช่างเป็นพวกที่น่ารำคาญจริงๆ
ซูหยวนอยากจะช่วย แต่น่าเสียดายที่การเป็น “พลทหารพิเศษ” ของเธอ ทำให้ถูกพวกอาจารย์จากสถาบันต่างๆร้องขอเอาไว้
กิจกรรมการแข่งขันนี้คงจะไม่มีผลอะไรอีกแล้วถ้าเธอลงมือ นั่นหมายความว่านักเรียนคนอื่นๆไม่ต้องมีโอกาสแสดงพรสวรรค์เลย! ซึ่งรัฐบาลกลางที่เข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้ก็เห็นด้วย สุดท้ายจึงไม่อนุญาตให้ซูหยวนเข้าร่วมการแข่งขันด้วย
สถานที่แห่งนี้เป็นเธอที่ควบคุม ยังมีหนูทองลายขาวและสัตว์กลายพันธุ์ที่เลี้ยงเอาไว้อีกจำนวนมาก แค่กระดิกเพียงนิ้วเดียว...สัตว์กลายพันธุ์พวกนั้นคงจะกรูกันออกไปล่า เพียงวันเดียวก็สามารถทำคะแนนขึ้นนำได้แล้ว เช่นนั้น...นักเรียนทั้งหมดจะยังมีกำลังใจที่จะต่อสู้หรือ?
ซูหยวนเข้าใจเรื่องนี้ แต่เธอไม่แย้งไม่ได้!
อย่าลืมว่าเธอก็เป็นนักเรียนของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเหมือนกัน การจำกัดสิทธิ์ในการแข่งขันของเธอทำให้สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเสียเปรียบ
หากพวกเขาตั้งเงื่อนไขให้เด็กที่มีความสามารถเช่นนี้ทุกครั้ง ก็แปลว่าสถาบันไหนรับเด็กมีความสามารถก็จะต้องถูกตัดสิทธิ์หรือไม่?
เห็นเธอแย้งไปเช่นนี้ พวกรัฐบาลกลางก็ไม่รู้ว่าจะตอบเธออย่างไรดี สุดท้ายซูหยวนก็ยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง อย่างไรการแข่งขันนี้ก็ให้แค่ 1 คะแนนเท่านั้น นอกจากการแข่งขันนี้ก็ยังมีการแข่งขันอีกมากที่จะทำคะแนนได้ เสียไปหนึ่งคะแนนก็ไม่ทำให้สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งกลายเป็นผู้แพ้ไปได้หรอก
ทว่า...อาจารย์ของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งกลับเสนอขึ้นมา พวกเขาไม่กลัวว่าจะแพ้ แต่กลัวว่าซูหยวนจะไม่มีส่วนร่วมกับสถาบันของพวกเขา ไม่ใช่แค่เธอจะไม่มีความสนิทสนมกับพวกรุ่นพี่รุ่นน้องเท่านั้น แต่ยังจะขาดความผูกพันกับสถาบันด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับเงื่อนไขมา
เมื่อถึงวันสุดท้ายของการแข่งขัน ซูหยวนที่ไม่มีสิทธิใดๆในการต่อสู้หรือการล่าด้วยตนเองนั้น จะสามารถเขาไปร่วมการแข่งขันได้ในฐานะผู้วางแผนกลยุทธ์
โดยวันสุดท้ายของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง นักเรียนชั้นปีที่ 1-4 จะต้องมารวมตัวกันเพื่อฟังแผนการต่อสู้ของอันซูหยวน นี่ไม่ถือว่าเป็นการให้หน้าเธอมากเกินไป อย่างไรเธอก็เป็นพลทหารพิเศษ เป็นจ่าสิบเอกอันที่กำลังจะกลายเป็นร้อยตรีตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้น...มันก็เหมือนกับการฝึกเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของอีกฝ่าย ไม่ได้มีเรื่องเสียหายที่ตรงไหน
สำคัญที่สุด ถ้าพวกเขาได้รับอะไรบางอย่างจากการวางแผนของซูหยวน ขอแค่ได้เรียนรู้เล็กๆน้อยๆ ก็เท่ากับเป็นกำไรงามแล้วไม่ใช่หรือ?
เมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันเช่นนี้ ซูหยวนก็ต้องกลับไปที่พื้นที่ล่าในวันสุดท้าย ตอนนี้กองทัพส่งสัญญาณมาแล้ว คาดว่าอยากจะให้เธอไปเตรียมพร้อมก่อนจะเข้าสู่วันใหม่นั่นแหละ
เดิมทีซูหยวนตั้งใจจะใช้ “บอลกาวตัวหนืด” ที่เธอมีอยู่ในคลังมากที่สุด แต่....เธอมีของเล่นชิ้นใหม่แล้ว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาทดลองมันในครั้งหน้า เช่นนั้นก็เร่งการสร้างตัวอย่างทดลองออกมาให้ได้มากเท่าที่สุดเลยก็แล้วกัน แล้วจะได้ขอแรงพวกพี่ๆน้องๆให้ใช้มันในการต่อสู้ครั้งนี้
เธอเองก็ไม่ได้หวังว่าจะเป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่แรก ดังนั้นก็ให้พวกเขาได้ลองฝึกของเล่นใหม่ๆดูก็แล้วกัน เผื่ออนาคตได้มีโอกาสใช้งานจะได้คล่องแคล่ว...
คิดเช่นนั้น ตลอดทั้งคืน...ซูหยวนก็ลงมือสร้างตัวอย่างกับดักทั้งสองชนิดที่ตัวเองพอจะทำได้ขึ้นมา ทรัพยากรในการสร้างนั้นไม่ได้ถูกจำกัด เนื่องจากกองทัพพยายามหามาเติมให้อยู่เสมอ พวกเขาเองก็ต้องการกับดักอย่างเร่งด่วนเหมือนกัน ดังนั้นซูหยวนใช้เวลาเพียงหนึ่งคืนก็สร้างกับดักได้จำนวนมากแล้ว
นี่ต้องขอบคุณ “พลังงาน” ที่เธอมีมากกว่าคนอื่นๆ 5-6 เท่าด้วย เหมือนกับเมื่อคืนมีคนทำงาน 6 คน หากเทียบกับพวกผู้สร้างกับดักทั่วไป ดังนั้นประสิทธิภาพจึงดีกว่ามาก
“เอาล่ะ ฉันพร้อมแล้ว” เธอพยักหน้าให้กับเสี่ยวหยินที่รออยู่ก่อนแล้ว เดินทางไปที่เขต D ไม่ได้ยากเย็นวุ่นวายอะไร ด้วยเสี่ยวหยินที่เป็นพาหนะให้เธอ ก็ไม่มีสัตว์กลายพันธุ์ตัวไหนกล้ามาขวางทางแล้ว
เห็นเธอเดินออกมาจากห้องทำงานพร้อมกับสัตว์กลายพันธุ์ร่างใหญ่ เกิดเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจอยู่พักใหญ่ พวกตระกูลหานยังไม่เคยเห็นสถานการณ์แบบนี้จะตกใจก็ไม่แปลก แต่เมื่อพวกเขาส่งเสียงร้องออกมา ผู้คุมก็นึกสนุกอยากจะทำให้พวกเขารู้ซึ้งถึงความเจ็บปวด ยังกดลงโทษพวกเขาพร้อมกับตวาดเสียงดัง
“ตกใจอะไรกันนักหนา รีบทำงานของตัวเองได้แล้ว ใครทำงานไม่เสร็จก็ไม่ต้องนอนพัก!!”
หากเป็นก่อนหน้านี้จะต้องมีคนเถียงออกมา หรืออาจจะประท้วงเพื่อขอความเห็นใจ แต่เมื่อพวกเขาถูกลงโทษบ่อยครั้งเข้า ตอนนี้ก็ทำให้รู้แล้วว่าสถานะของตนเองนั้นคืออะไร?
มีค่ามากกว่าซากกลายพันธุ์ แต่มีค่าน้อยกว่าพวกผู้เก็บขยะ! สถานะของพวกเขาตอนนี้เป็นได้แค่ทาส ซึ่งเป็นทาสที่เปิดเผยตัวตนไม่ได้ด้วย ดังนั้นจะฆ่าจะแกงอย่างไรก็ไม่มีใครทำอะไรได้ ส่วนรายชื่อของพวกเขาน่ะหรือ? ตอนนี้คงอยู่ที่สุสานไปแล้วกระมัง
พวกเขาถูกจับมาลงโทษหนัก คนภายนอกย่อมเข้าใจว่าพวกเขาได้รับโทษตายไปแล้ว ดังนั้นคิดอยากจะขอความช่วยเหลือ? คิดจะร้องเรียน? คิดจะขอความยุติธรรมหรือ? กำลังฝันไปหรือ?
เห็นว่าทุกคนเงียบอย่างเชื่อฟัง ซูหยวนที่อยู่บนหลังของเสี่ยวหยินก็พอใจอยู่บ้าง คนพวกนี้ได้กลายเป็นแรงงานในการทำกับดักของตระกูลอี้แล้ว จนกว่าพวกเขาจะจากไป...เชื่อได้เลยว่าตระกูลอี้ตอนนั้นน่าจะพร้อมสำหรับการพัฒนาไปต่อเองแล้ว
“ไปเถอะ” เธอบอกเสี่ยวหยินเช่นนั้น มันก็ค่อยๆเดินผ่านออกไป พร้อมกับคนตระกูลหานที่แหวกทางให้เป็นสองฝั่ง ไม่กล้าขวางหน้าของเสี่ยวหยินไว้
หานหลานฮวาไม่กี่วันมานี้ได้รับการสั่งสอนอย่างดีทั้งจากตระกูลอี้ หรือแม้แต่ตระกูลหานเอง เธอเหมือนเพิ่งได้รู้ว่าที่ผ่านมา...เธอใช้ชีวิตมาอย่างผิดๆอยู่ตลอด
คิดว่าตัวเองสูงส่งแล้วจะทำอย่างไรก็ได้ ในฐานะตระกูลใหญ่คนหนึ่ง...เธออยู่เหนือกว่าทุกคน เกิดมาเพื่อเป็นคนที่จะรังแกใครก็ได้ ด้วยตรรกะการสอนแบบนี้...ไม่น่าแปลกใจเลยที่นิสัยของเธอจะปรากฏออกมาเหมือนกับที่ได้เห็น
ทว่า...ตอนนี้เธอได้รู้แล้ว และเธอก็กำลังเสียใจอย่างมากกับการกระทำของตนเอง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้...สิ่งแรกที่เธอจะไม่ทำก็คือ การเป็นศัตรูกับอันซูหยวน!!
น่าเสียดายที่คิดได้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว คงจะต้องรอ “ชาติหน้า” จริงๆแล้วนั่นแหละ
สายตาของหญิงสาวมองคนที่อายุน้อยกว่าตนเองเพียง 1 ปีด้วยความเศร้า ถ้าเธอไม่ได้มีปัญหากับซูหยวนตั้งแต่แรก ถ้าเธอไม่ได้เป็นเพื่อนกับไป๋ซิ่งจนทำให้ต้องออกจากสถาบันไปพร้อมกัน ไม่แน่ว่าตอนนี้เธอก็คือคนหนึ่งที่ได้ซ่อนตัวในสถานที่ปลอดภัยก็ได้
ตอนนั้นที่กลับมา ตระกูลหานคงจะฟื้นฟูตัวเองไปได้มากแล้ว และเธอก็อาจจะไม่ต้องเจอกับดาวหายนะอย่างเหลียนเหมยเหม่ย ไม่รู้เลยว่าชีวิตตอนนี้จะดีแค่ไหน...
“เอาล่ะ คุณหนูออกไปทำงานแล้ว พวกแกอยู่ที่นี่ก็ขยันทำงานให้ดี แม้ว่าพวกแกจะเป็นทาส...แต่คุณหนูบอกแล้วว่าถ้าตั้งใจทำงานให้ดี เรื่องอาหารการกินหรือความปลอดภัย คุณหนูจะยืนยันให้ว่าจะดูแลอย่างดี เลือกเอาก็แล้วกัน! ระหว่างอยู่อย่างทรมาน กับอยู่อย่างเป็นสุข เร็วเข้า!! ถ้ายังไม่ทำงานอีกล่ะก็ .... ถือว่าวันนี้พวกแกอยากอยู่แบบทรมานก็แล้วกัน!!”
……………………………………………….