LNCrawler

บทที่ 508 ยากจะยอมรับ (อ่านฟรี 27 ก.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 508 ยากจะยอมรับ (อ่านฟรี 27 ก.ค. 69)

บทที่ 508 ยากจะยอมรับ

 

“แค่พลทหารพิเศษคนเดียวนั่นแหละ ถึงกับเปลี่ยนสถานการณ์ทั้งหมดได้เลย”

 

“ฮึ่ม เป็นเพราะพลทหารพิเศษอันจริงๆ....” พวกเขามองหน้ากัน เหมือนเข้าใจความหมายในสายตาเหล่านั้น ก่อนที่จะระเบิดเสียงออกมา หากแต่เสียงนั้นกลับไม่เหมือนที่ใครๆคาดการณ์เอาไว้ เพราะมันกลับเป็นเสียง....

 

“ฮี่ ฮี่ ช่างสมกับที่เป็นผู้หญิงแกร่งของพวกเราจริงๆ!!”

 

เสียงหัวเราะเจ้าเล่ห์ของพวกนักเรียนชายดังประสานกัน ตอนแรกพวกอาจารย์และทหารที่คอยตรวจสอบพวกนักเรียนจากสถาบันเพลิงพลองยังคิดว่าอาจจะมีการปะทะกันเกิดขึ้น แต่ที่พวกเขาไม่คิดก็คือ...เจ้าพวกนี้กลับหัวเราะออกมา

 

“สมกับที่เป็นรุ่นน้องอัน!”

 

“สมกับเป็นสหายอัน!”

 

“สมกับที่เป็นรุ่นพี่อัน!” พวกรุ่นพี่ พวกที่อายุเท่ากัน หรือแม้แต่คนอายุน้อยกว่าประสานเสียงเป็นเสียงเดียวกัน ถือเป็นเรื่องหาได้ยากจริงๆ

 

“ก็นะ ผู้หญิงในอุดมคติต้องเป็นแบบนี้สิ ทั้งแข็งแกร่ง ฉลาด โดดเด่น แล้วก็มีความกล้าหาญเป็นที่สุด...”

 

“อ่า ฉันยังจำได้ตอนที่รุ่นพี่มาช่วยพวกเราออกจากถ้ำงูพวกนั้น ข้างหลังของรุ่นพี่น่ะ...อบอุ่นมากที่สุดแล้ว”

 

“ใช่ นั่นเป็นความงามที่พวกเรารวมเงินกันจ้างนักวาดอันดับหนึ่งเพื่อจะได้ส่งต่อไปให้พวกรุ่นน้องเข้าใจ สตรีที่คู่ควรแก่การได้รับการยกย่องจากพวกเรา ถ้าน้อยกว่านี้ก็ไม่คู่ควรแล้ว ความสง่างามของพวกเรามีไว้เพื่อนคุณอันซูหยวน!!”

 

ต่างคนต่างตะโกนออกมา จนในที่สุดก็เหลือแค่ชื่อ “อันซูหยวน” “อันซูหยวน”และ “อันซูหยวน” เท่านั้นที่พวกเขาประสานเสียงดัง ช่างเป็นภาพความดุเดือดที่คาดเดาไม่ได้จริงๆ

 

“เอ่อ อาจารย์...นักเรียนของสถาบันพวกคุณยังปกติอยู่ไหม?”

 

ในสถานที่ที่ห่างออกไปเล็กน้อย ทหารระดับสูงกระซิบถามกับอาจารย์ของสถาบันเพลิงพลองที่กอดอกมองเด็กๆของตนเองอยู่ เดิมทียังคิดว่าจะได้รับคำตอบเช่น “เจ้าพวกนั้นโง่งมจริงๆ” หรือ “กลับไปจะต้องสั่งสอนสักหน่อยแล้ว” ทว่า...เมื่อเขาพูดแบบนั้น คนเป็นอาจารย์กลับตวัดสายตาเย็นชามาให้ มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะพูด

 

“พวกที่ไม่รู้จักความสง่างามแบบคุณย่อมไม่เข้าใจหรอกครับ”

 

พูดจบก็หันกลับไปกอดอกมองเด็กด้วยท่าทางชื่นชม ทำเอาทหารระดับสูงคนนั้นต้องปิดปากเงียบ แม้ในใจจะรู้สึกว่าเขาช่างโชคร้ายที่ได้มาเจอ “คนเพี้ยน” ที่สุดของสถาบันเพลิงพลองคนนี้!!

 

แสงสว่างที่ไม่เหมือนกับแสงจากหลอดไฟพลังงานค่อยๆเคลื่อนคล้อยต่ำลง เวลาที่เหลือก็เริ่มนับถอยหลังกันแล้ว ตอนนี้ทุกสถาบันกำลังเดินทางมาที่จุดรวมตัว ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าผลลัพธ์ของการแข่งขันนี้เป็นอย่างไร แต่คงจะไม่มีใครมีความสุขเท่ากับพวกคนของสถาบันเพลิงพลองอีกแล้ว ทั้งๆที่พวกเขาเป็นผู้แพ้ด้วยซ้ำ

 

เรื่องนี้ทำให้คนมากมายต่างก็สงสัย พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าคนที่เกือบจะเอาชนะได้ สุดท้ายมาแพ้เพียงแค่วันเดียวนี้จะมีความสุขด้วยสาเหตุอะไร

 

แต่ก็นั่นแหละ...คนของสถาบันเพลิงพลองเป็นที่รู้กันดีว่าไม่ค่อยปกติ ดังนั้นทุกคนจึงพยายามจะมองข้ามพวกเขา ทำเป็นไม่สนใจไปเสียอย่างนั้นเลย

 

“ขอแสดงความชื่นชมกับนักเรียนทุกคนที่พยายามอย่างหนักในการแข่งขันครั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นชัดเจนมากว่าพวกเธอทุกคนก็คือความหวังของมนุษย์ชาติ เป็นรุ่นเยาว์ที่จะช่วยพัฒนามนุษย์ชาติให้แข็งแกร่งยิ่งใหญ่ต่อไป”

 

ตัวแทนของผู้นำรัฐบาลให้เกียรติมาเป็นคนกล่าวสรุปผลในครั้งนี้ พวกนักเรียนที่ไม่รู้เรื่องก็ตื่นเต้นกันยกใหญ่ การถูกยกย่องว่าเป็นความหวังรุ่นใหม่ของมนุษย์ชาติ ฟังดูแล้วน่าภาคภูมิใจจริงๆ

 

ทว่า...สำหรับคนที่รู้ คำพูดนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการพูดเป็นนัยๆว่า ต่อให้หลังจากนี้จะไม่เหลือใครแล้ว พวกเขาก็ต้องไปข้างหน้า ทำหน้าที่เป็นความหวังของมนุษย์ชาติต่อไปให้ดี นี่เป็นการมอบภาระงานที่หนักหนาและ “เจ็บปวด” มาให้ต่างหาก!

 

“ตอนนี้ผลของการแข่งขัน นักเรียนทั้งหลายคงรู้อยู่แล้ว สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งยังคงสมศักดิ์ศรีและเอาชนะไปได้ด้วยคะแนน 94 คะแนน ตัดกับสถาบันเพลิงพลองที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งที่ 92 คะแนน”

 

“ส่วนอันดับ 3 ที่จะได้รางวัลด้วยก็คือสถาบันแผนและกลยุทธ์ที่ทำคะแนนมาได้ถึง 88 คะแนน นับว่าเป็นคะแนนที่สูงมาก ส่วนสถาบันอื่นๆก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน ดังนั้นขอให้ปรบมือให้ตนเองก่อนเลยเป็นอันดับแรก”

 

“จากนั้นขอให้นักเรียนตัวแทนของทั้งสามสถาบันขึ้นมาเพื่อรับรางวัลอันดับ 1-3 หวังว่าทุกคนจะเอากลับไปใช้เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ต่อไป”

 

เขาว่าอย่างนั้น นักเรียนตัวแทนปี 4 ที่เลือกกันไว้แล้วก็ทยอยขึ้นมา สถาบันของเธอก็เลือกให้รุ่นพี่ปีสี่คนหนึ่งออกไป แม้ว่าเขาจะอยากให้ซูหยวนขึ้นไปรับแทนเพราะถือว่าอันดับหนึ่งนี้ได้มาจากความพยายามของเธอ ทว่าซูหยวนกลับไม่ยอมรับ

 

เธอเพิ่งจะเริ่มลงมือในวันสุดท้าย เทียบกับจำนวนที่ล่าได้แล้วยังน้อยนิด นี่ไม่ใช่แค่การให้เกียรตินักเรียนรุ่นพี่ที่กำลังจะจบการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นรางวัลที่คู่ควรกับเขาด้วย

 

ทั้งสองคนหัวเราะร่วนท่ามกลางความยินดีของนักเรียนทั้งหมด เว้นไว้แต่นักเรียนตัวแทนของสถาบันแผนและกลยุทธ์ ตอนนี้ในใจของเขายังมีความกังวลล้นแน่นอยู่ในอก จะให้หัวเราะออกมาได้อย่างไร

 

หลังพิธีมอบของรางวัลกันแล้ว ทุกคนก็คิดว่าตัวเองน่าจะได้รับการปล่อยตัวให้กลับไปที่สถาบันหรือกลับไปหาครอบครัวหลังจากไม่ได้เจอกันตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา

 

ทว่า...ตัวแทนของกองทัพกลับก้าวออกมาข้างหน้าด้วยท่าทางจริงจัง ตอนนี้ทหารทั้งหลายที่แอบมาปกป้องพวกเขาเงียบๆก็ไม่ต้องหลบซ่อนแล้ว ทุกคนกรูกันออกมาแล้วยืนล้อมรอบพวกนักเรียนไว้ เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของพวกเขาแบบนี้ ทุกคนก็ส่งเสียงฮือฮากันยกใหญ่ ไม่เข้าใจว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

“เอาล่ะๆ นักเรียนทุกคนใจเย็นๆกันก่อน ช่วยยืนกันอย่างเป็นระเบียบด้วย หลังจากที่ฟังข้อมูลเล็กๆน้อยๆจากพวกเราแล้วก็จะพากลับออกไปอย่างปลอดภัย ทว่า...ก่อนที่จะบอกข่าวสำคัญ ฉันต้องการบอก “กฎ” ให้กับพวกเธอทุกคนเข้าใจตรงกันก่อน”

 

“อย่างแรก สถานการณ์ตอนนี้เป็นการประกาศแผนฉุกเฉินระดับสูงสุด ดังนั้นคำสั่งของกองทัพเป็นอันเด็ดขาด ห้ามสงสัย ห้ามขัดขืน ห้ามต่อรอง! หากยังทำตัวเป็นปัญหา กองทัพมีสิทธิในการตัดสินใจใช้กฎการลงโทษขั้นเด็ดขาด”

 

สิ้นคำประกาศนี้ ทุกคนก็ตัวเกร็งกันไปหมด การประกาศใช้แผนฉุกเฉินระดับสูงขนาดนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย แต่ทุกคนก็รู้ว่ามีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ท่าทางเป็นระเบียบของพวกเด็กๆเป็นที่น่าพอใจมาก ดังนั้นพวกกองทัพจึงพอใจ

 

การแสดงท่าทางแข็งกร้าวเช่นนี้ให้พวกเขาเห็นก็เพื่อจะได้ควบคุมได้ง่าย นี่เป็นกลยุทธ์ทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง เพียงแต่เรื่องใหญ่ที่กำลังจะบอกนี้จะใช้จิตวิทยาเพียงเท่านี้แล้วควบคุมได้หรือไม่ก็ต้องดูกันไปก่อน

 

“สถานการณ์คร่าวๆข้างนอกนี้ค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว เพราะข้างนอกนั่นเมื่อ 1 เดือนก่อน เป็นการประกาศวันพิพากษาของกลุ่มดวงตามาร!”

 

“!!!!”

 

“อะไรนะ วันพิพากษานั่น! นั่น...นั่น พวกนั้นมันทำจริงๆงั้นหรือ?”

 

“วะ วันพิพากษาหรือ? เรื่องนี้ไม่จริงใช่ไหม? พวกมันบอกว่าวันพิพากษาก็คือวันที่มันจะฆ่าล้างมนุษย์ทั้งหมด...อย่าบอกนะว่า...”

 

“ไม่นะ ไม่จริงใช่ไหม? น้องชายของฉัน เขาเพิ่งเกิดได้ไม่กี่เดือนเอง วันพิพากษาอะไรนี่มันก็แค่เรื่องตลกใช่ไหม!”

 

“ไม่นะ ฉัน ฉันจะกลับบ้าน ฉันอยากจะกลับไปที่บ้านแล้ว!!”

 

คำว่า “วันพิพากษา” ยังคงทรงพลังเหมือนเดิม ทันทีที่ทุกคนได้ยินก็ถึงกับอุทานออกมา คนที่จิตใจอ่อนแอหน่อยถึงกับนั่งฟุบลงไปที่พื้น

 

ด้วยคำๆเดียวที่พวกกลุ่มดวงตามารใช้กัน พวกมันประกาศเสมอว่าวันพิพากษาก็คือวันที่พวกมันจะฆ่าล้างเผ่ามนุษย์เพื่อให้เผ่าพันธุ์ระดับสูงได้พัฒนาต่อไปแล้วมาแทนที่มนุษย์ที่อ่อนแอ นี่มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจได้แล้ว!!

 

“นี่...หรือว่าตั้งแต่แรกที่ให้พวกเราเข้ามาในพื้นที่นี้ การแข่งขันนี้ แท้จริงแล้วเป็นการหลอกลวงพวกเรามาซ่อนตัวหรือ?!!”

 

นักเรียนชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาท่ามกลางเสียงวุ่นวาย จุดประสงค์ของเขาก็คือหัวหน้ากองทหารผู้นั้น นี่ทำให้ทุกสายตามองไปยังอีกฝ่ายพร้อมกัน

 

เจ้าตัวมีดวงตาแดงฉาน เหมือนว่าจะรีดเลือดให้ไหลออกมาข้างนอกได้ น้ำตาคลอหน่วย และเส้นเลือดที่ปูนโปนขึ้นมา เขาเป็นคนหนึ่งที่มาจากครอบครัวที่ดีแม้จะไม่ใช่ตระกูลใหญ่โตก็ตาม

 

เขามีพี่สาวและน้องชายที่สนิทสนมด้วย มีพ่อแม่ที่พยายามเพื่อพวกเขาอย่างดีเพื่อส่งเขาเข้าเรียน ไม่ได้หวังอะไรมากมาย ขอแค่ถ้าเขาเรียนรู้และกลายเป็นผู้ใช้พลังงานที่เก่งกาจแล้ว จะได้กลับมาช่วยดูแลครอบครัวบ้าง

 

ขอเพียงเขาประสบความสำเร็จ ความพยายามในช่วง 4 ปีนี้ก็ไม่นับเป็นอะไรเลย และตอนนี้...เขาก็พร้อมแล้ว พร้อมที่จะปกป้องทุกคน อย่างไรเขาก็อยู่ปีสี่ ต่อสู้กับสัตว์กลายพันธุ์ก็ยังได้ แต่สุดท้าย....สุดท้ายเขาก็ละทิ้งครอบครัวอีกครั้ง เรื่องแบบนี้จะยอมรับได้อย่างไร!!!

 

ชีวิตที่ผ่านมานี้เขาติดหนี้ครอบครัวมาก เเม้เเต่จะเอาความสามารถที่ได้รับมาจากความเสียสละของทุกคน พี่สาวกินอาหารไม่อิ่มก็เพื่อออมเงินมาซื้ออุปกรณ์ให้เขา น้องชายตัวน้อยที่ควรจะได้รับของดีๆ อาหารดีๆ กลับต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อช่วยกัน เขาน่ะ...ยังไม่ได้ตอบเเทนใครเลย กลับได้มาหลบเหมือนคนขี้ขลาดเเล้วปล่อยให้ทุกคนเผชิญอันตรายกันตามลำพัง

 

ถึงเขาจะยังไม่รู้ว่าครอบครัวของตัวเองได้รับอันตรายหรือไม่ เเต่ความรู้สึกผิดนี้ก็ก่อท่วมจิตใจของเขาเเล้ว!!

 

ไม่ใช่นักเรียนคนเดียวเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ หลายคนก็กระวนกระวายใจมาก พวกเขาอยากได้ยินคำตอบของทั้งหมด ปรากฏว่าตั้งแต่แรก...กองทัพจงใจแยกพวกเขาออกมาจากครอบครัวงั้นหรือ? ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม แต่พวกเขามีสิทธิ์อะไรมาคิดแทนตนเองล่ะ!!

 

“เฮ้อ ใช่แล้ว ตั้งแต่ที่มีการเรียกรวมตัวนักเรียนทุกคนมาที่นี่ พวกเราก็ได้รู้เรื่องที่กลุ่มดวงตามารจะประกาศวันพิพากษาแล้ว ดังนั้น...เพื่อปกป้องทุกคน...”

 

“ไม่!! ไม่ใช่!! ไม่ต้องมาพูดว่านี่เป็นการปกป้องพวกฉัน!! ทำไม...ทำไมไม่ถามฉันก่อน ทำไมไม่ถามกันก่อนว่าต้องการการปกป้องแบบนี้หรือเปล่า ทำไม ห๊า!!!”

 

คล้ายว่าจะมีคนเสียสติไปแล้ว ขนาดพวกเขาประกาศไว้ตั้งแต่แรกว่าจะลงโทษอย่างเด็ดขาด แต่ตอนนี้ก็ไม่มีใครนึกถึงอีกแล้ว หรือจะพูดว่า...ไม่มีกลัวการลงโทษแล้ว เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าการลงโทษเสียอีก!

 

ถึงจะคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าท่าทางของพวกนักเรียนทุกคนจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะควบคุมไม่ได้จนบานปลายเช่นนี้ ถึงอย่างนั้น....คนเป็นผู้นำกองทัพก็ยังมีบารมีมากพอที่จะหยุดพวกเขาได้ เด็กๆพวกนี้ก็คือพวกที่ยังไม่รู้ว่านรกจริงๆเป็นอย่างไรเท่านั้น อีกอย่าง...สิ่งที่พวกเขาทำนี้ก็มีเหตุผลรองรับ ใช่ว่าทำไปเพราะเล่นสนุกเพียงอย่างเดียวเสียหน่อย

 

“เงียบได้แล้ว จะโวยวายเป็นเด็กๆไปถึงเมื่อไร สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ใช่เวลาที่จะมาคิดถึงแต่เรื่องของตนเองรึไง ฉันก็บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่าที่พวกเราเลือกปกป้องพวกเธออย่างเบ็ดเสร็จทั้งๆที่ยังมีคนอีกมากมายที่อยากจะรอดชีวิต ก็เพราะพวกเธอเป็นคนมีศักยภาพที่จะช่วยพัฒนาและปกป้องมนุษย์ชาติต่อไป ช่วยให้เกียรติผู้ที่ต้องสูญเสียไปด้วย”

 

แม้เขาจะใช้ออร่ากดดันเพื่อทำให้พวกนักเรียนหยุดส่งเสียงได้ ทว่าในใจของพวกเขาก็ไม่ยินยอมเลย

 

“ก่อนที่จะพาทุกคนออกไปข้างนอกเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวดนี้ ฉันจะให้พลทหารพิเศษออกมาบอกแนวปฏิบัติให้ก่อน เชิญ...”

 

ซูหยวนคิ้วกระตุกเล็กน้อย ในสถานการณ์แบบนี้รีบโยนเผือกร้อนมาเลยหรือ? กลัวว่าพวกเด็กๆจะคิดไม่ได้ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เป็นแผนการของพวกเขาหรือไง

 

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อพวกเขานึกถึงพื้นที่ที่ “ขัง” ตนเองเอาไว้เช่นนี้ ก็จำได้ว่าใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมา หากพลทหารพิเศษรู้เรื่องนี้นานมากจนกระทั่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยนี้ได้ เช่นนั้นทำไมจึงไม่เตือนพวกเขาทุกคนก่อน ทำไมถึงตัดสินใจอะไรเองเช่นนี้!

 

ทุกสายตามองมาราวกับเคียดแค้นอย่างถึงที่สุด ซูหยวนที่เป็นหนึ่งในสามคนของกองกำลังพิเศษก็แค่นหัวเราะออกมา ดีที่พวกเธอเตรียมแผนการรับมือเอาไว้บ้างแล้ว ไม่อย่างนั้น...รุ่นพี่ที่ทำตามใจตัวเองเสมอจะยอมปล่อยเด็กๆอวดดีที่ไม่กลัวตายพวกนี้ไปหรือ?

 

“ฉันคือพลทหารพิเศษซิว ถึงจะไม่อยากขึ้นมาพูดกับเด็กๆอย่างพวกเธอ แต่นี่ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ อันที่จริง...งานของพวกเราได้รับมอบมาตั้งแต่เมื่อ 1 เดือนก่อน ก็เป็นช่วงเวลาที่พวกเราไม่ได้เห็นด้วยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

 

“ที่แห่งนี้มีทรัพยากรมาก กลับถูกกองทัพและสถาบันขอให้พาเด็กๆที่ไร้หัวคิดมาซ่อน ทำเอาพวกเรายุ่งยากวุ่นวายไปหมด แทนที่พวกฉันจะได้ไปถล่มฐานกลุ่มดวงตามารกับทุกคนด้วย สุดท้ายก็ต้องมานั่งเหี่ยวคอยดูแลพื้นที่นี้เพื่อพวกเด็กๆที่...ไม่รู้สถานการณ์ของตนเองด้วยซ้ำ”

 

​คำพูดนี้ไม่ต่างอะไรกับการเปิดศึกกับพวกนักเรียนโดยตรง พลทหารพิเศษคนหนึ่งบอกว่าแทนที่พวกเขาจะไปทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ กลับต้องมาดูแลนักเรียนที่ไม่เห็นคุณค่าของการได้รับการปกป้อง

 

​นี่ไม่เพียงแค่ต้องการแสดงออกว่าเรื่องนี้พวกเขาก็ไม่ต้องการจะทำเหมือนกันแล้ว ก็ยังเป็นการดูแคลนพวกนักเรียนเหล่านี้ด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่ตอนนี้ทุกคนจะเต็มไปด้วยความโกรธที่มากกว่าเดิม
 

 

…………………………………….