LNCrawler

บทที่ 509 “สั่งสอน” (อ่านฟรี 28 ก.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 509 “สั่งสอน” (อ่านฟรี 28 ก.ค. 69)

บทที่ 509 “สั่งสอน”

 

ซูหยวนรู้ว่าพวกรุ่นพี่นั้นเป็นคนทำอะไรตามใต แต่เธอเค่ไม่ได้คิดว่าพวกเขาจะพูดออกมาแม้แต่ในสถานการณ์นี้ ขนาดว่าวางแผนการเตรียมรับมือเอาไว้หมดแล้วแท้ๆ กลับยังต้องการหาเรื่องก่อนอีก ทำเธอเกือบจะยกมือขึ้นมากุมขมับก่อนเลย

 

“แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้แล้ว และพวกเราก็ทำภารกิจของตนเองในการอนุญาตให้ใช้พื้นที่ลับ แล้วก็ปกป้องเด็กไร้หัวคิดแบบพวกเธอเรียบร้อยแล้ว งานที่น่าเบื่อของพวกเราหลังจากนี้ก็ใกล้จะเสร็จสิ้นเสียที ส่วนเรื่องต่อไปนี้...คงต้องเริ่มตั้งแต่แผนการถัดไปสินะ”

 

คนเป็นรุ่นพี่ถอนหายใจออกมา ตัวเขานั้นไม่มีปัญหาอะไรถ้าพวกเด็กที่คิดไม่ได้จะรวมหัวกันเกลียดชังพลทหารพิเศษ นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจความรู้สึกของใครอยู่แล้ว การทำงานของพวกเขามีแค่ “ต้องทำภารกิจให้สำเร็จ” แถมยังเป็นภารกิจที่พวกเขาเลือกเองได้ด้วย

 

สำหรับปัญหาเรื่องการเข้าสังคม พวกพลทหารพิเศษทั้งหมดไม่ใช่ว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีในก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ถ้าจะมีคนเกลียดพวกเขาเพิ่มขึ้นมา วิถีชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปหรือไม่? คำตอบคือ “ไม่” 

 

ถ้าเป็นแบบนั้น ยังต้องสนใจอีกหรือว่าความเกลียดชังเหล่านี้จะพุ่งมาที่ตนเองหรือไม่ แต่...ปัญหาคือ พวกเขาถูกใช้เป็นโล่ป้องกันนี่สิ! พวกกองทัพและรัฐบาลรู้ดีว่าพลทหารพิเศษอย่างพวกเขาเป็นกลุ่มไม่สนโลกอยู่แล้ว ดังนั้นการโยนปัญหาใส่หัวของพวกเขาก็เป็นเรื่องที่จะจบทุกอย่างได้

 

พวกนั้นไม่สนใจด้วยซ้ำว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร คงเข้าใจว่าพวกเขาไม่คิดใส่ใจเรื่องแบบนี้ ก็เลยคิดจะใช้งานพวกเขาได้ง่ายๆ และความคิดแบบนั้นเองที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจ

 

แม้หลายคนในกองกำลังจะไม่ใช่พวกใส่ใจโลกหรือสังคม แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะอยากรับภาระหรือปัญหาที่ใครก็ตามก่อขึ้นมาแล้วอยากจะโยนขี้มาก็โยนได้ นอกจากนี้...ตอนนี้พวกเขามีรุ่นน้องอันแล้ว

 

เธอเป็นคนที่ต่างออกไป เป็นคนกลุ่มน้อยเหมือนกับพลทหารพิเศษรุ่ย ที่มีชีวิตอยู่ในสังคมข้างนอกนั่นเหมือนคนปกติ ยิ่งรุ่นน้องอันมีกิจการของตนเอง การถูกสังคมตราหน้าจะทำให้เธอค้าขายได้ไม่ดี ดังนั้น...พวกเขาจึงพยายามปกป้องชื่อเสียงของรุ่นน้องมาตลอด คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะเจอกับกับดักที่พวกกองทัพวางไว้ให้

 

แบบนี้แล้วใครจะไปยอมรับได้!

 

“ตอนนี้ ฉันเข้าใจดีว่าทุกคนคงอยากจะออกไปสู้กับพวกกลุ่มดวงตามารจะแย่อยู่แล้วใช่ไหม? นั่นดีเลย แต่...จะดีก็ต่อเมื่อพวกเธอแข็งแกร่งมากพอที่จะทำอย่างนั้น เพราะถ้าสุดท้ายปล่อยให้เด็กๆไร้หัวคิดแบบพวกเธอออกไป จำนวนคนที่จะตายอาจจะมากกว่า 30 ส่วน แต่จะเป็น 100 ส่วนเลยก็ได้ เพราะเด็กๆอย่างพวกเธอน่ะ...อาจจะเป็นได้แค่ตัวถ่วง!”

            

ยิ่งพูด ประโยคใหม่ๆก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นอีก สีหน้าของทุกคนดูย่ำแย่ทุกขณะ แต่กลับทำให้พลทหารพิเศษคนนี้หัวเราะได้มากกว่าเดิม

 

“โอ้ อย่าบอกนะว่ากำลังคิดว่าตัวเองจะทำอะไรได้หากได้ลงมือต่อสู้ ไม่ถูกขังไว้ที่นี่น่ะ” คำพูดนี้เหมือนเปิดใจของทุกคนออกมา ไม่ว่าใครก็คิดแบบนี้ทั้งนั้น แต่พลทหารพิเศษกลับส่ายหน้า

 

“แค่คิดเรื่องนี้ออกมาได้ก็ถือเป็นพวกโง่แล้ว ก็น่าจะรู้นะว่าจุดประสงค์ของกลุ่มดวงตามารคืออะไร แล้วรู้หรือเปล่าว่าตอนที่เกิดเรื่องขึ้น...สถาบันต่างๆได้แบ่งอาจารย์ไปรับมือกับพวกกลุ่มดวงตามารที่แอบบุกเข้าไปในสถาบันน่ะ”

 

“ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเราพาทุกคนมาอยู่รวมเป็นที่เดียวกัน ตอนนี้พวกทหารก็ต้องได้รับคำร้องจากอาจารย์ประจำสถาบันต่างๆเพื่อให้เข้าช่วยเหลือ ต้องแยกตัวกันออกไปจัดการตรงนั้นตรงนี้ วุ่นวายไปหมด”

 

“เมื่อคิดเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสแล้ว จะรู้เลยว่าการปล่อยให้นักเรียนทั้งหมดอยู่กระจายกันทั่วไป กับการที่ให้อาจารย์ที่แข็งแกร่ง ร่วมมือกับทหารจำนวนมากที่แต่เดิมแล้วต้องแบ่งกองกำลังไปดูแลนั้น ช่วยเหลือคนให้รอดชีวิตได้อีก 7%”

 

“หรือก็คือ...ถ้าปล่อยให้พวกเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างพวกแกกระจายอยู่รอบๆ มนุษย์ชาติจะตายเพิ่มอีก 7% ซึ่งยังไม่รวมความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากตระกูลของพวกแกต้องแบ่งกำลังเพื่อมารับเด็กๆไร้ค่า แทนที่จะอยู่ปกป้องตระกูลด้วยนะ”

            

ได้เห็นตัวเลขที่แสดงออกมา โดยเริ่มจากปัจจุบันที่มีผู้เสียชีวิตประมาณ 30% ของทั้งหมด มันเริ่มจะขยับจาก 30 ไป 37 แล้วก็เริ่มไป 42 จนตอนนี้เกือบจะถึง 60 อยู่แล้ว

            

ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขรายงานจากกองทัพ ซึ่งเป็นการคิดคำนวณโดยวิธีสถิติรวมกับการคิดต้นทุนค่าเสียโอกาส โดยเอาจำนวนประชากรที่จะเสียไปมาเป็นตัวตั้ง ซึ่งกระดานภาพนี้มีการแสดงที่มา รวมทั้งขึ้นลงตามปัจจัยที่ใส่เข้าไป แสดงให้เห็นว่านี่เป็นแบบจำลองที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถืออย่างแท้จริง

 

“เหอะ! กองกำลังพิเศษของพวกเราใช้ทรัพยากรไปมากจริงๆเพื่อที่จะรักษาเกือบ 30% เหล่านี้ ทั้งๆที่ฉันก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ถูกต้องนะ”

 

“จริงๆควรปล่อยให้การคัดสรรตามธรรมชาติเกิดขึ้น พวกเราปกป้องคนที่อ่อนแอแบบนี้ต่อไป ก็แค่เป็นการเพิ่มจำนวนยีนส์ด้อยให้กับมนุษย์ชาติก็เท่านั้น คิดดูว่าถ้าพวกเราให้คนที่แข็งแกร่งอยู่รอดจริงๆ ต่อไปก็จะมีแค่คนที่แข็งแกร่งเท่านั้น ต่อให้เหลือแค่ 40% จากประชากรทั้งหมด แต่ก็ยังถือว่าประหยัดงบประมาณไปได้มาก”

 

“จากสถิติ ผู้ที่จะเหลือรอดมากที่สุดก็คือพวกทหาร นักล่า และตระกูลใหญ่ไม่กี่ตระกูล ในขณะที่ตระกูลเล็กทั้งหมดจะถูกทำลาย ตระกูลขนาดกลางจะไม่รอดชีวิต แล้วรู้ไหมว่าใครจะรอดชีวิตมากที่สุด...”

 

“ใช่แล้ว! พวกที่อยู่เขตชั้นนอกอย่างไรล่ะ! เพราะพวกนั้นไม่ได้เป็นเป้าหมายในการทำลายล้างของกลุ่มดวงตามาร ซึ่งฉันเชื่ออยู่เสมอว่าคนที่แข็งแกร่งจริงๆไม่ใช่พวกที่มีทักษะต่อสู้ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษจนเรียกตัวเองว่าเป็นตระกูลใหญ่ เป็นตระกูลมีอารยะธรรม หากแต่เป็นพวกที่ไม่มีทรัพยากรในมือ แต่สามารถดิ้นรนจนมีชีวิตได้”

 

“เอาล่ะ ที่พูดมามันก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่จะพูดต่อไปนี้หรอก ก็แค่...อยากให้รู้เท่านั้นว่าพวกตัวถ่วงอย่างพวกแกจะทำลายมนุษย์ชาติได้มากขนาดไหน” เสียงหัวเราะของพลทหารพิเศษนั้นดังก้องหูทุกคน ด้วยตัวเลขที่แสดงให้เห็นก่อนหน้านี้ มันก็เหมือนเป็นการตบหน้าพวกเขาแล้ว

            

ต่อให้ไม่อธิบายดีขนาดนี้ ทุกคนก็ยังเข้าใจว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร พวกเขารู้...รู้ตั้งแต่แรก แต่การจะยอมรับความอ่อนแอของตนเอง ยอมรับว่าตัวเองหนีตายมาซ่อนตัวอยู่ มันช่าง...

            

แทนที่จะคิดเช่นนั้น สู้โยนความผิดให้คนอื่นคงจะดีว่า ดังนั้นพวกเขาจึงทำแบบนั้นในตอนแรก ทว่า...พลทหารพิเศษกลับไม่พอใจแค่นั้น หลังจากที่เห็นสีหน้าของพวกนักเรียนเปลี่ยนไปมา เขาก็ยังต้องการ “ขยี้” จุดที่เจ็บปวดนี้ต่อไป

            

หลังจากนี้ต่างหาก ถึงจะเรียกว่า “น่าสนุก” ของจริง!

 

“สำหรับความเชื่อของพวกแก ฉันก็คิดมันไม่ผิดนะ แล้วพวกแกก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองเสียหน่อย เผื่อว่าใครจะคิดว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรมเลย ถ้าตัวเองอยู่ที่นั่น...อย่าน้อยก็น่าจะปกป้องครอบครัวได้บ้าง...” หลายคนเริ่มสะอึกกับคำพูดนี้แล้ว แต่ก็มีหลายคนที่กำหมัดแน่น 

            

ใช่แล้ว! พวกเขาต้องการพิสูจน์!

 

“เอาเป็นว่า...ถ้าอยากจะพิสูจน์ตัวเองนัก ลองดูไหมว่าจะช่วยฆ่าคนของกลุ่มดวงตามารได้มากแค่ไหน อืม...ไม่ต้องถึงกับพวกระดับสูงที่เอาสัตว์กลายพันธุ์มาถล่ม ไม่ต้องพูดถึงพวกระดับสูงที่วางระเบิดชนิดที่ว่าแค่จะหันหน้าไปสู้ก็ยังไม่มีโอกาสก็แล้วกัน...” พลทหารพิเศษหัวเราะออกมา

            

โชคดีที่มีวิดีโอที่อัดเอาไว้ก่อนหน้านี้ซึ่งอันซูหยวนได้ขอมาจากคนขององค์กรนักล่าสกุลจาง พวกเขาเปิดให้ทุกคนได้เห็นว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

            

ในขณะที่ทุกคนกำลังเดินเล่นพักผ่อน จู่ๆก็เริ่มมีเสียงกรีดร้องขึ้นมา ในขณะที่ทุกคนกำลังอยู่กับครอบครัว จู่ๆก็เกิดการระเบิด แล้วก็ทำให้ภาพครอบครัวทั้งหมดไหม้เหลือแต่ซาก

            

ขนาดเป็นคนแข็งแกร่งก็ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากจากไปทั้งอย่างนั้น ไม่มีแม้แต่โอกาสป้องกันตัว ทำไม่ได้แม้แต่จะแก้แค้นด้วยซ้ำ! ไม่สิ! ไม่ต้องพูดถึงการแก้แค้นเลย แค่โอกาสที่จะทำความเคารพดวงวิญญาณของพวกเขาเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังทำไม่ได้เลย

            

นี่...ดูเหมือนว่านี่อาจจะเป็นความอกตัญญูที่แท้จริงหรือไม่? ภาพที่โหดร้ายพวกนี้ทำให้หลายคนเริ่มก้มหน้า ไม่กล้าที่จะมองมันอีกต่อไป

 

“พลทหารพิเศษอันอนุเคราะห์ให้หนูขาวเพื่อมาลองฝีมือ ลองดูว่าใครในที่นี้รอดจากการโจมตี หรือสามารถจัดการพวกหนูขาวเหล่านี้ได้บ้าง หนูขาวพวกนี้ไม่ใช่หนูขาวระดับสูง พวกเราเอาแค่ให้ทุกคนได้ทดสอบฝีมือของตนเองเท่านั้น แล้วก็...นี่เป็นความใจกว้างของกองกำลังพิเศษของพวกเรา”

 

“ไหนๆก็รับงานมาแล้ว อีกทั้งเงินก็ยังเหลือมากด้วย ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรดี ก็เลยเอามาเล่นพนันนี้เลยก็แล้วกัน เพราะพวกฉันพนันว่าเด็กน้อยอย่างพวกแกคงทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่ถ้าทำได้...นักเรียนที่ทำได้ก็เอาไปเลยคนละ 2,000,000 เครดิต”

 

“ด้วยจำนวน 2,000,000 เครดิตนี้ น่าจะเพียงพอสำหรับการกินอยู่ หรือสนับสนุนการฟื้นฟูตระกูลได้ในระดับหนึ่ง อ้อ แล้วก็...ยังจะให้เนื้อที่พวกแกล่าไปก่อนหน้านี้ทั้งหมดด้วยนะ”

 

“พวกแกเลือกกลุ่มได้เลย ให้กลุ่มละ 10 คน ทำยังไงก็ได้ให้สมาชิกในกลุ่มรอดชีวิตใน 10 นาที หลังจากเข้าไปในพื้นที่ทดสอบ อ้อ รอดแค่คนเดียวก็ได้นะ ถือว่าพวกแกชนะไปได้เลย”

            

เห็นการท้าทายที่ดูเกินจริงนี้ แถมยังเป็นแค่การต่อสู้กับหนูขาวกลายพันธุ์ด้วย ทุกคนจึงมองหน้ากันก่อนพยักหน้า ดี! แม้ว่าพวกเขาจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมจึงต้องพาพวกตนมาที่นี่ ทว่า....การกวาดทรัพยากรจำนวนมามาให้ตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องผิด ดังนั้นทุกคนจึงเห็นด้วยทันที

            

พลทหารพิเศษคนนั้นโบกมือ เขาให้สถาบันต่างๆส่งตัวแทนออกมาก่อน 1 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกๆที่ส่งมาล้วนเป็นกลุ่มของรุ่นพี่ปี 4 ที่ใกล้จะจบสถาบันกันแล้ว

           

นักเรียนทุกสถาบันส่งคนมากันมากมาย มีแค่สถาบันแผนและกลยุทธ์ที่ยกมือยอมแพ้ พวกเขารู้ดีว่าการแข่งขันนี้...ไม่มีโอกาสให้พวกเขาชนะอยู่แล้ว ดังนั้นแทนที่จะเสียเวลาเปล่า หรืออาจจะต้องเจ็บตัวกลับมา สู้มองดูเรื่องสนุกอยู่ข้างนอกดีกว่า

 

เมื่อได้ตัวแทนจากแต่ละสถาบันแล้ว ซูหยวนก็ส่งพวกเขาไปยังพื้นที่หนึ่งที่เตรียมเอาไว้ โดยที่นั่นถูกล้อมไปด้วยกำแพงเหล็กขนาดใหญ่ ของพวกนี้ผลิตออกมาจากฟาร์มของเธอแน่อยู่แล้ว โดยพวกมันเป็นแร่เหล็กที่หาได้จำนวนมาก ไม่ได้ปั้นแต่งให้ดูยิ่งใหญ่อะไร ก็แค่เอามาวางเป็นรั้ว ทำสัญลักษณ์ไว้ก็เท่านั้น

 

ที่สำคัญที่สุดของพื้นที่พวกนี้ก็คือการ “ซ่อน” ค่ายกลที่สร้างบาเรียระดับต่ำขึ้นมาต่างหาก ขอแค่มีผลึกบาเรียระดับต่ำก็คงรูปลักษณ์ของมันเอาไว้ได้ ป้องกันไม่ให้การโจมตีของนักเรียนหลุดออกมาข้างนอก

 

พวกนักเรียนตั้งท่าเตรียมพร้อม ก่อนจะเห็นสัญญาณจากซูหยวน ซึ่งหลังจากนั้น...ฝูงหนูขาวก็ปรากฏขึ้นมา พวกมันมองเด็กมนุษย์ตรงหน้าด้วยความดูถูก ช่าง...เป็นการแสดงออกที่เหนือความคาดหมายจริงๆ

 

“จี๊ด!!” แม้ว่าเจ้าพวกนี้จะไม่ใช่หนูทองลายขาว หากแต่การติดตามราชาหนูทองลายขาวก็ทำให้พวกมันพัฒนาขึ้นไปมากแล้ว

 

ไม่ใช่แค่อาหารที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น กระทั่งน้ำบริสุทธิ์ที่ช่วยเรื่องการจัดการกับสารพิษในร่างกายก็ยังได้รับบ้างเป็นบางครั้ง ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกมันจะไม่เหมือนกับ “หนูขาวกลายพันธุ์ทั่วไป” อีก!

 

“ระวังตัวด้วย พวกหนูขาวพวกนี้ไม่ปกติ!”

 

แม้เด็กๆจะเตือนกันเองเช่นนั้น แต่น่าเสียดายที่มันก็เป็นได้แค่คำเตือน พร้อมกันนั้น...ภาพของพวกกลุ่มดวงตามารที่กรูกันออกมาจากพื้นที่ปลอดภัย ปล่อยพวกสัตว์ทดลอง แล้วยังมีหุ่นรบอินทรีย์จำนวนมากที่พุ่งออกมา ความเร็วนั้นมากกว่าพวกหนูขาวอย่างแน่นอนแล้ว แต่นี่เป็นการจำลองเพื่อให้เด็กๆดูเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่เล็บของพวกหนูขาวจะมีอุปกรณ์ติดตั้งเอาไว้อยู่

 

เพื่อไม่ให้เผลอฆ่าเด็กน้อยที่อุตส่าห์ปกป้องมาเป็นเวลานาน อุปกรณ์สวมใส่ของหนูขาวก็คืออุปกรณ์ป้องกันไม่ให้กรงเล็บของพวกหนูขาวหั่นคอพวกเขาขาดในทีเดียว

 

หลังจากโจมตีไปแล้ว นักเรียนจะมีสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นในตำแหน่งที่ถูกโจมตี และนั่นจะทำให้พวกเขาถูกดึงออกมาในฐานะ “คนตาย” ทันที

 

“เข้ามา! อย่าคิดว่าฉันอ่อนแอ ถ้าฉันได้อยู่กับพ่อแม่ ได้อยู่กับครอบครัว ฉันจะช่วยปกป้องครอบครัว...” ยังไม่ทันพูดจบ หนูขาวกลายพันธุ์ตัวหนึ่งก็เคลื่อนไหวในพริบตาเดียว แล้วปรากฏอยู่บนหัวของคนพูดเสียแล้ว

 

“จี๊ด!”

            

จี๊ด! ที่แปลว่า “ตาย!”

            

ด้วยการเคลื่อนไหวเดียว เด็กหนุ่มผู้ไม่ยอมรับความจริงก็ถูกตัดสินว่าเขาควรจะตายไปแล้วในการต่อสู้จริง ร่างของเขาถูกดึงออกมาทันทีโดยยังไม่ทำอะไร ปากของเขาอ้ากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ทั้งยังอยากจะขอกลับไปสู้อีกครั้ง แต่ภาพที่เขาเห็นก็คือ...พวกเพื่อนๆที่กำลังร่วงราวกับใบไม้

 

“นอกจากจะตายก่อนใครแล้ว ก็ยังทำให้ใครปลอดภัยไม่ได้ด้วย น่าสมเพชเสียจริง ว่างั้นไหม?” เสียงทุ้มของพลทหารพิเศษดังขึ้นข้างหู ตอนนี้มันเหมือนเสียงกระซิบของปีศาจร้ายเสียมากกว่า

            

การทดสอบนี้ยังถือเป็นการทดสอบหรือ? ไม่! ไม่ใช่แบบนั้นเลย! มันก็แค่การ “สั่งสอน” พวกเขาเท่านั้น!

 

………………………….