LNCrawler

บทที่ 510 ร่วมด้วยช่วยกัน (อ่านฟรี 29 ก.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 510 ร่วมด้วยช่วยกัน (อ่านฟรี 29 ก.ค. 69)

บทที่ 510 ร่วมด้วยช่วยกัน

            

นักเรียนชุดแรกถูกส่งออกมาราวกับใบไม้ ภาพที่พวกนักเรียนคนอื่นๆเห็นนั้นเหมือนกับการถูกรุมโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว แต่ก็ไม่อาจจะตำหนิอะไรได้ การต่อสู้นี้ไม่ใช่การ “แข่งขัน” การ “ประลอง” หรืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้นอย่างยุติธรรม แต่นี่เป็นการจำลองการต่อสู้จริงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

            

และอย่างที่พลทหารพิเศษได้พูดขึ้นมาก่อนแล้ว พวกเขาควรจะรู้ว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้น หากแต่เป็นการต่อสู้ระดับต่ำ ตอนที่ฝูงสัตว์กลายพันธุ์ถูกดึงดูดมาที่เขตชั้นนอกก็เท่านั้น ถ้าแม้แต่ในจุดนี้พวกเขาก็ยังเอาชนะไปไม่ได้ เช่นนั้นอย่าได้หวังเลยว่าจะออกไปแล้วช่วยคนอื่นได้อีก 

            

ภาระ! นี่เป็นแค่การแสดงเพื่อตอกย้ำให้พวกเขาเข้าใจมากขึ้น

            

กลุ่มแรกถูกพาออกมา กลุ่มที่สอง ที่สาม จนกระทั่งนักเรียนทุกคนได้เข้าไปทดสอบ สุดท้ายแล้วไม่มีใครออกมาได้อย่างปลอดภัย ก็แค่เวลา 10 นาทีต่อกลุ่มเท่านั้น ไม่ได้กินเวลายาวนานอะไรเลย พวกเขากลับรับมือไม่ได้ด้วยซ้ำ ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะความอ่อนแอของพวกเขาเอง! 

 

แต่...มันใช่แค่เพราะความอ่อนแอแน่หรือ? คนของหน่วยพลทหารพิเศษหันไปมองซูหยวน แม้จะบอกว่าเด็กๆพวกนี้อ่อนแอจนพ่ายแพ้ทั้งหมด หากแต่คิดดูให้ดี...เมื่อเกิดการต่อสู้จริง พวกเขาจะอยู่ในพื้นที่แคบๆเช่นนี้หรือไม่? แล้วรอบๆตัวของพวกเขาจะมีนักเรียนที่มีความสามารถคล้ายคลึงกันทั้งหมดหรือไม่?

 

แน่นอนว่าในการต่อสู้จริง จะต้องมีผู้แข็งแกร่งมากกว่าปกป้องอยู่ด้วย การที่พวกเขาออกไปสนับสนุน ผลลัพธ์อาจจะดีกว่าภาพที่เห็น แต่นี่ก็แค่การจำลองให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการปกป้องของพวกเขาเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

 

สำหรับจุดอ่อนและโอกาสอื่นๆที่จะทำให้พวกนักเรียนเข้าใจไปทิศทางที่ต่างออกไป พวกเขาก็แค่ไม่พูดถึงเท่านั้นเอง

 

“ช่าง...อ่อนแอเสียจริง” เมื่อการทดสอบทั้งหมดจบลง ก็ถึงเวลาที่พลทหารพิเศษจะออกมาพูดตอกย้ำอีกครั้ง ในครั้งนี้....คนที่คิดจะก่อปัญหาในตอนแรกทำได้แค่เงียบและยอมรับความอ่อนแอของตนเองไปก็เท่านั้น พวกเขาจะยังพูดอะไรได้อีกเล่า ถ้าชนะก็ยังมีเสียง แต่ถ้าพ่ายแพ้....นอกจากจะต้องมุดลงไปอยู่ใต้ดินแล้ว ก็ทำได้แค่เงียบเช่นนี้แหละ

 

“แต่ก็เอาเถอะ เห็นแก่ความพยายามที่ผ่านมา แล้วก็เป็นน้ำใจที่พวกเราพลทหารพิเศษอยากจะมอบให้ อย่างน้อยพวกแกทุกคนก็คือรุ่นเยาว์ยุคใหม่ ในอนาคตก็ใช้ความอ่อนแอในวันนี้เป็นแรงผลักดัน ถ้าโกรธเกลียดพวกกลุ่มดวงตามารมากนัก ก็ช่วยพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น อย่าทำให้เกิดกลุ่มดวงตามาร “กลุ่มที่สอง” ขึ้นมา หรือต่อให้มันเกิดขึ้น ก็จงเป็นแรงกำลังในการปกป้องเด็กๆรุ่นเยาว์ต่อไป ทำให้ลดจำนวนผู้สูญเสียเหลือน้อยที่สุด”

 

“เอาล่ะ นักเรียนทุกคนจะได้รับสารอาหารสังเคราะห์ระดับสูงที่ตระกูลเจียงผลิตออกมาให้ สารอาหารระดับสูงในตอนนี้ไม่ได้มีมากนัก จงจำเอาไว้ว่าใช้งานมันให้ดี”

 

“หนึ่งคนจะได้รับสารอาหารสังเคราะห์ระดับสูงเพื่อบริโภค 3 มื้อต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน จะใช้งานอย่างไรก็แล้วแต่ จะกินเองหรือให้คนอื่นก็เป็นเรื่องของพวกนายแล้ว” 

            

พลทหารพิเศษส่งสัญญาณมือ หนูขาวกลายพันธุ์ที่ก่อนหน้านี้เหมือนปีศาจร้ายปรากฏตัวอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้พวกมันกระจายตัวออกไปเพื่อมอบทรัพยากรให้กับนักเรียนทุกคน

            

ตอนนี้พวกเขาจึงได้เห็นว่าหนูขาวกลายพันธุ์พวกนี้ไม่ได้เหมือนหนูขาวกลายพันธุ์ที่พวกเขาเคยรู้จัก พวกมันแข็งแกร่งมากขึ้นหลายเท่า ตอนนี้จึงไม่น่าแปลกใจแล้วว่าทำไมจึงพัฒนามาอยู่เขต D ได้

            

ที่สำคัญที่สุด การที่พวกเขาได้เจอกับหนูขาวกลายพันธุ์ใกล้ๆแบบนี้ ทำให้รู้สึกว่าพวกมันเหมือนกับ “เพื่อน” ที่เพิ่งฝึกซ้อมฝีมือมาเลย ไม่เห็นเหมือนพวกสัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่นๆที่เอาแต่สนใจเรื่องกินและสังหาร 

            

พวกผู้หญิงหลายคนแอบมองพวกมันและสาบานว่าหลังจากนี้จะไม่รับภารกิจสังหารหนูขาวกลายพันธุ์อีก ก็นะ...พวกมันที่มีขนสีขาวเหล่านี้ มองดูใกล้ๆแล้วก็รู้สึกว่าน่ารักไม่น้อยเลย...

            

ความคิดของเด็กๆเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่สนใจของซูหยวน เธอรู้แค่ว่าตอนนี้การรับมือกับปัญหาที่พวกกองทัพต้องการโยนให้เสร็จสิ้นแล้ว สีหน้าของคนพวกนั้นก็ไม่ค่อยดีนัก เพราะพวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าพลทหารพิเศษแค่ 3 คนจะพลิกสถานการณ์ได้เช่นนี้ นักเรียนทั้งหลายไม่มีความโกรธเกลียดพลทหารพิเศษอย่างที่คาดเอาไว้ กลับกัน...ยังดูเหมือนว่าจะเคารพพวกเขาเพิ่มขึ้นด้วย

            

ต่อไปนี้ชื่อเสียงของพลทหารพิเศษคงจะดีขึ้นอีกเรื่อยๆ ในขณะที่ทหารอย่างพวกเขาทำงานหนักแทบตาย สุดท้ายเป็นแค่ “หน้าที่” ที่ต้องทำอยู่แล้ว

            

ซูหยวนไม่เพียงแค่แก้ปัญหาเรื่องชื่อเสียงของพลทหารพิเศษเท่านั้น แต่เธอยังโปรโมทสารอาหารสังเคราะห์ของสกุลเจียงผ่านวิธีการนี้ด้วย เธอใช้รูปแบบการโฆษณาจากชีวิตก่อนมาใช้ เมื่อก่อนเมื่อมีกิจกรรมใดๆในสถาบัน พวกแบรนด์ต่างๆก็จะเข้ามามีส่วนสนับสนุนด้วย 

 

ถามว่าค่าใช้จ่ายสูงไหม? แน่นอนว่าต้องสูงมาก แต่หลังจากที่แบรนด์เหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของพวกเขาจนเกิดความคุ้นชิน เวลาที่จะซื้อสินค้าก็จะนึกถึงชื่อแบรนด์ดังกล่าวมาก่อน

 

เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ต่างกันแค่พวกนักเรียนเหล่านี้เป็น “แรงงานฟรี” ที่ล่าสัตว์ร้ายในพื้นที่มาให้จำนวนมาก ดังนั้นแบรนด์สกุลเจียงที่ควรจะมีต้นทุนจำนวนมาก สุดท้ายก็แค่เป็นการจ่ายค่าแรงในราคาถูก นอกจากจะได้ชื่อเสียงดีงามแล้ว ก็ยังทำกำไรจากการแปรรูปสารอาหารจากสัตว์ร้ายจำนวนมากพวกนี้ได้ด้วย

            

สถานการณ์ที่ดีขึ้นนี้เป็นสัญญาณให้ปล่อยตัวพวกเด็กๆออกไปได้ เพราะพวกเขาถูกสอนให้เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว การสร้างบรรยากาศที่น่าหดหู่ให้เข้าใจก่อน ทำให้เมื่อออกมาพบว่าครอบครัวของพวกเขาไม่ใช่ 30% ที่จากไป หัวใจของพวกเขาก็พองโตอย่างมีความสุข

            

ความตื้นตันใจเหล่านี้ทำให้พวกเขาเชิดชูกองกำลังพิเศษเพิ่มขึ้นอีกมาก ตอนนี้แทบจะยกย่องให้พวกเขาเป็นเทพเจ้าแล้ว!!

            

ซูหยวนจัดการปัญหาเรื่องนักเรียนพวกนี้ได้ แต่เธอไม่ได้จะปล่อยให้กองทัพไม่ต้องเสียอะไรเลยจากการหักหลังกันเช่นนี้ คิดจะหลอกใช้กองกำลังพิเศษงั้นหรือ? เช่นนั้นก็ควรจะต้องเตรียมใจสำหรับการจ่ายค่าจ้างที่สูงลิ่วเหล่านี้ด้วย!

            

แน่นอนว่าตอนนี้กองทัพไม่ได้มีอะไรให้พวกเขา ลำพังแค่ช่วยเหลือประชาชน กองทัพก็ไม่มีกำลังมากพออยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องนี้จึงกลายเป็นหน้าที่ของหัวหน้าหน่วยพิเศษ สำหรับการเจรจาเพื่อเอาพื้นที่เขต D เป็นของกองกำลังพิเศษโดยสมบูรณ์ หรือก็คือ...พื้นที่นี้ จะเป็นพื้นที่ควบคุมของกองกำลังพิเศษ หากต้องการเข้ามาก็ต้อง “จ่าย” ทรัพยากรเพื่อแลกเปลี่ยน หรือไม่ก็ข้ามไปที่เขต E เลย

            

เรื่องการเจรจานี้ ไม่ใช่แค่เป็นการปกป้องพื้นที่ลับของซูหยวนอย่างเป็นทางการเท่านั้น หากแต่ยังทำให้กองกำลังพิเศษมีฐานเป็นของตนเอง เวลาทำสิ่งใดจะได้สะดวกใจมากขึ้น ไม่ตกอยู่ในสายตาของพวกกองทัพและผู้นำที่เห็นแก่ตัวตลอดเวลา

            

ข้อเรียกร้องครั้งใหญ่ที่ทำให้กองทัพต้องเสียใจที่พวกเขาวิ่งมาขอความช่วยเหลือของพลทหารพิเศษ แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะต้องยอม กลายเป็นว่าเขต D ตอนนี้เป็นของกองกำลังพิเศษแล้ว พวกเขาต่างก็พอใจกับผลลัพธ์ครั้งนี้มาก เพราะไม่ใช่แค่การได้พื้นที่ส่วนตัวเท่านั้น แต่พวกเขายังสามารถใช้พื้นที่นี้เพื่อทดลองแท่นพลังงานรุ่นใหม่ที่ยึดมาจากกลุ่มดวงตามารได้ด้วย

            

งานของกองทัพเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารต่อไป ซูหยวนในตอนนี้กลับมาพร้อมกับทุกคน ครอบครัวของเธอก็เช่นเดียวกัน พวกเขากลับมาเพื่อที่จะดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ต่างๆต่อไป 

            

เมื่อแม่อันและพ่ออันได้เจอกัน ทั้งสองก็ดูมีความสุขมาก แม่อันจึงใช้เนื้อปลาที่ได้รับจากพื้นที่ลับนั้นมาทำเป็นอาหาร ซึ่งเรื่องเนื้อปลาสามารถกินได้โดยตรงนั้นมีคนรู้หลายคนแล้ว น่าเสียดายที่หลังจากนี้มันจะกลายเป็นของกองกำลังพิเศษเพียงเท่านั้น ต่อให้คนมากมายอยากจะได้ พวกเขาก็ต้องดูว่าตัวเองมีความกล้ามากพอหรือเปล่า

            

ซูหยวนพักผ่อนอยู่กับพวกเขาแค่ 2 วันเท่านั้น น้องชายตัวน้อยแข็งแรงขึ้นมากหลังจากได้ใช้ผลึกเสริมความแข็งแกร่งเข้าไป เจ้าตัวน้อยดูจะรักพี่สาวมากที่สุด เมื่อตอนที่เธอบอกว่าจะกลับไปที่สถาบันเพื่อดูว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เขาถึงกับดิ้นงอแงอยากจะติดตามเธอไปด้วยเลย

            

แต่ก็นั่นแหละ เด็กน้อยอายุไม่กี่เดือน ร้องไห้มากหน่อยก็หลับง่าย หลังจากนั้นก็ลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่ยังตามติดพี่สาวอยู่

 

“รุ่นพี่อัน?” หนุ่มน้อยในสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นรุ่นพี่คนเก่งเดินเข้ามา ซูหยวนพยักหน้าให้อีกฝ่ายอย่างเป็นกันเอง ทำเอาเขายิ้มด้วยความดีใจ ผ่อนคลายความเกร็งเมื่อครู่

 

ตอนนี้ที่สถาบันค่อนข้างเงียบ นักเรียนหลายคนน่าจะลาเรียนเพื่อไปช่วยฟื้นฟูตระกูล ที่จริงซูหยวนมาที่นี่ก็เพื่อใช้เวลาเงียบๆนี้ในการอ่านตำราในห้องหนังสือของสถาบันให้หมด ตอนขึ้นปีสี่จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาที่นี่อีกครั้ง แต่ไม่คิดว่าจะยังเห็นเด็กๆอยู่ที่สถาบันอีกจำนวนมาก

 

“ไม่กลับบ้านกันหรือ?” ได้ยินคำถามนั้น เด็กน้อยก็ส่ายหน้า

 

“ครอบครัวของผมไม่ได้เสียหายมากนัก ไม่สิ! เสียหายมากก็จริง แต่ไม่ได้อยู่ในระดับรุนแรง ตอนนี้ทุกคนต้องพยายามอย่างสุดความสามารถในการฟื้นฟู ซึ่งสถาบันนักล่าของพวกเรากำลังแจกจ่ายงานโดยให้เป็นทรัพยากรในการฟื้นฟูตระกูลอยู่ พวกผมก็เลยเลือกจะอยู่ในสถาบันมากกว่ากลับไปที่ตระกูลครับ อย่างน้อยๆก็จะได้ดึงเอาทรัพยากรจากภายนอกไปที่ตระกูลบ้าง”

 

“สถาบันแจกจ่ายงานอยู่หรอ?” ซูหยวนประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่าสถาบันจะมีแผนงานแบบนี้ด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องไม่ดี สำหรับเธอ...เธอรู้สึกว่าสถาบันทำได้ดีมากต่างหาก

 

“ครับรุ่นพี่ ปกติงานพวกนี้จะแจกจ่ายแล้วแลกเป็นแต้มคะแนน แต่ตอนนี้สถาบันงดเรื่องการเก็บคะแนนไปก่อน ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูตระกูล โดยงานมีหลากหลายมากครับ”

 

“อ้อ ตระกูลเจียงเองก็ให้งานเหมือนกัน พวกเขาให้งานเด็กๆในการคัดแยกทรัพยากรการผลิต แลกเป็นสารอาหารสังเคราะห์ระดับกลาง เห็นว่ารายได้ดีมาก พวกตระกูลใหญ่ส่วนใหญ่ส่งไปที่นั่นกันหมด น่าเสียดายที่รับแค่ไม่กี่สิบคน ไม่อย่างนั้นผมเองก็สนใจเหมือนกัน”

            

เด็กน้อยพูดอย่างนั้นเพราะจำได้ว่าอันซูหยวนเป็นพันธมิตรกับตระกูลเจียง แทบจะเรียกว่าตระกูลเจียงตอนนี้เป็นลูกน้องของเธอโดยตรงแล้ว 

            

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็นึกถึงตระกูลอี้ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาอีกตระกูล นึกถึงภารกิจเด่นๆของพวกเขาแล้วก็อธิบายเพิ่มเติม

 

“ยังมีตระกูลอี้ที่จ้างให้พวกนักเรียนรวบรวมทรัพยากรแลกกับกับดักระดับต่ำด้วยนะครับ แม้ว่าภารกิจพวกนั้นจะโหดมากก็เถอะ แต่พวกปี 2 ปี 3 และปี 4 ส่วนใหญ่ก็รับภารกิจนี้ เพราะการแลกเป็นกับดักระดับต่ำนั้น ถือเป็นกำไรในระยะยาวเลยล่ะครับ”

 

“อืม เข้าใจแล้ว” ซูหยวนมองเด็กน้อยที่รู้ความ ก่อนจะโยนยาขวดเล็กๆให้กับเขาเป็นของรางวัล เด็กน้อยรับเอาไว้ด้วยความดีใจ เขายังไม่เข้าใจว่ายานี้ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง แต่ในความคิดของเขา...ยาจากรุ่นพี่จะเป็นยาที่ไม่มีค่าได้อย่างไร? ดังนั้นเขาจึงเก็บมันเอาไว้อย่างดี

            

และในที่สุดเขาจะได้รู้ว่าตัวเองคิดได้ถูกต้องแล้ว เมื่อเขาเอาไปให้ตระกูล ยานี้กลับเป็นยาระดับสูงที่มีราคาแพงมาก หลายคนอิจฉาเขาด้วยซ้ำที่ประจบประแจงถูกคน หลังจากนี้...เมื่อพวกเขาเจออันซูหยวนคนนั้น จะต้องพยายามทำตัวมีประโยชน์แก่เธอให้ได้!

 

เมื่อซูหยวนเเยกกับเด็กน้อย เธอก็ตรงไปยังห้องทำงานของอาจารย์เติ้ง ช่วงนี้ได้ยินว่าเขาบาดเจ็บหนักจนต้องเลื่อนงานเเต่งออกไป ดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะช่วยเขาฟื้นฟูบาดเเผล 

 

แน่นอนว่าความช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเเต่งงานของเขาเท่านั้น หากแต่ถ้าเขาฟื้นตัวเร็ว ซูหยวนก็เชื่อว่าอาจารย์จะสามารถทำประโยชน์ให้สถาบันหรือมนุษย์ชาติได้เร็วด้วย เพียงเเต่…เธอก็ไม่ได้คาดคิดว่าอาจารย์จะมี “แขก” ที่คุ้นเคยอยู่ในห้องก่อนเเล้ว

 

ซูหยวนไม่ได้ตั้งใจจะเเอบฟัง เเต่เสียงตบโต๊ะที่ดังสนั่น ซึ่งอาจารย์เติ้งไม่ใช่คนที่มีนิสัยเช่นนั้นทำเอาซูหยวนประหลาดใจจนหูผึ่งเองอัตโนมัติ

 

“อี้กัง อี้เหิง!!!” 

 

อาจารย์เติ้งคำรามเสียงโกรธจัด ตอนนี้ซูหยวนรู้แล้วว่าคู่สนทนาของอาจารย์คือรุ่นพี่อี้ทั้งสอง นึกถึงข้อมูลตระกูลอี้ที่ก่อนหน้านี้ถูกโจมตีอย่างหนักผ่านไส้ศึกกลุ่มดวงตามารซึ่งซ่อนตัวอยู่ในตระกูลของพวกเขาเป็นเวลานาน เเละเป็นคนที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลังถูกลงมือเเล้วจะมีผลกระทบมาก

 

“อาจารย์ อาจารย์ต้องคิดให้ดีๆนะครับ อาจารย์เองก็เป็นนักธนูคนหนึ่งเหมือนกัน อาจารย์คงไม่อยากให้ตระกูลนักธนูจะต้องอ่อนแอลงไปหรอกใช่ไหมครับ”

 

“เหอะ เหอะ เหอะ! ตอนแรกที่ฉันเลือกพวกนายสองคนมาเป็นนักเรียนของตนเอง รู้หรือไม่ว่าเพราะอะไร..” อาจารย์เติ้งแค่นหัวเราะออกมา สีหน้าของเขามีความผิดหวังฉายชัด

            

อี้กังและอี้เหิงรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่เมื่อคิดถึงตระกูลของพวกเขาแล้ว...ตอนนี้ก็ทำได้แค่ต้องเห็นแก่ตัว!

 

“อาจารย์ ผมรู้ว่าอาจารย์จะพูดอะไร แน่นอนว่าตอนนั้นก็เป็นแบบนั้น พวกเราไม่ได้โลภมากและไม่ได้คิดจะเอาเปรียบใคร แต่อาจารย์...ตอนนี้โลกมันโหดร้ายครับ ถ้าพวกเราไม่เห็นแก่ตัวบ้าง พวกเราก็คงอยู่ไม่รอดแล้ว”

 

“เห็นแก่ตัวด้วยการขอให้ฉันไม่สอนวิชาธนูระดับสูงให้ใครอีกน่ะหรือ? นี่เรียกว่าเป็นการเห็นแก่ตัวแบบไหน? ถ้าเห็นแก่ตัวแค่เรื่องของตนเอง อยากปกป้องตระกูลอี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถึงกับมาขู่บังคับฉัน คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติหรือ?!!”

            

เสียงคำรามของอาจารย์เติ้งบ่งบอกทุกอย่างแล้ว ซูหยวนที่ได้ยินก็ยังชะงักไป ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าคนข้างในจะเป็นรุ่นพี่อี้ทั้งสองที่เธอเคยเคารพ

 

………………………