บทที่ 511 ขอเป็นอาจารย์ (อ่านฟรี 30 ก.ค. 69)
บทที่ 511 ขอเป็นอาจารย์ (อ่านฟรี 30 ก.ค. 69)
บทที่ 511 ขอเป็นอาจารย์
“อาจารย์ ก็แค่ขอให้อาจารย์ไม่สอนวิชาระดับสูงทั้งสามอีกมันยากมากเลยหรอครับ พวกเราตระกูลอี้ตอนนี้เสียหายมาก ถ้าอาจารย์ยังสร้างนักเรียนที่มีทักษะธนูระดับสูงจำนวนมากเพิ่มขึ้นอีก พวกเขาคงไม่คิดว่าตระกูลอี้ของพวกเราสำคัญแล้วครับ”
“ใช่แล้ว ก่อนหนานี้เพราะอาจารย์สอนรุ่นน้องอัน ไม่ใช่แค่ทำให้เธอกลายเป็นพลทหารพิเศษเท่านั้น แต่เธอยังปลุกจิตวิญญาณธนูขึ้นมาได้ด้วย ในขณะที่ตระกูลอี้ตอนนี้มีคนปลุกจิตวิญญาณแห่งธนูออกมาได้เพียงคนเดียว นี่ไม่เท่ากับอันซูหยวนคนเดียวก็เทียบเท่าตระกูลของพวกเรางั้นหรอครับ อาจารย์ได้โปรดพิจารณาด้วย”
“ไสหัวไป!!” อาจารย์เติ้งสุดที่จะทนฟังเรื่องไร้สาระพวกนี้แล้ว เขาตวาดออกมาเสียงดังลั่น ทั้งสองคนมองหน้ากันเอง อยากจะพูดอะไรออกมาอีกแต่ก็รู้ว่าวันนี้คงเจรจากันดีๆไม่ได้แล้ว
“อาจารย์เติ้ง โปรดระวังตัว” นี่ไม่ใช่คำขู่ หากแต่เป็นคำเตือนสุดท้ายในฐานะ “นักเรียน” ของเขา
ก่อนหน้านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาสองคนคัดค้าน ตระกูลของพวกเขาก็วางแผนที่จะจัดการกับอาจารย์เติ้ง อาจารย์ที่ไม่มีหัวคิด ถึงกับสอนวิชาธนูระดับสูง 3 วิชาให้คนนอกไปทั่ว
หากเป็นก่อนหน้านี้คงไม่เป็นอะไร แต่หลังจากที่ตระกูลอี้ถูกจัดการโดยผู้อาวุโสที่เฝ้าคลังสมบัติ วิชาลับทั้งหมดก็ถูกระเบิดทำลายไปสิ้น ดังนั้นตอนนี้ตระกูลอี้จึงเหลือวิชาธนูระดับสูงอยู่ไม่กี่วิชาเท่านั้น หากอาจารย์เติ้งยังคงมอบวิชาระดับสูงให้คนอื่นๆ นี่ไม่ได้แปลว่ากำลังทำลายพวกเขาทางอ้อมหรือ?
ตระกูลของพวกเขามีแนวโน้มที่จะตัดสินใจ “ทำลาย” อาจารย์เติ้งทิ้ง อย่าลืมว่าตระกูลอี้ยังมีสมาชิกที่แข็งแกร่งอยู่ในกองทัพจำนวนมาก ถ้าหากไปทำภารกิจร่วมกัน...อาจารย์เติ้งก็คงจะถูกรุมทึ้งจนตาย
พวกเขาในฐานะนักเรียนคนหนึ่งของอาจารย์ ย่อมไม่ต้องการเห็นภาพนี้ และก็ได้มาที่นี่ด้วยตัวเอง เพียงแต่...อาจารย์เติ้งกลับไม่คิดเหมือนกันเสียอย่างนั้น พวกเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
ทั้งสองคนเดินออกมาจากห้องทำงานของอาจารย์ เห็นซูหยวนยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ คล้ายว่าได้ยินทั้งหมดและยังไม่ต้องหลบเลี่ยงพวกเขาด้วย สายตาของทั้งสองมีประกายบางอย่างไหววูบ ใจหนึ่งรู้สึกผิด แต่อีกใจ...พวกเขารู้ดีว่าความแข็งแกร่งของตระกูล ตอนนี้กำลังถูกสั่นคลอนโดยอันซูหยวน!
“รุ่นพี่อี้” ซูหยวนทักทายพวกเขาก่อนตามมารยาท หากแต่ท่ายืนของเธอไม่เหมือนว่ากำลังรักษามารยาทอยู่เลย ถ้าบอกว่ากำลังยืนหาเรื่องอยู่ก็น่าจะเข้าเค้ามากกว่าเสียอีก
“รุ่นน้องอัน” รุ่นพี่อี้ทั้งสองพยักหน้ารับ แต่ความสนิทสนมของทั้งสามคนคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว และซูหยวนก็ไม่ได้คิดว่าควรจะพูดอะไรดีๆกับทั้งสองคนด้วย
“ฉันได้ยินที่รุ่นพี่พูดกับอาจารย์แล้วค่ะ”
“แล้วอย่างไร?” อี้เหิงเลิกคิ้ว
จะตำหนิพวกเขาที่มากดดันอาจารย์งั้นหรือ? เหอะ! ตั้งแต่ที่พวกเขาตัดสินใจมาเตือนอาจารย์เติ้งก่อน ก็แปลว่าพวกเขาคิดอย่างดีแล้ว ในเมื่อไม่สนใจความรู้สึกของอาจารย์อี้ เช่นนั้นพวกเขาจะต้องสนใจความรู้สึกของรุ่นน้องอันด้วยหรือ?
เห็นท่าทางแบบนั้นของเขา ซูหยวนก็หัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะประกาศเจตนารมณ์ของตนเองทันที
“ฉันแค่ได้ยินว่ารุ่นพี่ไม่อยากให้อาจารย์สอนวิชาธนูให้กับนักเรียนคนอื่นอีกแล้ว เพราะกลัวว่าจะกระทบกับความแข็งแกร่งของตระกูลอี้ แต่ว่า...ฉันกลับมีโครงการที่เกี่ยวกับวิชาธนูอยู่ด้วย บางที...การบอกรุ่นพี่เอาไว้ก่อนน่าจะดีกว่า”
“หมายความว่ายังไง”
“ฉันคิดจะเปิดสถาบันขนาดเล็ก สอนวิชาธนูโดยเฉพาะ รุ่นพี่คงจะไม่ห้ามฉันด้วยหรอก...ใช่ไหมคะ”
“รุ่นน้องอัน! เธอกำลังต่อต้านพวกเราตระกูลอี้หรือ? ร้อยวันพันปีไม่มีความคิดนี้ แต่พอตระกูลอี้ตกต่ำลงกลับคิดจะลงมือ..”
“อะไรกันคะรุ่นพี่ ก่อนหน้านี้รุ่นพี่ก็น่าจะรู้ว่าฉันเปิดตระกูลอี้ (艺 ความสามารถ มีฝีมือ) โดยรวมเอาคนงานที่เคยทำงานร่วมกันมาเป็นคนในตระกูลเดียวกันเสียเลย ตอนนี้มีการทำยา การทำกับดัก แต่ยังขาดคนมีความสามารถที่จะล่าทรัพยากรมาให้ ดังนั้น...นี่เป็นแผนการตั้งแต่แรกแล้ว รุ่นพี่คิดว่าฉันจะทำแบบนี้เพื่อต่อต้านตระกูลอี้ (義 ความเป็นธรรม) ของรุ่นพี่ได้ยังไงคะ”
ไม่มีใครรู้ว่านี่เป็นแค่เรื่อง “บังเอิญ” หรือความ “ตั้งใจ” กันแน่ หากแต่ตระกูลอี้ที่อ่านเหมือนกัน หากแต่เขียนไม่เหมือน แถมยังมีความหมายที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงนี้ กลับเหมือนว่าจะมาแทนที่กันได้...
“เหอะ รุ่นน้องอัน...เธอกำลังคิดว่าการเป็นพลทหารพิเศษแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นหรอ? ฉันขอเตือนเอาไว้ในฐานะรุ่นน้องคนหนึ่ง อย่าคิดว่าตระกูลใหญ่อย่างพวกเราไม่มีปัญญา เธอควรรู้ว่ามีเหตุผลที่ทำไมตระกูลใหญ่ยังคงเป็นตระกูลใหญ่ แม้จะผ่านมรสุมมานับครั้งไม่ถ้วน!”
“อ้อ เข้าใจแล้วค่ะ แต่รุ่นพี่ก็ควรจะรู้ด้วยว่า...มรสุมของตระกูลอี้ที่ผ่านมา อาจจะยังไม่มีฉัน”
“รุ่นน้องอัน!!”
“ขอตัวก่อนนะคะ เถียงกันไปก็ไม่มีประโยชน์ ในขณะที่ฉันมีสิทธิในการตัดสินใจเองทุกประการ แต่รุ่นพี่กลับเป็นแค่ผู้ทำตามคำสั่ง หากต้องเจรจากัน...ฉันจะไปที่ตระกูลอี้ของรุ่นพี่เพื่อพูดคุยกับเหล่าผู้อาวุโสค่ะ” ซูหยวนโบกมือ เธอเปิดประตูห้องทำงานของอาจารย์เติ้งไปทั้งอย่างนั้น ปล่อยให้รุ่นพี่อี้ทั้งสองรู้สึกเหมือนว่าหัวกำลังจะระเบิดออกมาด้วยความโกรธ
ก่อนหน้านี้ ตอนที่พวกเขาเป็นรุ่นพี่ของอันซูหยวน และยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เขารู้ว่ารุ่นน้องตนเองนั้นเป็นคนฉลาด เป็นพวกที่มีฝีมืออย่างแท้จริง หลายต่อหลายครั้งที่เห็นศัตรูของเธอต้องแพ้ภัยตัวเอง แต่ไม่ได้คิดเลยว่าวันนี้จะเป็นวันของพวกเขาที่ต้องมาเจอกับการยั่วยุแบบนี้
ยอมรับเลยว่าอันซูหยวนจี้ได้ถูกจุดทุกจุด ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะทำให้พวกเขาโกรธจัดถึงขนาดนี้
อี้กังและอี้เหิงกลับไปด้วยความเจ็บแค้น สถานะของพวกเขาในตระกูลอี้ต่ำเกินไปอย่างที่อันซูหยวนพูด กระทั่งการมาคุยกับอาจารย์เติ้งนี้ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากทุกคน นี่เป็นการกระทำของพวกเขาเอง และก็ทำได้แค่มาขออาจารย์ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่ง
ถ้าหากเป็นการพูดคุยของตระกูลอี้จริงๆ พวกเขาจะถูกไล่ตะเพิดออกมาเช่นนี้หรือ?
ซูหยวนไม่มองพวกเขาอีกต่อไป ความสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องมันคงจบไปตั้งแต่ที่ได้ยินอีกฝ่ายมากดดันอาจารย์เติ้งแล้ว เรื่องการสร้างสถานที่สอนสำหรับนักธนูนั้น เธอก็แค่พูดออกไปโดยที่ยังไม่ได้วางแผนมาก่อน แค่อยากให้รุ่นพี่เข้าใจว่าการห้ามไม่ให้คนอื่นแข็งแกร่ง มันไม่ได้ดีเท่ากับการที่พยายามทำตัวเองให้แข็งแกร่งเลย
ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงน่ะ พวกเขาคงจะเอาเวลาทั้งหมดเพื่อไปพัฒนาตนเอง ไหนเลยจะมามีเวลาไล่กดดันคนอื่นแบบนี้!
“อาจารย์” ซูหยวนมองเห็นอาจารย์ที่ตอนนี้กำลังนั่งหน้ามืดอยู่ที่โต๊ะทำงานของตนเอง แขนของเขาถูกพันไว้รอบๆ เนื่องจากการบาดเจ็บที่รุนแรงก่อนหน้านี้ ขนาดรักษาด้วยยาระดับสูงของกองทัพแล้วก็ยังทำให้เขาหายดีไม่ได้ คาดว่าน่าจะต้องพักฟื้นมากกว่า 2 ปี จึงจะกลับมาใช้แขนได้เหมือนเดิม
เพราะอาจารย์ถูกมองว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง ดังนั้นพวกกลุ่มดวงตามารจึงลงมือกับเขาก่อนเป็นคนแรก โชคดีที่ยังไม่ถึงแก่ความตาย ไม่อย่างนั้นมนุษย์ชาติคงจะสูญเสียครั้งใหญ่
“อืม นั่งลงก่อนเถอะ” เขาเองก็ได้ยินบทสนทนาข้างนอกแล้วเหมือนกัน แม้จะไม่อยากให้อันซูหยวนเอาตัวเข้าไปวุ่นวายกับปัญหาเหล่านี้ แต่ลึกๆแล้ว...ในฐานะนักธนู เขากลับอยากให้ซูหยวนสั่งสอนพวกตระกูลอี้ที่เป็นนักธนูชั้นต่ำพวกนั้น!
บรรยากาศในห้องทำงานของคนเป็นอาจารย์ตึงเครียดมาก เกือบ 5 นาทีที่ทั้งสองคนไม่พูดอะไรกันเลย และก็คิดในปัญหาเรื่องเดียวกันด้วย
ดีที่ซูหยวนยังไม่ลืมจุดประสงค์แรกของตนเอง เธอจึงเอายาออกมาจากกระเป๋า ยื่นให้บนโต๊ะของอาจารย์ นั่นจึงทำให้อาจารย์เติ้งดึงความคิดของตนเองกลับมาได้
“อาจารย์คะ นี่เป็นยารักษาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใช้กัน คุณสมบัติในการฟื้นฟูดีมาก น่าจะเป็นประโยชน์ต่ออาจารย์ค่ะ”
ซูหยวนพูดเช่นนี้ไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้ถูกต้องเสียทีเดียว ยารักษาพวกนี้ก็เป็นเธอที่ทำขึ้น แต่คำว่า “ยารักษาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” ก็ไม่ได้ผิดเหมือนกัน นั่นเป็นเพราะยารักษาเหล่านี้ขายที่เขตมลพิษนี้ไม่ได้ เนื่องจากมีกฎหมายเกี่ยวกับยารักษาอยู่
“นี่เป็นของล้ำค่า ฉันไม่อยากรับไว้ อย่างไรก็รอฟื้นตัวอีก 2 ปีก็ได้” อาจารย์เติ้งโบกมือ เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในฐานะอาจารย์...นอกจากจะปกป้องนักเรียนไว้ไม่ได้แล้ว ก็ยังพึ่งพาแต่เธอด้วย แบบนี้ดูไม่ค่อยจะเหมาะสมนักหากจะยังรับของจากเธออีก
“อาจารย์ ระหว่างยารักษานี่ กับการขอให้อาจารย์ออกมาทำงาน ฉันคิดว่าอย่างหลังน่าจะดีกว่านะคะ ถ้าอาจารย์ทำงานได้ ทรัพยากรจำนวนมากก็จะถูกพิชิต ตอนนั้นตระกูลอี้ก็จะได้ส่วนแบ่งทรัพยากรเพิ่มขึ้นค่ะ อาจารย์น่าจะได้ยินแล้วว่ากองทัพร่วมมือกับตระกูลอี้ของฉันอยู่”
“เด็กน้อย ฉันรู้ว่าเธอพูดก็เพื่อให้ฉันยอมรับยาไว้ แต่...ขอบใจสำหรับยานี้ก็แล้วกัน ฉันเองก็อยากจะออกไปอาละวาดเต็มทนแล้ว” อาจารย์เติ้งคิดเล็กน้อย สุดท้ายก็พยักหน้ารับ เขาเอายาไปถือไว้แล้วใช้งานมันทันทีต่อหน้าซูหยวน
อึก อึก
ครู่เดียว ยากลิ่นหอมนี้ก็ถูกกินจนหมดขวด อาจารย์เติ้งที่คาดหวังคุณสมบัติของมันก็ยังไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์จะแสดงออกในเวลาอันสั้นเช่นนี้
แผลที่ถูกบาดลึกจนเกือบจะขาดออกจากกันของเขา จู่ๆก็รู้สึกคันคะเยอ แขนที่เคยไร้ความรู้สึกเริ่มกลับมาเจ็บปวดอีกครั้ง ก่อนที่จะรู้สึกดีขึ้นตามลำดับ
อาจารย์เติ้งเข้าใจทันทีว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น เขารีบดึงผ้าพันแผลออก ก่อนจะพบว่าแขนที่เกือบใช้การไม่ได้ของเขา เวลานี้สมานกันเกือบจะดีแล้ว!
“นี่...ยังเป็นยารักษาอยู่หรือ? หากมนุษย์ชาติมียาเหล่านี้ล่ะก็...” อาจารย์เติ้งแม้แต่ตอนนี้ก็ยังคิดถึงมนุษย์ชาติส่วนรวมก่อน น่าเสียดายที่ “มนุษย์ชาติ” นี่แหละเป็นผู้ผลิตยานี้ หากแต่ไม่อาจจะเอามาขายได้ ด้วยข้อจำกัดมากมายที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง
“นักเรียน นี่เป็นยาดีมาก ถ้าฉันรู้ว่ามันมีคุณสมบัติเช่นนี้ คงจะมอบให้พันเอกกวนมากกว่า ตอนนี้เขาน่ะ...” อาจารย์เติ้งถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ตอนนี้สถานการณ์ของพันเอกกวนค่อนข้างเลวร้ายเลย แม้จะรักษาชีวิตของเขาเอาไว้ได้ แต่หัวใจของเขาก็รั่วสามรูแล้ว การโจมตีของพวกกลุ่มดวงตามารที่น่ารังเกียจนั้นแทงเข้าไปข้างในหัวใจโดยตรง หากไม่ใช่เพราะพลังงานของพันเอกกวน และพลังใจของเขา คนอาจจะหมดลมตามไปตั้งนานแล้ว
ซูหยวนเลิกคิ้วเล็กน้อย สำหรับเรื่องของพันเอกกวนคนนั้น...พูดตรงๆว่าเธอตกข่าวจริงๆ ช่วงนี้จะต้องรับข้อมูลทั้งจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์และข้อมูลที่เกิดขึ้นในเขตปลอดภัย หลายอย่างก็ฟังผ่านๆ หลายอย่างก็ไม่ได้ให้หนูทองลายขาวติดตาม ดังนั้นเธอจึงไม่รู้สถานการณ์ของเขานัก
อย่างไรก็ตาม เธอจำพันเอกกวนคนนั้นได้ดี ทหารวัยกลางคนที่มีจิตวิญญาณหอกที่แข็งแกร่ง ทั้งซื่อตรง แต่ก็สามารถพลิกแพลงได้ตามสถานการณ์ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาเองก็จะเป็นเป้าหมายในการทำลายของกลุ่มดวงตามารด้วย
“ฉันยังมียาแบบนี้อีก 2 ขวด อาจารย์สามารถเอามันไปมอบให้พันเอกกวนได้นะคะ” ซูหยวนพูดขึ้นหลังจากคิดดีแล้ว เธอเอายาทั้ง 2 ขวดออกมาให้กับอาจารย์เติ้ง อีกฝ่ายถึงกับชะงักไปเลย
“นี่....นักเรียนอัน ไม่สิ! พลทหารพิเศษ จ่าสิบเอกอัน .... แม้ว่าฉันจะเกรงใจและคิดว่าการรับของเหล่านี้เป็นเรื่องเห็นแก่ตัวมาก แต่...สำหรับพันเอกกวนแล้ว เขาเป็นอีกบุคคลที่ควรค่าแก่การรอดชีวิต ฉันขอไม่เกรงใจ...” อันซูหยวนเห็นการให้เกียรติจากอาจารย์ก็พยักหน้ารับ
เธอผลักยาทั้งสองออกไปให้เขาเล็กน้อย เป็นสัญญาณว่ายาพวกนี้เธอยกให้แล้ว สายตาของอาจารย์เติ้งไหววูบอยู่ชั่วขณะ สุดท้ายเขาก็เอายาเหล่านั้นกลับไป แล้วก็เหมือนจะตัดสินใจได้แล้วเช่นกัน
“นักเรียนอัน ฉันไม่ได้มีทรัพยากรล้ำค่าอะไรที่จะมอบให้เธอเป็นของขวัญตอบแทน นอกจากความรู้ที่ตัวเองมี ดังนั้น...ฉันสัญญาว่าเมื่อเธอก่อตั้งสถาบันนักธนูขึ้นมาจริงๆ ฉันจะเป็นคนไปสอนวิชาธนูระดับสูงทั้งสามนี้ให้เด็กๆของเธอเอง”
การให้คำมั่นนี้ไม่ต่างอะไรกับของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเขา การรับปากนี้เป็นการบอกว่า เขาไม่สนใจว่าใครจะมาเป็นนักเรียนของเขา ไม่สนใจด้วยว่าจะมีพรสวรรค์มากหรือไม่ ตราบเท่าที่เป็นคนของอันซูหยวน...เขาก็พร้อมจะสนับสนุน
การยืนเคียงข้างเธอเช่นนี้ นับเป็นการประกาศว่าอาจารย์เติ้งจะเป็นเสาหลักอีกหนึ่งเสา ปกป้องตระกูลอี้ของซูหยวนเอาไว้ หากมีใครคิดจะแตะต้อง เช่นนั้นก็ต้องพร้อมจะเป็นศัตรูกับเขาด้วย
อันซูหยวนพยักหน้ารับ เข้าใจเจตนาของอาจารย์เติ้งแล้ว และเธอเองก็รู้สึกขอบคุณเขามากด้วยเช่นกัน
“อาจารย์คะ น้ำใจนี้ฉันขอหน้าด้าน รับเอาไว้เหมือนกันค่ะ”
“ฮ่าๆ ดี ดี” ทั้งสองคนตกลงกันได้อย่างนั้นก็แยกย้ายกัน พวกเขารู้ดีว่าต่างคนต่างก็มีงานที่ต้องทำอีกมากจึงไม่รั้งให้เสียเวลา
………………………………………….