บทที่ 512 ตัดสินใจ (อ่านฟรี 31 ก.ค. 69)
บทที่ 512 ตัดสินใจ (อ่านฟรี 31 ก.ค. 69)
บทที่ 512 ตัดสินใจ
ที่สถานรักษาของกองทัพ
อาจารย์เติ้งเดินเข้าไปข้างในอย่างมุ่งมั่น เพียงแค่เขาผ่านประตูสถานรักษาเข้ามา หลายคนก็จำเขาได้แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เขาเองก็บาดเจ็บหนักเช่นกัน ทั้งยังเป็นบุคคลที่เข้าออกสถานรักษาบ่อยครั้งมาก ไม่น่าแปลกใจเลยที่เมื่อเห็นพวกเขา...ผู้รักษาจะสำรวจบาดแผลของเขาก่อน เข้าใจว่าเพิ่งไปต่อสู้กับคนอื่นมาอีกแล้ว...
“พันเอกเติ้งบาดเจ็บอะไรมาอีกหรือ?”
“นั่นสิ พันเอก...ช่วงนี้เพิ่งบาดเจ็บหนักมา ไม่ใช่ถูกห้ามไม่ให้ทำภารกิจหรอกหรือ? ทำไมถึงกลับมาอีกแล้วเล่า”
“พันเอกเติ้ง ระหว่างฟื้นฟูบาดแผลนี้ห้ามออกกำลังกายมากนะ ไม่อย่างนั้นถ้าแผลเกิดอักเสบขึ้นมาอีก อาจจะทำการรักษาไม่ได้ อาจจะรุนแรงถึงกับกลายเป็นคนพิการเลยนะ”
เสียงเตือนของพวกผู้รักษาดังขึ้นไม่ขาดสาย อาจารย์เติ้งรู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ทุกคนเห็นเขาก็พากันพูดออกมาอย่างนั้น นี่เหมือนกับว่าเขาเป็นตัวก่อกวนของสถานรักษาเลยไม่ใช่หรือ?
เห็นคนหน้าแดงแบบนั้น พวกผู้รักษาก็หัวเราะออกมา ก่อนหน้านี้พวกเขาก็แค่เอ่ยแซวเท่านั้น ทุกคนรู้ดีว่าการบาดเจ็บของอาจารย์เติ้งมีเหตุผล ถ้าไม่ได้เขาเอาตัวเองเข้าแลก มนุษย์ชาติคงจะไม่ปลอดภัยถึงขนาดนี้หรอก
แต่ก็นั่นแหละ หลังจบการหยอกล้อกันแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็ได้สังเกตอาจารย์เติ้งอย่างจริงๆจังๆ ด้วยกลัวว่าเขามาที่นี่เพราะการบาดเจ็บเพิ่มเติมจริงๆ แต่...หลังจากที่มองดูแล้ว ผู้รักษาคนหนึ่งก็หลุดอุทานออกมาเสียงดัง
“พัน พันเอกเติ้ง นี่มันอะไร!!” คนตะโกนออกมาคล้ายจะกรีดร้อง ส่งผลให้เสียงดังไปจนถึงพวกรักษาความปลอดภัยที่กรูกันออกมาเพราะคิดว่ามีคนร้ายบุกเข้ามาอีก แม้แต่ผู้บาดเจ็บก็ขยับขยายหลบหนี เพราะกลัวว่าจะได้รับลูกหลงจากการต่อสู้
แต่เมื่อพวกเขาวิ่งกันมาแล้วก็เห็นว่าไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ต่างก็หยุดมองหน้ากันเอง จากนั้นจึงมองไปยังผู้รักษาที่เพิ่งร้องเสียงหลงออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเจ้าตัววิ่งรวดเดียวไปถึงตัวของพันเอกเติ้ง ยังทำการพลิกซ้ายพลิกขวาตัวเขาเพื่อตรวจสอบด้วย
หลายคนยังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายทำอะไรอยู่ แต่บางคนก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกตินี้แล้วเช่นกัน
“พันเอกเติ้ง บาดแผลของคุณ...” พูดออกมาขนาดนี้ ก็ย่อมมองเห็นจุดที่ผิดปกติเหมือนกันแล้ว ทุกคนรู้ดีว่าพันเอกเติ้งได้รับบาดเจ็บขนาดไหน แต่ตอนนี้...ทำไมบาดแผลของเขาจึงดูดีขึ้นมาก!
จริงอยู่ที่ยังพันแผลเอาไว้ หากแต่ก่อนหน้านี้ต้องบอกว่าบาดแผลพวกนั้นถูกพันผ้าแน่น แต่ยังมีน้ำเลือดน้ำหนองไหลออกมาเนื่องจากเป็นแผลขนาดไหน ปกติแล้วถ้าไม่ใช่เพราะมีคนบาดเจ็บจำนวนมาก เขาควรจะได้นอนพักรักษาที่โรงพยาบาล แต่ด้วยจำนวนผู้บาดเจ็บมากมายเกินไป แถมหลายคนก็อาการหนักกว่า ดังนั้นอาจารย์เติ้งที่มีค่าพลังงานมาก ฟื้นตัวได้เร็วกว่าคนที่พลังงานน้อยจึงตัดสินใจทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นที่บ้านท่ามกลางเสียงคัดค้านของผู้รักษาทั้งหลาย
แต่ก็นั่นแหละ นั่นเป็นแค่เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้ที่พวกเขาสนใจก็คือสถานการณ์ตรงหน้า!
“พันเอกเติ้ง เกิดอะไรขึ้นกับบาดแผลของคุณ ทำไมบาดแผลเหล่านี้จึงดีขึ้นมาก ไม่มีเลือดไหลอีกแล้ว มันดูเหมือนจะไม่มีปัญหาเหมือนเดิมใช่ไหม?”
“ใช่ ทำไมบาดแผลถึงดูดีขึ้นมากแบบนี้ ทั้งที่ความจริงควรจะต้องรักษาอีก 2 ปี! แต่ตอนนี้ดูเหมือนอาจจะไม่ต้องนานขนาดนั้นแล้วใช่ไหม? เร็วเข้า! ขอดูแผลของคุณเต็มๆหน่อย เปิดแผลออกมาให้พวกเราดูหน่อย”
“เป็นแบบนี้ได้ยังไง เกิดเรื่องวิเศษอะไรขึ้นกันแน่ พันเอกเติ้ง! คุณจะต้องเปิดเผยถึงวิธีการที่คุณรักษามันนะ บางทีมันอาจจะปฏิวัติวงการรักษาของพวกเราไปเลย” เสียงจอกแจกจอแจของพวกผู้รักษาทำให้คนเจ็บจำนวนมากเริ่มสนใจ
ไม่มีคนบาดเจ็บที่ไหนไม่ต้องการยาดีในการรักษา ยิ่งก่อนหน้านี้พวกเขาเป็นพยานเกี่ยวกับการบาดเจ็บของพันเอกเติ้ง รู้ดีว่าเขาจะต้องใช้เวลานานขนาดไหนในการพักฟื้น เห็นตอนนี้เขากลับมาแข็งแรงคล้ายจะเหมือนเดิม แขนทั้งสองข้างที่แม้ยังมีผ้าพันแผลอยู่ แต่อาการของเขาไม่ร้ายแรงเท่ากับก่อนหน้านี้ จากที่ควรจะพักฟื้นประมาณ 2 ปี อาจจะเหลือ 1 ปี ไม่สิ! อาจจะเหลือแค่ครึ่งปีแล้วก็ได้
ฉะนั้นพวกเขาจึงต้องการจะรู้วิธีการของอีกฝ่าย หากเอามาปรับใช้กับตนเองได้ก็น่าจะดี...
เติ้งเทียนเฉินถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นความกระตือรือร้นนี้ อันที่จริง...เขาควรจะกรีดบาดแผลของตนเองออกบ้างดีไหม อย่างน้อยๆก็ให้มีเลือดไหลออกมาบ้าง นี่ขนาดเขาจงใจพันแผลหนาๆมาให้เหมือนเดิมแล้ว ทำให้ดูว่ายังบาดเจ็บอยู่ หากเขาเอาผ้าพันแผลออกมาแล้วคนพวกนี้เห็นว่าเขาไม่มีบาดแผล ไม่ใช่จะกระโจนเข้ามากินหัวเขาเลยหรือ?
สำหรับเรื่องยารักษาของซูหยวน เติ้งเทียนเฉินรู้ดีว่าต่อให้อยากพูดก็พูดออกมาไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าของเหล่านั้นมาจากดินแดนลับซึ่งเป็นพื้นที่ที่คนธรรมดาไม่เคยรู้ว่ามีมาก่อน เขายิ่งพูดออกไปไม่ได้ จึงทำได้แค่คลี่ยิ้มแล้วโบกมือเท่านั้น
“นี่เป็นความลับของตระกูลเติ้งนะ” ได้ยินคนพูดแบบนั้น คนจำนวนมากก็อ้าปากค้าง
พวกเขาอยากกดดันต่อ อยากให้มอบวิธีการรักษานี้ออกมา แต่...ความลับของตระกูลจะเปิดเผยได้หรือ? อีกอย่าง...ทุกความลับของตระกูลก็มีผลมาจากการ “ฝึกฝน” ที่แตกต่าง ไม่แน่ว่าอาจจะเหมือนตระกูลใหญ่บางตระกูลที่สามารถหนีความตายได้หนึ่งครั้งด้วยการใช้พลังงานทั้งหมดในร่างกายเปลี่ยนเป็นพลังชีวิต หรืออาจจะเป็นวิธีการอื่นๆ ซึ่งวิธีพวกนี้ถ่ายทอดมารุ่นต่อรุ่น ไม่อาจรู้แล้วก็รีบรักษาได้ทันที
ถึงหลายคนจะยังอยากซักไซ้ แต่พันเอกเติ้งก็ไม่ใช่คนที่พวกเขาจะไปรบกวนได้ง่ายๆ สุดท้ายจึงทำได้แค่ยอมรับแล้วแอบมองอยู่ไกลๆเท่านั้น
“ฉันจะไปเยี่ยมสหายสักหน่อย ขอตัวก่อน” พันเอกเติ้งโบกมือปฏิเสธทุกคนที่อยากจะตรวจสอบเขา จากนั้นก็ไปที่ห้องของพันเอกกวน เจ้าของฉายาเทพเจ้าแห่งหอกที่ตอนนี้นอนเหมือนกับคนตาย
“คุณเติ้ง” หญิงสาวที่นั่งอยู่รีบลุกขึ้นมา ดวงตาของเธอแดงก่ำด้วยความเศร้าเสียใจ อีกทั้งน่าจะไม่ได้นอนเป็นเวลานานแล้ว ดูแล้วน่าสงสารไม่น้อยเลย
หญิงสาวคนนี้ก็คือลูกสาวของพันเอกกวน เป็นคุณหนูสกุลกวนที่เลือกจะกบฏบิดา เข้าเรียนวิชาทำยาจนประสบความสำเร็จและสอบเข้ามาที่สถานรักษานี้ด้วยตนเอง
ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าพ่อบาดเจ็บหนักขนาดนี้ เธอก็เอาแต่ร้องไห้ขอโทษการกระทำที่ผ่านมา เพราะเธอรู้ดีว่าตัวเองเป็นลูกที่แย่ขนาดไหน พันเอกกวนคาดหวังจะให้เธอเรียนวิชาหอก เป็นผู้สืบทอดของเขา แต่เธอกลับดื้อรั้นและเอาแต่ทำในสิ่งตรงกันข้าม แม้ว่าความพยายามทั้งหมดจะประสบความสำเร็จ ทว่า...ทุกคนรู้ดีว่าพรสวรรค์ของเธอไม่ใช่การทำยา หากแต่เป็นการใช้หอกต่างหาก
ก่อนหน้านี้ แม้ว่าเธอจะอยู่ในสถานรักษา กระนั้น...ทันทีที่กลุ่มดวงตามารบุกมาอาละวาด ใครจะคิดว่าหญิงสาวคนนี้กลับใช้แท่งเหล็กในสถานรักษา ขับไล่พวกมันด้วยการเคลื่อนไหวเหมือนผู้ใช้หอกคนหนึ่ง
นี่เป็นการสืบพรสวรรค์ทางสายเลือด แต่เพราะทุกคนพูดแบบนั้น เอาแต่พูดแบบนั้นตั้งแต่เธอยังเด็ก หญิงสาวจึงต่อต้านมาตลอด
เธอแค่อยากหลุดพ้นจากเงาของบิดา ทั้งที่ความจริงแล้วบิดาก็คือผู้ให้ชีวิต ผู้ปกป้อง และผู้ที่อยู่ข้างเธอมาตลอด แม้แต่ตอนที่เขาบาดเจ็บหนักเช่นนี้ก็ด้วย
การรีบร้อนมาที่นี่เพื่อช่วยปกป้องเธอ ทำให้พ่อไม่ได้เตรียมพร้อมดีเท่ากับที่เคยเป็น ทั้งการสงบจิตใจก็ยังทำได้ยาก สุดท้ายเขาก็พลาดท่าเข้าจริงๆ แล้วก็ถูกคนของกลุ่มดวงตามารเล่นลูกไม้ ทำให้หัวใจของเขาถูกแทงเป็นสามรู แม้ว่ายังยื้อชีวิตเอาไว้ได้ แต่ใครจะรู้ว่าพ่อของเธอจะอดทนไปได้นานขนาดไหน
เติ้งเทียนเฉินมองหญิงสาวที่น่าสงสาร เขาโบกมือให้อีกฝ่ายนั่งพักที่เดิม ไม่จำเป็นต้องมากมายลุกขึ้นมาทักทายอะไร
“เป็นยังไงกันบ้าง” ได้ยินคำถามนี้ หญิงสาวก็ร้องไห้ออกมาอีกรอบ เธอมองสหายต่างวัยของบิดา แล้วก็มองตนเองที่อายุหลังเขาไม่นานนัก ทั้งๆที่ถ้าตอนนี้เธอเรียนวิชาหอกของพ่อ อาจจะกลายเป็นพันเอกกวนอีกคนแล้วก็ได้ แต่เพราะความเอาแต่ใจนี้...เธอปกป้องตัวเองไม่ได้ และปกป้องคนที่เธอรักไม่ได้เลย
เห็นเธอกำลังร้องไห้ออกมาอีกครั้ง เติ้งเทียนเฉินผู้ปลอบใจคนไม่เก่งก็อึกๆอักๆ ยังดีที่เขายังจำได้ว่าตัวเองเอายาวิเศษติดตัวมา ไม่อย่างนั้นคงจะปล่อยเด็กสาวร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่อย่างนั้น
“รุ่นน้องกวน ลองดูนี่สิ” เติ้งเทียนเฉินเรียกลูกสาวของสหาย แต่เป็นรุ่นน้องที่เคยแข่งขันระหว่างสถาบันกันมาก่อน ถึงจะเป็นเวลานานแล้ว ทว่าประสบการณ์ในตอนนั้นก็ยังคงจำได้
คนเขาถึงบอกว่าประสบการณ์วัยรุ่นนั้นเป็นเรื่องที่น่าจดจำมากที่สุดอย่างไรล่ะ
หญิงสาวสกุลกวนไม่เข้าใจว่าเติ้งเทียนเฉินทำอะไรอยู่ เห็นเขาค่อยๆถอดผ้าพันแผลออกก็ตกใจ เกือบจะร้องให้เขาหยุดมือแล้วเรียกพวกผู้รักษาเข้ามาแล้ว ทว่า...ตอนนั้นเองเธอก็ได้เห็นเรื่องที่น่าตกใจมากที่สุดในโลก!
“นะ นี่ นี่เกิดอะไรขึ้น!!”
แม้ว่าเธอจะสนใจแค่การบาดเจ็บของพ่อตัวเอง แต่ก็ยังรู้ว่ารุ่นพี่เติ้งเทียนเฉินคนนี้ได้รับบาดเจ็บหนักมาก เขาได้รับคำสั่งให้พัก 2 ปีด้วยซ้ำ แปลว่าบาดแผลของเขาก็น่าจะใหญ่พอสมควร ทว่า...ภาพที่เธอเห็นตอนนี้ดูไม่เหมือนแบบนั้นเลย
“บาดแผลของฉัน เธอน่าจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ปกติควรจะต้องรักษาและพักฟื้นเกือบสองปี แต่ตอนนี้เธอก็เห็นเเล้ว บาดเเผลของฉันได้รับการรักษาจนหายดีเเล้ว”
เติ้งเทียนเฉินพูดออกมาตามตรง อีกฝ่ายเป็นบุตรีของพลเอกกวน ทั้งยังได้เรียนเกี่ยวกับวิธีการทำยาด้วย ดังนั้น...คนที่วนเวียนอยู่ในวงการผู้รักษาเเบบนี้ หลอกลวงเธอต่อไปก็คงไม่เชื่อ ที่สำคัญ...หากเขาต้องการให้พันเอกกวนได้รับยา อย่างนั้นก็ต้องผ่านลูกสาวของเขาก่อน หากพลเอกกวนในเวลานี้มีสติอยู่ เขาคงจะถามความสมัครใจของอีกฝ่ายโดยตรง ไม่ต้องให้เด็กสาวคนนี้รู้...
“เป็นเเบบนี้ได้ยังไง...”
หญิงสาวพึมพำออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ เติ้งเทียนเฉินไม่ต้องการบอกที่มาให้เธออยู่เเล้ว เขาเเค่ต้องการเเสดงให้เห็นว่า “ยา” ที่เขากำลังจะมอบให้นี้ ตัวของเขาเองก็ได้รับมาเเล้วเช่นกัน ซึ่งมันไม่ได้มีอันตรายใดๆ
“ฉันได้รับยาดีมา เเต่เธอก็น่าจะรู้ว่ายาปกติเเล้ว...หากต้องการจะขาย จะต้องผ่านการตรวจสอบหลายกระบวนการ กระทั่งผู้ทำยานี้ก็ต้องมีคุณสมบัติด้วย...” เมื่อได้ยินเขา หญิงสาวก็หรี่ตาลง เธอพอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ทันที
“คุณ...คุณใช้ยาเถื่อนงั้นหรอ?”
“ก็นะ เเต่ฉันเเค่อยากรักษาตัวเองให้เร็ว ถึงอย่างนั้น...เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ที่สำคัญก็คือ...ฉันยังมียานี้อยู่ในมืออีก”
“คุณ...คุณกำลังจะบอกให้ฉันเอายาเถื่อนที่ไม่ได้รับการรองรับนี้มาให้พ่อใช้งั้นหรอ!”
ดวงตาของหญิงสาวมีความไม่พอใจอยู่เต็มเปี่ยม เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพันเอกเติ้งคนนี้จะบ้าไปเเล้ว เขาไม่รู้หรือว่ากำลังพูดอยู่กับใคร! เธอเป็นผู้ทำยาที่ผ่านการทดสอบทั้งหมด เธอร่ำเรียนมาตั้งหลายปี เเถมยังเชี่ยวชาญในด้านนี้ไปเเล้ว ดังนั้นเธอย่อมเป็นคนเเรกๆที่ปฏิเสธผู้ทำยาเถื่อนที่ไม่เเม้เเต่จะมีความมั่นใจเข้ารับการตรวจสอบ
สีหน้าของเธอยามมองเติ้งเทียนเฉินจึงเปลี่ยนไป เเต่ชายหนุ่มก็คาดการณ์เอาไว้เเล้วเช่นกัน
“สาวน้อย เธอไม่ได้มีทางเลือกมากนักหรอก สถานการณ์ของพันเอกกวนตอนนี้เป็นอย่างไร เธอรู้ดีที่สุดใช่ไหม...ถ้าต้องหวังพึ่งพายาที่ได้จากผู้ทำยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างนั้น...เธอก็คือคนที่เลือกปล่อยพ่อของตัวเองไป ฉันไม่รู้หรอกว่าพันเอกกวนจะมีกำลังใจอยู่ต่ออีกนานเเค่ไหน เมื่อไรที่พลังงานอัดเเน่นในร่างกายของเขาหมดลง ผลลัพธ์ก็เเค่การจากไปเท่านั้น”
“ฉันทำดีที่สุดในฐานะของสหายเเล้ว ฉันรู้ว่าเธอเป็นอย่างไร มีนิสัยอย่างไร เเต่กลับกัน...เธอควรรู้ว่าฉันเองเป็นคนยังไงด้วย ตอนนี้ฉันทำหน้าที่ในฐานะสหายคนหนึ่งจะทำได้เเล้ว ที่เหลือก็คือการตัดสินใจของเธอเเล้ว”
เติ้งเทียนเฉินพูดออกมาเเบบนั้น ก็ทำให้สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไป เธอมีความลังเลปรากฏให้เห็นอยู่ เเต่ในขณะเดียวกัน...จรรยาบรรณของผู้ทำยาก็ยังย้ำเตือนเธอ ไม่ต้องการให้เธอรับของเถื่อนนี้มาใช้ ยิ่งเป็นพ่อของเธอ เธอต้องการจะใช้ทุกอย่างที่ดีที่สุด เเละปลอดภัยที่สุด ทว่า...
ทุกๆวินาทีที่ผ่านไป ลมหายใจของพ่อเธอก็เเผ่วเบาลงเรื่อยๆ พวกผู้รักษาหรือเเม้เเต่ผู้ทำยาทั้งหมดต่างพยายามจนสุดความสามารถเเล้ว พวกเขาทำได้เเค่บอกให้เธอทำใจ หรือไม่ก็รอปาฏิหาริย์....
ถ้าเธอไม่ทำอะไรเลยก็หมายความว่าเธอยอมรับผลนี้ เเต่ถ้าเธอให้ยาเถื่อนนี้เเล้วเกิดอะไรขึ้นมากับพ่อของเธอ เธอก็จะรู้สึกผิดไปตลอด
“พันเอกเติ้ง...ที่มาของยานี้ คุณ...”
“เป็นที่มาที่ฉันเชื่อใจมากที่สุด บางที...ฉันอาจจะเชื่อใจมากกว่าตัวเองด้วยซ้ำ”
ได้รับการยืนยันเเบบนั้น หญิงสาวก็ขมวดคิ้วมุ่น เธอใช้เวลาคิดอยู่สักพักก่อนจะจำได้ว่าพันเอกเติ้งคนนี้มีลูกศิษย์อยู่คนหนึ่ง ทั้งยังเป็นพลทหารพิเศษ ได้ยินว่าก่อนหน้านี้มีข่าวต่อต้านเกี่ยวกับเธอ การเปิดสถานที่ทำยาขึ้นมาโดยไม่ผ่านการรับรองใดๆ พวกเขากลัวว่าจะมีปัญหา เเต่เธอกลับบอกว่าไม่ได้เอามันมาขายให้กับมนุษย์ชาติ
หน่วยตรวจสอบพยายามตามดูว่ามียาเหล่านี้ขายออกไปข้างนอกบ้างหรือไม่ หากพวกเขาเจอเเม้เพียงเเค่ขวดเดียว จะได้บุกไปทำลายสถานผลิตนั้นเสียเลย เเต่...ไม่ว่าจะตรวจสอบมากเเค่ไหน ก็ไม่พบร่องรอยการเอายาออกมาขายเลย ยาจำนวนมากขนาดนั้นหากเอามาขายจริงก็ต้องมีร่องรอยบ้าง สุดท้ายก็ทำได้เเค่เชื่อไปตามนั้นว่าไม่มีการทำผิดกฎหมาย จนกระทั่งตอนนี้...
ยาในขวดนี้....เห็นทีว่าจะมาจากลูกศิษย์คนนั้นของพันเอกเติ้งนี่แหละ!
…………………………….