บทที่ 531 ข่าวลือ (อ่านฟรี 20 ส.ค. 69)
บทที่ 531 ข่าวลือ (อ่านฟรี 20 ส.ค. 69)
บทที่ 531 ข่าวลือ
“ฮะ ฮะ ฮ่า! รุ่นน้องอันถึงกับต้องมาที่นี่ด้วยตนเอง เป็นอย่างไรล่ะ! พวกที่ไม่เชื่อ ตอนนี้เชื่อได้หรือยัง!” เพื่อนของเมิ่งอู๋ตะโกนออกมาเสียงดังลั่น รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้ชนะอย่างไรอย่างนั้น
การโต้เถียงเมื่อครู่ทำให้พวกเขาเหนื่อยจนหน้าดำหมดแล้ว ไอ้คนพวกนั้นเชื่อมั่นเหลือเกินว่าสายเลือดระดับต่ำเวลานี้ได้กลายเป็นผู้มีคุณค่าจนสามารถเทียบเคียงกับคนจากตระกูลระดับสูงได้เท่าเทียมแล้ว!
เหอ เหอ เหอ แม้ว่าพลทหารพิเศษอันจะแข็งแกร่ง เก่งกาจ น่าชื่นชม แต่...เรื่องการชื่นชมก็คือส่วนการชื่นชม ไม่เกี่ยวกับการสืบทอดสายเลือดของตระกูลระดับสูงเลยแม้แต่น้อย หากได้เธอไปเป็นภรรยาแล้วเกิดมีสายเลือดของบรรพบุรุษที่อ่อนแอติดมาด้วย จะไม่แย่หรือ?
เพราะฉะนั้นจึงมีการนิยมแต่งงานกันระหว่างคนตระกูลใหญ่กับคนตระกูลใหญ่ เนื่องจากพวกเขาเชื่อในเรื่องสายเลือดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วนี้...
“เมิ่งอู๋ รุ่นน้องอันมาหานายถึงที่เลยนะ ฮ่าๆ นายคงตื่นเต้นมากเลยสินะ!” เพื่อนคนหนึ่งตบบ่าของเขาจนดังแปะๆ ซึ่งเรื่องที่อันซูหยวนมาหาด้วยตนเองนี้ก็ทำให้เขาได้เป็นจุดศูนย์กลางของห้องแล้วจริงๆ
พวกเพื่อนๆหันไปหาเมิ่งอู๋ทันที พวกเขาคิดกันไปเองว่าอันซูหยวนมาที่นี่ก็เพื่อมาหาคนรักของตนเอง เเม้เเต่พวกเพื่อนที่ไม่เชื่อในตอนเเรกก็ยังเม้มปากเเน่น
การที่จู่ๆอันซูหยวนผู้มีงานมากมายมาที่นี่ได้นั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเมิ่งอู๋เเล้วจะเป็นใครในห้องนี้ได้อีก...ดังนั้นพวกเขาจึงเงียบกันไปตามๆกัน ทำได้เเค่มองเมิ่งอู๋ด้วยความอิจฉา เพียงเเต่...พวกเขาคงไม่รู้ ตอนนี้คนที่อยากจะร้องไห้มากที่สุดคงไม่พ้นเมิ่งอู๋เเล้ว!!
เรื่องนี้เริ่มมาจากการที่มีคนเข้าใจผิด เขาเเค่พูดว่าลูกพี่ลูกน้องเมิ่งซีซีเคยเป็นเพื่อนร่วมห้องพักกับรุ่นน้องอันซูหยวนตอนที่เธอมาชั้นปีเเรก ตอนนั้นเธอยังเป็นเเค่นักเรียนทุนอยู่ เเต่ก็เเสดงความสามารถเหนือกว่าใครออกมาเเล้ว ลูกพี่ลูกน้องเมิ่งยังเอาเรื่องของเธอไปเล่าด้วยความชื่นชมตอนมีการประชุมตระกูล เขาก็เลยมีความประทับใจต่อรุ่นน้องอันเรื่อยมา
ใช่เเล้ว! จุดเริ่มต้นมีเเค่การที่เขารู้สึก “ชื่นชม” เธอก็เท่านั้น เเต่หลังจากที่เขาเอาเรื่องนี้ออกมาพูด พวกเพื่อนๆก็หยอกล้อเขา เเซวว่าถ้าเขาได้เป็นคนรักของเธอก็คงดี ซึ่งมันก็ยังเป็นเเค่เรื่องสนุกๆที่พวกเขาพูดคุยกัน กระทั่งตอนที่มีการเเข่งขันในดินเเดนเขต D นั้น .....
อันซูหยวนเป็นผู้จัดการการทดสอบนี้ แถมยังได้เข้าร่วมการแข่งขันในช่วงสุดท้ายด้วยการมาเป็นผู้วางแผนการแข่งขันด้วย ความโดดเด่นของเธอทำให้หัวใจของเขาเต้นรัว
ที่จริง...เขาก็อยากจะนั่งในตำแหน่งนั้นเหมือนกัน ก็แค่ความสามารถของเขาไม่เพียงพอ ดังนั้นเมื่อทุกสายตาจับจ้องไปยังเธอ เขาก็รู้สึกว่าอยากจะร่วมรับแสงสว่างนั้นไปด้วย...
ตอนนั้นพวกเขาในฐานะรุ่นพี่ก็ได้เห็นเธอวางแผนการที่ยอดเยี่ยม นำทรัพยากรล้ำค่ามากมายออกมา ไม่รู้บังเอิญหรือตั้งใจ เเต่เธอยังขอให้เขามาช่วยขนกับดักเหล่านั้นไปให้สถาบันเเผนเเละกลยุทธ์ด้วย
ความใกล้ชิดนี้ทำให้คนอื่นๆมองมาเหมือนว่าเขาเเละรุ่นน้องอันเป็นคู่รักกัน ยิ่งเพื่อนๆที่รู้ดีว่าเขาชื่นชอบอันซูหยวนก็ยิ่งเเซวมากขึ้นกว่าเดิม จนสุดท้ายมันกลายเป็นคำพูดที่ว่าเขาเเละรุ่นน้องอันกลายเป็นคนรักกันได้อย่างไรก็ไม่ทราบ เเน่นอนว่าเขาควรจะปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องจริง เเต่....
ความรู้สึกที่ถูกมองคนอื่นๆอิจฉา ได้ยินพวกเพื่อนๆถกเถียงกันเรื่องนี้ เห็นพวกรุ่นน้องกระตือรือร้นที่จะทักทาย จากคนที่ไม่โดดเด่นอะไรเลยอย่างเขา ตอนนี้เป็นผู้มีชื่อเสียงมากที่สุด เเม้เเต่พวกอาจารย์ก็ยังให้หน้าเขาเพราะเข้าใจว่าเขาเป็นคนรักของอันซูหยวนเลย การได้รับความสุขเช่นนี้ทำให้เขาไม่ต้องการปล่อยไป
เเรกๆก็เเค่อยากจมอยู่กับสิทธิพิเศษพวกนี้ เเต่สุดท้าย...เขาก็เริ่มคิดว่าตัวเองนั้นมีค่ามากจนลืมไปว่าจุดเริ่มต้นเรื่องนี้มาจากอะไร เขาเองก็รู้สึกว่าอันซูหยวนที่เป็นรุ่นน้องคนนี้ เเท้จริงแล้วต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำที่ยอมลดตัวมาเป็นคนรักของเธอ
คิดได้ดังนั้น....เมิ่งอู๋ก็ทำใจกล้า ที่สำคัญที่สุดก็คือการที่เขาไม่ได้ผิดอะไรเลย เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะคนอื่นเข้าใจผิดไปเอง หากซูหยวนอยากจะเอาเรื่องก็ควรไปที่พวกเขา เพราะเขาไม่ได้พูดเองสักคำว่าเป็นคนรักของเธอ!!
เดิมทีเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่ซูหยวนจะต้องมาจัดการ การที่มีข่าวลือเกี่ยวกับเธอก็ไม่ต่างอะไรกับการที่มีคนด่าเธอลับหลัง ทว่า....สิ่งที่ทำให้เธอเปลี่ยนใจก็คือ เมื่อเธอไปยังห้องผู้ทำยาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์การทำยาของพวกเขาเเล้วพบว่าอาจารย์รวมถึงรุ่นน้องผู้ทำยาได้มอบยาจำนวนหนึ่งให้กับเมิ่งอู๋ฟรีๆ เพราะเข้าใจว่าเขาเป็นคนรักของเธอ
ทุกคนคิดแค่ว่าการได้ตอบเเทนเขา ให้ยาดีๆไปใช้ในระหว่างการต่อสู้ก็เหมือนการตอบเเทนเธอที่ได้เอาทรัพยากรมาให้ใช้ในการเรียนรู้จำนวนมาก ทั้งๆที่ช่วงนี้เป็นช่วงขาดเเคลนทรัพยากร....
อ่า...ความรู้สึกของพวกเขานี้น่าซาบซึ้งใจจริงๆ ได้รับแล้วตอบแทนก็เป็นเรื่องที่ดีกันทั้งสองฝ่าย น่าเสียดายที่ “ผู้รับ” นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลย ถ้าไม่ใช่เพราะซูหยวนเข้ามาที่นี่ ก็ไม่รู้ว่าพวกนักเรียนและอาจารย์ผู้ทำยานั้นจะยกของมากมายให้เจ้ารุ่นพี่นั่นไปอีกเท่าไร
เมิ่งอู๋คนนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจว่าตนเองไม่ได้เป็นอะไรกัน เเต่เขากล้ารับทรัพยากรทั้งหมดโดยใช้ชื่อเธอ ช่าง...
เอาเถอะ เธอมาที่นี่เพื่อยืนยันความเข้าใจของตนเอง ถ้าเขาไม่รู้ว่าสิ่งดีๆที่ได้มาจากข่าวลือ เช่นนั้นก็จะได้ร่วมกันจัดการกับข่าวลือพวกนั้น ทำให้ทุกคนเข้าใจได้ถูกต้องมากขึ้น เเต่ถ้าเขาจงใจจะรับมันเอาไว้...เช่นนั้นเธอก็จะหยุดข่าวลือนั้น เเล้วยังจะต้องทำให้เขารู้ด้วยว่าการใช้ประโยชน์จากชื่อของเธอมีราคาต้องจ่าย!
“รุ่นพี่เมิ่งคือคนไหนหรอคะ” ซูหยวนเข้ามาก็เห็นว่าคนในห้องส่งเสียงดังเจียวจาวกันอยู่แล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาก็กำลังตื่นเต้นไม่น้อยกับการมาถึงของเธอ นี่แปลว่า...พวกรุ่นพี่ในห้องนี้รู้เรื่องข่าวลือเหมือนกัน
ดวงตาของซูหยวนกวาดมองไปรอบๆก่อนจะหยุดที่รุ่นพี่คนหนึ่งที่ตอนแรกยังยิ้มหัวเราะได้ เมื่อเจอสายตากดดันแบบนี้ก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาบ้าง เขาหุบยิ้มของตนเองแล้วค่อยๆชี้ไปยังตำแหน่งของเมิ่งอู๋
“ระ รุ่นน้องอัน คนนั้นก็คือเมิ่งอู๋...”
“อ้อ” ซูหยวนพยักหน้ารับเพียงคำเดียว ก่อนจะเดินแหวกฝูงชนเข้ามาข้างในห้องเรียนของชั้นปี 4 โดยตรง
ท่าทางไม่เกรงกลัวของเธอเวลานี้ดูสง่างามอย่างมาก หลายคนหลบให้เพราะกลัวว่าจะทำให้เธอไม่พอใจ ออร่าของรุ่นน้องอันเวลานี้กับออร่าของรุ่นน้องอันที่เคยเป็นมิตรนั้นต่างกันลิบลับ นี่...คล้ายว่าเธอกำลังจะไม่พอใจอยู่หรือ?
พวกเขาได้แต่มองหน้ากันไปมา ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรดี ถึงอย่างนั้น...สายตาของทุกคนก็มองไปยังเมิ่งอู๋สลับกับอันซูหยวน อยากรู้ว่าเด็กสาวมาพบเมิ่งอู๋เพราะอะไรกันแน่ แล้วอะไรที่ทำให้เธอไม่พอใจถึงขนาดนั้น
“รุ่นน้อง...” เมิ่งอู๋ลอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ รู้สึกได้เลยว่ารุ่นน้องอันมาที่นี่ไม่ได้มาดีแน่ๆ แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
“รุ่นพี่เมิ่ง แค่ฉันเข้าสถาบันครั้งแรก ฉันก็ได้ยินข่าวลือว่าพวกเราเป็นคนรักกัน รุ่นพี่เมิ่งเคยได้ยินบ้างไหม” อันซูหยวนพูดขึ้นมา ความหมายของเธอก็คือการบอกว่าตนเองเพิ่งมาถึงก็ยังได้ยินข่าวลือหนาหูนั้นเลย แล้วรุ่นพี่ที่อยู่แต่ในสถาบันนี้จะไม่เคยได้ยินหรือไม่?
“เรื่องนั้น...” เมิ่งอู๋เดิมทีคิดจะชวนอันซูหยวนพูดคุยเล่นกันไปก่อน จากนั้นก็ค่อยพาเธอออกไปคุยข้างนอกเป็นการส่วนตัว นอกจากจะไม่ถูกอันซูหยวนเข้าใจผิดคิดว่าเขาจงใจปล่อยข่าวแล้ว ก็ยังทำให้พวกเพื่อนๆเล่าลือกันไปเองว่าพวกเขาแอบไปคุย “ความลับ” กันสองคน
แต่อันซูหยวนกลับไม่เล่นตามบทที่วางเอาไว้ให้เลย ทันทีที่มาถึง...ยังไม่ทันจะทักทายเขาก็เข้าประเด็นเสียแล้ว เมิ่งอู๋กระแอมออกมาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
“ฉันได้ยินแล้วเหมือนกัน พวกเราไปคุยกันข้างนอก...”
“มีอะไรต้องคุยกันข้างนอกคะ ฉันไม่ได้มีเวลาว่างมาพูดเรื่องตลกร้ายเหล่านี้หรอกนะคะ ก่อนอื่นเลย...ฉันแค่อยากจะมาบอกกับรุ่นพี่ว่าฉันไม่รู้เกี่ยวกับข่าวลือพวกนี้มาก่อน และฉันไม่ได้เป็นคนปล่อยข่าวลือไร้สาระที่ “ไม่มีวัน” เกิดขึ้นจริงแน่นอน”
“ฉันกลัวว่ารุ่นพี่จะเข้าใจผิดคิดว่าฉันรู้สึกแบบนั้นกับรุ่นพี่จนทำให้มองหน้ากันไม่ติด แต่จริงๆแล้วฉันไม่เคยชอบรุ่นพี่เลยค่ะ ไม่สิ...ฉันแทบจะจำชื่อและใบหน้าของรุ่นพี่ไม่ได้ด้วยซ้ำ ดูเหมือนเราอาจจะเคยคุยกันสักหนึ่งหรือสองประโยคใช่ไหม นั่น...ฉันก็ลืมไปแล้วด้วยว่าคุยเรื่องอะไรกัน”
“ฉันไม่คิดว่าการพูดคุยกันหนึ่งหรือสองประโยคจะทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคู่รักกันได้ แล้วก็คิดว่ารุ่นพี่เองก็คงไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายมาถึงขนาดนี้ใช่ไหมคะ”
“เอาล่ะ ในเมื่อยืนยันแล้วว่ารุ่นพี่รู้เรื่องนี้มาก่อน ฉันก็อยากให้รุ่นพี่ “พยายาม” อธิบายความจริงออกไปด้วยนะคะ เริ่มจากเพื่อนๆของรุ่นพี่ก่อนเลย เนื่องจากฉันเป็นทหารพิเศษที่มีค่าพลังงานมากกว่า 500 หน่วย ดังนั้นฉันจึงได้ยินคำพูดของพวกรุ่นพี่ตั้งแต่ก่อนเข้ามาในห้องนี้หลายกิโลเมตรเลยค่ะ”
“ช่วยทำความเข้าใจใหม่ด้วยนะคะ ตั้งแต่ที่ฉันไม่เหมาะสมกับรุ่นพี่เมิ่ง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่าเหมาะสมหรือไม่เลยค่ะ มันแค่เริ่มต้นด้วยความผิดพลาด...ดังนั้นที่เข้าใจกันก็ผิดพลาดทั้งหมดด้วย”
“อ้อ แล้วก็...ฉันยังไม่ถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมของประธานจางนะคะ มันจะดีกว่าถ้าไม่เอาเรื่องนี้พูดออกไป ไม่อย่างนั้น...ฉันกลัวว่าประธานจางจะไม่พอใจเอาได้”
ซูหยวนพูดรวดเดียวจบ เธอทำให้มั่นใจว่าทุกคนในห้องนี้จะได้ยินเสียงของเธอชัดเจนแจ่มแจ้ง รวมถึงพวกรุ่นน้องที่วิ่งตามมาแอบดูด้วย หลังจากนั้น....ถ้าเธอรู้ว่ารุ่นพี่เมิ่งก็รับมือไม่ถูกเหมือนกัน ซูหยวนพูดเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว แต่...เมื่อได้ยินคำพูดของพวกรุ่นพี่ ทั้งรุ่นพี่เมิ่งไม่พูดอะไรออกมาสักคำเดียวแล้วยังยิ้มอยู่ได้ เธอก็มั่นใจว่าเขาจงใจรับผลประโยชน์จากข่าวลือนี้ ดังนั้น...สิ่งที่เคยได้รับไปก็ต้องเอาคืนมาให้หมด!
“รุ่นพี่ ฉันได้ยินจากอาจารย์ประจำห้องทำยาและพวกนักเรียนในห้อง บอกว่าคุณไปรับยาในชื่อของฉัน...? นี่....มันเกิดอะไรขึ้นแน่คะ” ซูหยวนบิดเบือนคำพูดเล็กๆน้อยๆ
จากตอนแรกที่พวกผู้ทำยามอบยานี้ให้กับเขาด้วยเข้าใจว่าถ้ายกให้ก็จะเป็นการตอบแทนอันซูหยวนไปด้วย แม้ว่ารุ่นพี่เมิ่งจะรู้ แต่เขาก็ไม่ได้โกหก เพียงแค่ไม่พูดความจริงออกมาเท่านั้น
แต่....เพื่อที่จะเปิดโปงคนชั่วร้ายนี้ ซูหยวนกลับบอกว่ารุ่นพี่เมิ่งเป็นคนไปที่ห้องทำยาเพื่อใช้ชื่อเธอในการรับผลประโยชน์ คำพูดนี้มันก็คือการสาดโคลนดีๆนี่เอง!!
เมิ่งอู๋อ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ก่อนหน้านี้เขารับยาจำนวนมากมาจริงๆ เป็นยาฟรีที่แค่ห้ามเอาไปขาย ปกติพวกผู้ทำยาก็เอากลับบ้านกันบ้างอยู่แล้ว แค่เจ้าพวกนั้นขี้งกเกินไป ไม่ยอมเอายานี้แจกจ่ายให้พวกนักเรียนในสถาบันบ้าง พวกมันบอกว่า....ถ้าต้องให้คนอื่น สู้กินเองทั้งหมดไปเลยไม่ดีกว่าหรือ? ช่างเป็นพวก...ขี้งกเสียจริง!
แต่เมื่อเขาได้ยินว่าอันซูหยวนสามารถรับยาจำนวนมากจากคนพวกนี้ เขาก็เลยไปที่ห้องทำยาทั้งๆที่ร้อยวันพันปีก็ไม่เคยไป ทั้งหมดนี้เพื่อที่จะได้รับยามาฟรีๆ ดังนั้น...ต่อให้เขาเชื่อว่าตนเองไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นออกไป ทว่า...ในใจที่เต็มไปด้วยความโลภก็จำไม่ได้แล้วว่าที่จริงพูดออกไปบ้างหรือไม่...
“รุ่นน้องอัน ฉันจะไปรับยาในชื่อของเธอได้ยังไง ฉันน่ะ...”
“รุ่นพี่อยากให้ฉันพิสูจน์ด้วยไหมคะ ฉันสามารถเชิญรุ่นพี่ทหารเพื่อมาสอบสวนเรื่องนี้ได้ แต่...ถ้าเรื่องถึงทหารแล้วอาจจะต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่หน่อยนะคะ การที่มีคนใดคนหนึ่งโกหก ก็แปลว่าจะต้องมีคนรับโทษแน่นอนค่ะ”
เจอการข่มขู่ของอันซูหยวนแบบนั้น เรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่ควรทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เธอกลับบอกว่าจะแจ้งความ เหอะ!! นังเด็กที่ตกถังข้าวสารใบใหญ่นี้ถึงกับมีความกล้าเช่นนั้นแล้วหรือ?
“รุ่นน้องอัน เรื่องยารักษานั่น...รุ่นน้องได้รับไปคนเดียวมันจะดีจริงๆหรอ? ฉันไปรับยามาก็จริง แต่เอามาแจกจ่ายให้พวกเพื่อนๆในห้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำภารกิจช่วยเหลือมนุษย์ชาติ แบบนี้รุ่นน้องจะไม่พอใจอะไร? หรือรุ่นน้องคิดว่ามีแค่รุ่นน้องเท่านั้นที่จะใช้ยาฟรีได้?”
เมิ่งอู๋ตอบกลับอย่างร้อนรน เขาจะยอมให้อันซูหยวนไปแจ้งความได้อย่างไร แต่หลังจากที่พูดประโยคนี้จบลง...รอยยิ้มลึกของอันซูหยวนก็ปรากฏขึ้น ดวงตาของเธอยิ่งมืดครึ้มมากไปกว่าเดิมอีก หากแต่ก่อนที่เธอจะได้ทำอะไร เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกก็ร้องขึ้นมา
“เมิ่งอู๋ ปรากฏว่านายไม่ได้รับยามาด้วยตนเอง แต่แอบใช้ชื่อของรุ่นน้องในการรับทรัพยากรหรือ?”
“หืม? เมิ่งอู๋ ทำแบบนี้เหมือนกับการแอบอ้าง ถูกจับขังได้เลยนะ”
“นั่นน่ะสิ พวกเราก็เผลอใช้มันจนหมด คิดว่าเป็นเพื่อนหามาให้ สุดท้ายเป็นแค่การไปเอาของของคนอื่นมางั้นหรือ?” เมื่อเมิ่งอู๋ได้ยิน คิ้วของเขาก็ขมวดแน่น
“ของคนอื่นได้อย่างไร? พวกผู้ทำยาเต็มใจจะให้ฉันต่างหาก! อีกอย่าง...ยานี้เป็นของส่วนรวม ทำไมถึงต้องเก็บไว้ให้แค่รุ่นน้องเท่านั้นด้วย!”
“รุ่นพี่เมิ่งใจเย็นๆก่อน...”ซูหยวนแค่นหัวเราะออกมา เธอเห็นท่าทีของเขาแล้วก็รู้สึกว่ามันน่าสมเพชมากๆ ตอนนี้เขาแทบแสดงความเป็นตัวของตนเองออกมาจนหมดโดยที่เธอยังไม่ต้องทำอะไรมากเลย
“อันดับแรกคือ..รุ่นพี่ต้องเข้าใจก่อนว่าของพวกนั้นเตรียมเอาไว้ให้ฉัน แล้วรุ่นพี่ใช้ชื่อฉันในการรับเอามา เท่ากับรุ่นพี่ “ขโมย” ของของฉันค่ะ”
“อย่างที่สองคือ...รุ่นพี่ไม่ได้รู้อะไรเลย รายละเอียดที่ฉันได้รับยาพวกนั้นมาได้อย่างไร แต่รุ่นพี่กลับมาตัดสินแทนคนอื่น หากรุ่นพี่ไม่พอใจเรื่องนี้ ทำไมไม่โวยวายกับทางสถาบันดูล่ะคะ แล้วดูว่าสถาบันจะตอบรุ่นพี่ว่าอย่างไร”
“อย่างสุดท้าย...รุ่นพี่มีสิทธิอะไรมาอ้างชื่อฉันหรอคะ? ทั้งฉันและรุ่นพี่ไม่ได้สนิทกันด้วยซ้ำ รุ่นพี่ไม่ควรจะพูดชื่อฉันลับหลังเลยนะคะ มันทำให้ฉันเข้าใจว่ารุ่นพี่กำลังใช้ชื่อฉันหาผลประโยชน์ให้ตัวเองค่ะ”
ทุกคำทุกประโยคช่างเด็ดขาดแต่ก็เจ็บแสบไปพร้อมๆกัน ทำเอาใบหน้าของเมิ่งอู๋ชาด้านไปหมดแล้ว แสบคล้ายกับว่าถูกตบเป็นร้อยๆครั้ง เขากัดปากตนเองจนเลือดซิบ แต่ก็ยังทำให้ควบคุมความรู้สึกของตนเองไม่ได้อยู่ดี!
จำเป็นต้องพูดจารุนแรงกันขนาดนี้เลยหรือ?!! ผู้หญิงคนนี้คิดว่าตัวเองสูงส่งนักหรือไง!! ก็แค่คนที่มีสายเลือดชั้นต่ำเท่านั้น เขายอมให้มีข่าวลือแบบนี้ก็แปลว่าให้เกียรติแล้ว เธอควรจะต้องขอบคุณต่างหากล่ะ!
……………………………………