บทที่ 533 อายแทน (อ่านฟรี 21 ส.ค. 69)
บทที่ 533 อายแทน (อ่านฟรี 21 ส.ค. 69)
บทที่ 533 อายแทน
ตลอดเส้นทางลงเขา มีคนมากมายต่างเห็นเเละเป็นพยานให้กับเรื่องนี้ เมิ่งอู๋คงไม่รู้เลยว่าภายในวันนั้นที่เขาตั้งใจจะก่อเรื่อง นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จ เขาก็ยังได้ทำเรื่องใหญ่ขึ้นเเล้ว
ตอนนี้ทุกคนที่อยู่เขตชั้นในได้เห็นเหตุการณ์เเละตามมาดูเรื่องสนุก พวกนักเรียนที่อยู่ในสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเองก็เป็นพวกอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน เดิมทีพวกเขาไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรกันเเน่ เเต่ก็ยังตามมาฟังด้วย สุดท้ายก็ได้ยินชื่อของ “อาจารย์ไป๋ซาน เเห่งสถาบันเพลิงพลอง” “รุ่นพี่เมิ่งซีซี อดีตนักเรียนสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง” เเละชื่อของ “เมิ่งอู๋ นักเรียนปีสี่ของสถาบันเพลิงพลอง” ในขณะนี้ ดังนั้นจึงดังดูดความสนใจของทุกคนได้
ทำเอานักเรียนส่วนใหญ่ของสถาบันรีบวิ่งออกมาเพื่อรอชมด้วยว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ทว่า...การเเสดงที่ยิ่งใหญ่ของคนจากสถาบันเพลิงพลองในครั้งนี้ได้ใจสาวๆไปไม่น้อยเลย...
“เมิ่งอู่จะให้ส่งรุ่นพี่เมิ่งซีซีไปเเต่งงานกับชายชราตระกูลหงจริงๆหรอ? เขาเป็นคนเสนอเนี่ยนะ?”
“เมิ่งอู๋เพี้ยนไปเเล้วหรือ? เขาเสนอเรื่องเเบบนี้ออกมาไม่ใช่ต้องการส่งรุ่นพี่เมิ่งไปเเต่งกับคนใกล้ตายหรืออย่างไร? เเม้ว่าจะเป็นผู้นำตระกูลหง เเต่เขาอายุมากขนาดนั้นเเล้ว จะเเต่งไปเป็นหม้ายเฝ้าสุสานหรือ?”
“ตั้งเเต่วันที่เกิดเรื่องตอนนั้น เมิ่งอู๋ก็ดูเปลี่ยนไปจริงๆ”
“ตอนนั้น? หมายถึงตอนที่รุ่นน้องอันมาเปิดโปงเขาน่ะหรือ? มันก็สมควรเเล้วหรือเปล่า รุ่นน้องอันไม่เอาเรื่องไปเเจ้งทางการก็ดีสุดๆเเล้ว ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะไม่ปล่อยเอาไว้ก็ได้”
“อืม บางที...ฉันคิดว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับรุ่นน้องอันเหมือนกันนะ”
“เกี่ยวกับรุ่นน้องอันเนี่ยนะ รุ่นพี่เมิ่งซีซีต้องไปเเต่งงานเเล้วเกี่ยวอะไรกับรุ่นน้องอันด้วยล่ะ์?”
“ทำไมจะไม่เกี่ยว สองคนนั้นสนิทกันไม่ใช่หรอ? ตอนนี้เมิ่งอู๋ทำอะไรรุ่นน้องอันไม่ได้ก็ทำกับรุ่นพี่เมิ่งไปก่อนสิ ทำให้คนเจ็บใจเล่นๆไงล่ะ”
“ตลกเเล้ว ถ้าเอาเรื่องนี้มาล้อเล่นก็ไม่ใช่คนเเล้วหรือเปล่า ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าเมิ่งอู๋เป็นคนดีนะ เขาก็ดูนิ่งๆ อยู่เงียบๆไม่โดดเด่นเเต่ก็ไม่ได้เเย่ เเต่ตอนนี้เขาดูเเย่มากๆเลย”
“นั่นน่ะสิ ตระกูลเมิ่งเป็นตระกูลที่ดีนะ ฉันเจอใครก็ล้วนเป็นคนมีความรับผิดชอบจริงใจ ไม่คิดว่าจะมีเเกะดำเเบบเขา”
“เฮ้อ พวกเราอย่าโทษเขาเลย ตอนนี้ความจริงยังไม่ปรากฏเสียหน่อย พวกเราตามไปเดี๋ยวก็รู้ความจริง ถ้าเขาเป็นคนผิดจริง...ค่อยด่าเขาก็ไม่สาย” พวกเพื่อนๆชั้นปี 4 เเสดงความคิดเห็นกันยกใหญ่ ในขณะที่พวกรุ่นน้องก็เงี่ยหูฟังกันหน้าสลอน
ไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีคลื่นลมใหญ่โตอะไรพัดมา สุดท้ายเเทนที่จะเป็นเเค่เรื่องของเล็กๆ สุดท้ายลากเอาทั้งสองสถาบันออกมาเกี่ยว เเถมยังไปถึงหูของตระกูลหงด้วย ทำเอา “ว่าที่ผู้นำตระกูลหง” ถึงกับเเค่นหัวเราะออกมาอย่างหัวเสีย
มารดาของเขาเพิ่งเสียชีวิตไประหว่างที่กลุ่มดวงตามารบุกถล่ม กลับมีคนวางแผนคิดจะส่งหญิงสาวเข้ามายั่วยวนพ่อของเขา มันมีความคิดเเบบนี้ได้ ก็ต้องคิดว่าหัวจะหลุดออกมาได้ด้วยเช่นกัน!
ดังนั้นบุตรชายคนโตของผู้นำตระกูลหงก็ได้พาคนของตระกูลหงมาฟังด้วยกัน อยากจะรู้ท่าทีของคนตระกูลเมิ่งว่าจะจัดการอย่างไร
ในห้องทำงานของชายหนุ่มร่างใหญ่ ตอนนี้เลขาฯของเขากำลังยืนนิ่ง รอดูว่าเจ้านายจะสั่งอะไรอีกหรือไม่ หลังจากที่เขาได้ดำเนินการกระตุ้นเรื่องนี้ให้ขยายใหญ่โตเเล้ว
“ไอ้เด็กไม่รู้เรื่องคนนั้นน่าจะได้รับบทเรียนใหญ่เเล้ว เเต่ฉันยังต้องการให้คนที่กล้าพูดว่าอันซูหยวนเป็นลูกบุญธรรมของฉันตาสว่างด้วย ช่วยฉันคิดหน่อยว่าจะทำยังไงกับมันดี”
คนเป็นเลขาฯชะงักไปเมื่อได้ยินคำพูดนี้ จางอู่หยางเป็นคนสั่งให้จัดการเมิ่งอู๋เอง เจ้าหนุ่มคนนี้อยู่ในสายตาของประธานมาโดยตลอดตั้งเเต่มีข่าวลือเเล้ว เเต่มันเป็นเเค่เรื่องของเด็กๆ ถึงจะไม่พอใจ เเต่ประธานจางก็ยังอยากดูท่าทีของอันซูหยวนก่อน
ประธานคนนี้ของเขาน่ะ...ที่ผ่านมาเป็นคนเด็ดขาดมาก เเล้วก็เอาเเต่ใจที่สุด ทว่า...พอเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับซูหยวน เขากลับไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรเอง กลัวว่าถ้าซูหยวนรู้เข้าจะโกรธเขาเเทน ดังนั้นจึงได้ปล่อยให้มีข่าวลือไร้สาระพวกนี้อยู่เป็นเวลานาน
เมื่อเห็นเธอลงมือจัดการเอง ประธานของเขาเเทบจะยิ้มหน้าบานเป็นดอกไม้ทั้งวัน หากไม่ติดที่ว่าในสายตาของคนนอก เขาดูเหมือนพ่อบุญธรรมของอันซูหยวนมากกว่าจะเป็น “คู่รัก” ในข่าวลือ...
“เอ่อ ประธานครับ ถ้าลงมือเเค่กับเรื่องเล็กๆที่คุณอันมองข้าม หากเธอรู้ว่าคุณเข้ามาเเทรกเเซงจะทำให้คุณอันรู้สึกไม่ดีหรือเปล่าครับ อีกอย่างคุณอันก็แก้ข่าวไปเเล้วด้วย...”
“ฮึ่ม! ฉันรู้ เพราะเเบบนั้นก็เลยคิดไม่ออกไงล่ะว่าจะทำยังไงให้ข่าวลือไร้สาระพวกนี้เปลี่ยนไป” จางอู่หยางหงุดหงิด
“ประธาน ถ้าข่าวลือออกมาว่าประธานกับคุณอันเป็นคู่รักกัน เเล้วคุณอันมาทำเเบบนั้นเหมือนที่ทำกับนักเรียนเมิ่ง ประธานจะมีความสุขหรอครับ ผมว่า...ตอนนี้ปล่อยให้เรื่องเงียบไปก่อน คุณอันดูไม่ชอบเรื่องข่าวลือเลยนะครับ”
“............” จางอู่หยางที่ตอนเเรกคิดว่าจะสร้างข่าวลือรักๆใคร่ๆของตนเองขึ้นมาเพื่อกลบข่าวการลือพ่อบุุญธรรมก็ชะงักไป สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจออกมายาวๆ
“ไปจัดการเรื่องเด็กนั่นให้เสร็จก็เเล้วกัน ทำให้คนรู้ว่าถ้าเอาชื่ออันซูหยวนไปเล่นจะมีจุดจบเเบบไหน”
“ได้ครับประธาน”
เลขาฯลอบปาดเหงื่อ ถ้าเขาไม่ห้ามไว้ มีหวังว่าจะต้องได้รับงานใหม่อย่างการไปฆ่าปิดปากเด็กที่พูดถึงความสัมพันธ์ของคุณอันกับประธานในเเง่ไม่ดีเเล้วเเน่ๆ
กับเด็กคนนั้น เขากลับเข้าใจดีเลย ความคิดเเบบนั้นผิดหรอ? ในสายตาของคนอื่น ประธานจางที่ไม่น่าจะมีความรักได้นั้นผูกพันกับซูหยวนได้ ก็ควรจะเป็นความผูกพันเเบบพ่อลูกน่ะดีที่สุดเเล้ว! หากก่อนหน้านี้ประธานของเขาเคยมีข่าวลือเรื่องผู้หญิง หรือเคยมีคนรักมาก่อนก็คงจะมีคนสงสัยบ้าง เเต่นี่...เขากลับไม่เคยมองใครเลยนี่สิ ใครจะไปกล้าลือเเบบนั้นกัน!
ที่ตระกูลเมิ่ง ข่าวที่ว่ากำลังมีคนมากมายมุ่งหน้ามายังตระกูลของพวกเขานั้นสร้างความปวดหัวมากๆ ผู้นำตระกูลถึงกับต้องเรียกเจ้าลูกชายเเละหลานชายตัวดีมาอธิบายเรื่องนี้
เเน่นอนว่าเมิ่งซีซีที่เอาเรื่องไปเเจ้งกับบิดาของตนเองก็มาถึงโดยไม่ต้องเชิญด้วย สองครอบครัวมาเจอกันที่ทางเข้าห้องประชุมใหญ่ตระกูลก็มองหน้ากัน บิดาของเมิ่งซีซีเเละหญิงสาวมองเมิ่งอู๋ด้วยความโกรธ ในขณะที่พ่อของเมิ่งอู๋ได้เเต่จนปัญญา เขาอยากจะขอโทษที่ลูกชายไม่ได้เรื่องของตนเองพูดไร้สาระออกไป กระนั้น...เรื่องนี้เขาก็ปฏิเสธไปเเล้วไม่ใช่หรือ? ถ้าอย่างนั้นทำไมทุกคนยังทำให้เป็นเรื่องใหญ่เเบบนี้ด้วยเล่า
เเต่ก็นั่นแหละ เรื่องวุ่นวายมาถึงขนาดนี้เเล้วเขายังจะทำอะไรได้อีก เข่าที่เเข็งแกร่งของเขาเตรียมพร้อมที่จะทรุดลงนั่งกับพื้นที่ขอโทษทุกคนที่สร้างปัญหาเเล้ว ส่วนเจ้าลูกชายไม่ได้เรื่องคนนี้...เขาจะตัดหางปล่อยวัดมันเอง!
สองฝ่ายเดินเข้ามาข้างในก็เห็นว่าพวกผู้อาวุโสของตระกูลรออยู่ก่อนเเล้ว ทุกคนมองไปยังเมิ่งอู๋ด้วยความไม่พอใจ ตระกูลเมิ่งที่มีชื่อเสียงดีงามมาตลอด เวลานี้กลับถูกเมิ่งอู๋ทำลายสิ้นจนขายหน้า ทั้งเขตปลอดภัยกำลังมุ่งหน้ามาที่ตระกูลของพวกเขา จำเป็นต้องมีคำตอบให้กับเรื่องนี้ด้วย!
“คุกเข่า!”
ผู้นำตระกูลตวาดลั่น บิดาของเมิ่งอู๋รู้ความ เขาทรุดลงนั่งคุกเข่าพร้อมทั้งกระชากลูกชายตัวดีลงมานั่งด้วย ฝั่งบิดาของเมิ่งซีซีก็เดินผ่านพวกเขาไปนั่งยังที่นั่งถัดจากผู้นำตระกูล มองดูทั้งสองคนด้วยสายตาเย็นชา
“รู้ความผิดของตนเองหรือไม่!”
“ท่านผู้นำตระกูล ฉันรู้ความผิดเเล้ว เป็นความผิดที่สอนลูกชายไม่ดี ต้องขอโทษพี่เมิ่งเเละหลานเมิ่งซีซีด้วยที่ทำให้เกิดเรื่องเเบบนี้ เเต่ฉันได้ยืนยันไปเเล้วว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องเเบบนั้นเเน่ ตระกูลเราไม่มีค่านิยมในการส่งคนของตระกูลเเต่งงานออกไป เเลกความสุขทั้งชีวิตกับทรัพยากรเล็กๆน้อยๆที่พวกเราสามารถหามาเองก็ยังได้พวกนี้!”
บิดาของเมิ่งอู๋พูดออกมาอย่างจริงจังมั่นคง เห็นท่าทางของเขา ผู้นำตระกูลก็พยักหน้าอย่างพอใจ ลูกชายคนนี้ของเขาไม่ใช่คนเลวร้าย ดูเเล้วปัญหาน่าจะมาจากเจ้าหลานชายตัวดีที่ปกติเเล้วไม่มีตัวตนในตระกูลนี้มากนักมากกว่า!
“แล้วแกล่ะ รู้ความผิดของตัวเองไหม!”
เจอเเรงกดดันเเบบนี้จากคนเป็นปู่ เเละมีตำแหน่งเป็นผู้นำตระกูล เเถมคนที่อยู่ที่นี่ทั้งหมดก็มองเขาด้วยสายตาเเบบนั้นเหมือนกัน มันทำให้เมิ่งอู๋ที่ตอนเเรกสายตามีเเต่ความโกรธเเค้น เเละรู้สึกอับอายจากเรื่องที่เกิดขึ้น เหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากฝัน...เขาทำอะไรลงไปกันเเน่!
เพราะความรู้สึกที่ไม่เคยได้เป็นคนสำคัญ เขาเป็นลูกคนเล็กที่พ่อเเม่ไม่สนใจ เเถมไม่มีพลังที่โดดเด่นจนทำให้ทุกคนต้องสนับสนุน ก่อนหน้านี้เขาอยู่ในมุมเงียบๆ มองดูคนโดดเด่นทั้งหลายด้วยความอิจฉา เเต่เพราะรู้ข้อจำกัดของตนเองก็เลยอยู่เงียบๆอย่างนั้นตลอดมา
จนกระทั่งเริ่มมีเเสงไฟสาดลงมาที่เขา สายตาของทุกคนที่มองเขาด้วยความอิจฉา เขาชอบเหลือเกิน...เพราะมันเป็นความฝันของเขา เป็นเเบบที่เขาต้องการมาตลอด ดังนั้นเขาจึงหลงระเริงอยู่กับความสุขที่เป็นภาพลวงตานั้นจนลืมว่าภาพลวงตาก็คือภาพลวงตา จะมาเป็นความจริงได้อย่างไร!
หนึ่งคำโกหกต้องหาคำโกหกอีกนับสิบเพื่อมาอธิบายให้คนเชื่อ เริ่มจากหนึ่งเป็นสิบเป็นร้อย สุดท้ายถูกอันซูหยวนตบหน้าอย่างเเรงเขากลับโกรธจัด ลงมือกระทำเรื่องโง่ๆลงไปเเละไม่อาจจะย้อนกลับมาได้เเล้ว
เมิ่งอู๋รับมือกับความรู้สึกเเบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป เขาคุกเข่าเเล้วก็ก้มตัวลงไปนอนหมอบ ร้องไห้เหมือนกับเด็กโง่อยู่ตรงกลางห้องประชุม
“ฮือๆ ฉันผิดไปเเล้ว ผมผิดไปเเล้ว ฮือๆ ก็เเค่อยากจะเป็นคนที่เพื่อนๆสนใจ เป็นคนที่ทุกคนอิจฉาบ้าง ให้ทุกคนมองมาที่ผมบ้างก็เท่านั้น ผมไม่ได้ต้องการอะไรเลย ไม่อยากทำร้ายใครด้วย ผมก็เเค่...ฮือๆ ให้อภัยผมได้ไหม ผมยังย้อนกลับไปได้ไหม ให้ผมเป็นคนที่ไม่มีใครมองเห็นเหมือนเดิมก็ได้!!”
เมิ่งอู๋ร้องไห้เหมือนเด็กน้อย ภาพนี้ทำให้บิดาของเขาชะงักไป มองดูลูกชายที่ปกติเเล้วเข้าใจเรื่องราวต่างๆดีจนเเทบไม่ต้องเป็นกังวลอะไร เริ่มจากจุดนั้นจนทำให้เขาไม่ค่อยได้มองเจ้าลูกชายคนนี้อีก
พอเกิดปัญหาขึ้นมากับความคิดของเขา ตนเองทำเพียงด่าออกไปด้วยความโมโห เเต่ไม่ได้อธิบาย ไม่ได้สอนอะไรเขาเลย นี่....บางทีคนที่ทำให้เขาเป็นเเบบนี้ก็คือตนเองหรือไม่? เเท้จริงแล้วเป็นเขาที่ทำให้ทุกอย่างเเย่เเบบนี้หรือเปล่า...
“พ่อ เสี่ยวอู๋ทำผิดไปเเล้ว อีกอย่างก็เเค่มาอาละวาดเอาเเต่ใจตัวเองเท่านั้น ยังไม่ได้สร้างปัญหาใหญ่อะไร ทำไมเราไม่ลงโทษเขาเเล้วก็ปล่อยให้เขาได้สำนึกด้วยตัวเองล่ะครับ”
“เเล้วก็พี่ชาย ผมรู้เเล้วว่าผิด พี่เอากิจการที่เขตชั้นกลางทิศเหนือของผมไปก็ได้ ผมขอชดเชยให้พี่ ขออย่าเอาความเจ้าเด็กนี่อีกเลย ยังไงมันก็หลานของพี่เหมือนกัน”
ตอนนั้นที่เมิ่งอู๋คิดว่าไม่มีทางออกเเล้ว บิดาผู้ไม่เคยสนใจเขาก็ก้าวออกมา ก้มหัวให้ท่านปู่เเละท่านลุงเเทนเขา ภาพที่บิดาผู้เเข็งกระด้างมาตลอด เวลานี้เเสดงความอ่อนเเอทำให้เขาร้องไห้ออกมาอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง ความรู้สึกผิดเริ่มถาโถมเข้ามา หากบิดาแสดงออกว่ารักเขาเหมือนกับคนอื่นๆ ใส่ใจเขาเหมือนกับพี่ต่างมารดา และพี่ชายแท้ๆ เขายังจะต้องมัวอิจฉาพวกพี่ๆเช่นนี้หรือ?
เมิ่งอู๋ร้องไห้เหมือนกับเสียงวัว คนอื่นยังไม่ทันได้พูดอะไรอีกก็ถูกเสียงเขากลบหมดแล้ว ทำเอาทุกคนในห้องโถงมีสีหน้ากระดากอาย เริ่มรู้สึกอายแทนเจ้าเมิ่งอู๋แล้ว
ขนาดเมิ่งซีซีที่โกรธจัดในตอนแรก เวลานี้ก็อยากจะเอามืออุดปากเจ้าเด็กนั่น คนที่ต้องร้องไห้ก็คือเธอต่างหาก ถ้าความคิดชั่ววูบของมันสำเร็จขึ้นมาแล้วเธอต้องแต่งเข้าตระกูลหง นั่นไม่ใช่นรกของเธอหรือ?
ตอนนี้ไอ้ลูกพี่ลูกน้องคนนี้กลับแย่งบทของเธอ ร้องไห้เหมือนกับทารกตัวน้อยที่ไม่รักษาหน้าตาอีก เธอที่มีสติยังดีอยู่จะไปเอาเรื่องเขาก็คงทำไม่ลง...ให้ตายเถอะ! สถานการณ์นี้มันน่าอึดอัดใจมากกว่าเดิมอีกไม่ใช่รึไง!!
“เอาล่ะๆ หยุดร้องไห้ได้แล้ว”
ผู้นำตระกูลเกือบจะยกมืออุดหูตัวเองเพราะความรำคาญ พวกผู้อาวุโสเองก็ไม่ต่างกันมากนัก เดิมทีพวกเขายังคิดว่าจะต้องสั่งสอนเจ้าเด็กคนนี้ที่คิดเอาความโกรธแค้นมาลงกับคนในตระกูล แต่เมื่อเห็นว่ามันยังสติไม่สมประกอบ แถมบิดาของเมิ่งอู๋ก็คุกเข่าขออภัย แล้วยังชดเชยให้กับบิดาของเมิ่งซีซีจำนวนมากขนาดนั้น ทุกคนก็ไม่คิดว่าจำเป็นต้องกดดันเอาอะไรอีกแล้ว
“ฮึก รุ่นพี่เมิ่ง ผม....ผมขอโทษจริงๆ” เด็กน้อยเช็ดน้ำตาของตนเอง ความโลภบดบังเขาไปชั่วขณะ แต่ตอนนี้เขารู้แล้ว เขาอยู่เฉยๆเหมือนเดิมเสียยังจะดีกว่า บทลงโทษของเรื่องนี้รุนแรงเกินไป ต่อไปเขาจะไม่โกหก ไม่แสดงความบิดเบี้ยวออกมาอีกแล้ว
แน่นอนว่าคนผิดแล้วรู้สึกผิดยังให้อภัยได้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี บ้านของเมิ่งอู๋รับผิดชอบมากแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ตัวเมิ่งอู๋เองที่ต้องรับผิดชอบด้วย
“เรื่องในวันนี้ก็ตกลงกันตามนี้ แต่เมิ่งอู๋ในฐานะที่กระทำความผิด จะต้องรับบทลงโทษ ไปคัดตำราวิธีการผลิตชุดป้องกันระดับต่ำเพื่อมอบให้เด็กๆรุ่นเยาว์ตระกูลจำนวน 500 เล่ม หากคัดลอกไม่สำเร็จก็ยังไม่ต้องออกมา เรื่องอาหารจะให้อาหารสังเคราะห์ระดับต่ำกินในระหว่างนี้”
เมิ่งอู๋เช็ดน้ำตา เข้าใจว่าบทลงโทษนี้รุนแรงไม่น้อย การที่ห้ามออกมาข้างนอกก็คือการห้ามจริงๆ ต่อให้เป็นที่สถาบันเขาก็จะกลับไปไม่ได้จนกว่าจะคัดหนังสือ 500 เล่มสำเร็จ
คาดแล้วน่าจะใช้เวลาเกือบ 3 เดือน ถ้ารีบเร่งให้ดีอาจจะ 2 เดือนได้ ถ้าเขาเฉื่อยชาเกินไปก็จะตามความแข็งแกร่งของพวกเพื่อนๆไม่ทัน ดังนั้นนับตั้งแต่คืนนี้...เขาจะต้องเร่งมือแล้ว
“เข้าใจแล้วครับท่านปู่ ผมจะรีบคัดลอกหนังสือให้เสร็จเร็วที่สุด” เห็นเมิ่งอู๋รู้เรื่องแล้ว ทุกคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้แต่บิดาของเขาก็พยักหน้าให้อย่างพอใจเช่นกัน
ทว่า...เรื่องราวในตระกูลเมิ่งจบลง แต่เรื่องยาวในยุทธภพ...อ๋า หมายถึงเรื่องราวของสถาบันเพลิงพลองที่จะกลายเป็นตำนานเล่าขานต่อไปในอนาคตนั้นยังไม่จบ เวลานี้พวกเขากระแทกไม้พลองจนมาถึงหน้าประตูบ้านเมิ่งแล้ว!!
……………………………