บทที่ 536 แผนพัฒนาเมือง (อ่านฟรี 24 ส.ค. 69)
บทที่ 536 แผนพัฒนาเมือง (อ่านฟรี 24 ส.ค. 69)
บทที่ 536 แผนพัฒนาเมือง
วันนี้วันดี อู่หยางจึงชวนเด็กสาวไปที่ร้านอาหารเดิมอีกครั้ง ทว่า...ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ วันนี้เขาได้เตรียมเอาอาหารมาเอง ไม่อย่างนั้นซูหยวนก็คงเบื่อที่จะกินแค่เศษข้าว…
อาหารจานแล้วจานเล่าถูกเอาออกมา พืชผักพวกนี้ได้มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มันถือเป็นอาหารหรูหรามากๆในสายตาของคนที่นี่ หากแต่เป็นแค่ของธรรมดาๆจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น เมื่อจางอู่หยางได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองเล็กๆที่นั่น เขาก็สามารถเอาทรัพยากรกลับมาได้มากมาย
แถมยังมีเนื้อปลาจากพื้นที่เชื่อมมิติของซูหยวนด้วย ยิ่งทำให้มื้ออาหารเหล่านี้สมกับเป็นมื้ออาหารหน่อย ทว่า...ปกติแล้วถ้าไม่ได้มานั่งกินกับซูหยวน จางอู่หยางก็ไม่ต้องการเสียเวลาไปกับการกินอาหารพวกนี้ เขามักจะกินแค่อาหารสังเคราะห์ระดับสูง เพื่อที่จะเอาเวลาไปทำงานมากกว่า
“ตอนนี้สถานการณ์ของตระกูลอี้เป็นยังไงบ้างแล้วล่ะ เห็นว่าองค์กรผู้ทำยามีปัญหากันไม่น้อย ส่วนหนึ่งอยากจะให้มีการรับรองยาโดยองค์กรที่สาม และมีการทำสัญญาว่าจะเก็บส่วนประกอบเป็นความลับทั้งหมด”
“ในขณะที่ผ่อนปรนเรื่องยาว่าไม่ต้องผลิตจากผู้ทำยาที่สอบผ่านก็ได้ ขอแค่คุณสมบัติของยาผ่านก็พอ ทว่าอีกส่วนหนึ่งไม่ยินยอม บอกว่าทำเช่นนั้นจะทำลายองค์กรของพวกเขา..”
จางอู่หยางชวนคุย หากแต่ส่วนใหญ่เรื่องที่เขารู้ก็มีแค่เรื่องงานเท่านั้น สุดท้ายคนในองค์กรที่พยายามเอาใจช่วยอยู่ห่างๆก็ทำได้แค่ถอนหายใจออกมา ประธานคุยแต่เรื่องงานแบบนี้ แล้วเมื่อไรกำแพงในหัวใจของคุณอันจะอ่อนลงกันล่ะ
แต่ซูหยวนกลับสบายใจที่จะพูดคุยกันถึงเรื่องนี้มากกว่า ระหว่างพวกเขาทั้งสองจะพูดคุยอะไรกันได้อีก ชีวิตที่แทบจะไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน ชีวิตที่ทำงานแทบจะตลอดทั้งวัน พอได้เจอเพื่อนที่สามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้ทั้งหมด นี่ก็เหมือนการผ่อนคลายของเธอแล้ว
“พวกนั้นกำลังกลัว พวกเขากลัวการเปลี่ยนแปลง ซึ่งถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย บ้านไหนที่พัฒนาตามไม่ทันก็จะถูกทำลายจริงๆ แต่ถ้าบ้านไหนตระกูลไหนทำได้ดี อาศัยการศึกษาวิธีการทำยาของคนจากดินแดนลับนั้นมาปรับ ยาของพวกเขาน่าจะพัฒนาขึ้นไปอีกมาก”
“เธอจะนำยาของดินแดนนั้นมาขายด้วยสินะ” จางอู่หยางพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“ใช่ค่ะ ยาที่ฉันเอาไปขายจะเป็นยาระดับสูง ส่วนยาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นจะเอามาขายในราคาทั่วไป ที่จริงมันก็เป็นยาที่คุณสมบัติใกล้เคียงกัน แค่ชนิดสมุนไพรแตกต่างกันก็เท่านั้น”
“ฉันวางแผนไว้ว่าจะเอายาที่ทำจากสมุนไพรทั่วไป เติบโตได้ง่าย ดูแลน้อย ตอนนี้ฉันก็กำลังใช้แปลงเพาะปลูกของตนเองทดสอบการปลูกสมุนไพร 115 ชนิดอยู่ค่ะ ทั้งหมดล้วนเป็นยาระดับต่ำ ถ้าประสบความสำเร็จดี แล้วจะค่อยเผยแพร่ให้องค์กรเพื่อให้พวกเขาปลูกสมุนไพรที่เติบโตได้ดีพวกนี้ จะได้ทำให้ต้นทุนในการทำยาลดลงด้วย”
ได้ยินเด็กสาวพูดเรื่องราวของตนเองจากปาก จางอู่หยางก็มีความสุขมาก เขารู้สึกว่าเขามองใบหน้าเล็กๆนี้ น้ำเสียงใสๆนี้ได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน ช่างเป็นคนที่ทำให้เขาหลงใหลได้จริงๆ
“แล้วทางพี่เป็นยังไงบ้างคะ เห็นว่าเริ่มดูแลเมืองที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว คนที่นั่นยอมรับดีไหมคะ”
“อืม แรกๆก็ไม่ได้ยอมรับมากขนาดนั้น แต่ฉันไปพร้อมอาหาร พวกเขาไม่ยอมรับก็คงจะไม่ได้” จางอู่หยางแค่นหัวเราะออกมา นึกถึงตอนที่คนพวกนั้นปิดประตูประท้วงไม่ยอมให้พวกเขาเข้าเมือง จนกระทั่งเขาเริ่มตั้งหม้อต้มน้ำเพื่อทำข้าวต้ม
เดิมที ด้วยพลังของเขายังสามารถถล่มกำแพงเมืองให้ราบคาบได้ ทว่า...จางอู่หยางคนนี้มีทั้งไม้แข็งและไม้อ่อน ดังนั้นเขาจึงมีวิธีการให้เลือกใช้มากมาย กับการเข้าปกครองครั้งแรก จางอู่หยางตรวจสอบผู้คนที่นี่อย่างดีแล้ว การใช้ชีวิตอยู่ในหุบเหวที่เข้าออกเมืองยากลำบากเช่นนี้ ย่อมมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหาร
ฉะนั้น แทนที่จะต้องเสียแรงกำลังเพื่อข่มขู่ เขาแค่ตั้งหม้อต้มข้าวก็ทำให้พวกเขาเปิดประตูเมืองออกมาคุกเข่าให้แล้ว
“ฉันคงต้องลงทุนอีกพักใหญ่ๆเลย กว่าจะเปลี่ยนพื้นที่นั้นได้ แต่ก็ยังดีที่พวกเขามีของที่ฉันต้องการพอดี” จางอู่หยางไม่ใช่คนที่ลงทุนอะไรแล้วไม่หวังผลตอบแทน
เขาได้เป็นเจ้าเมืองขนาดเล็กที่เพาะปลูกอะไรก็ไม่ค่อยดี หากแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พวกนั้นจะหาให้ได้ และมันก็เป็นสิ่งที่ทางการของอาณาเขตอัศวินหงส์ขาวต้องการด้วย มันก็คือ “แร่เหล็ก” ที่อยู่ใต้หุบเหวนั่นเอง
ที่ผ่านมาพวกเขาก็ใช้แร่เหล็กเพื่อแลกเปลี่ยนอาหารมาเสมอ แม้สภาพเป็นอยู่จะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนในหมู่บ้านกินอิ่มนอนหลับ ทว่า...หลังจากมีการนำเข้าแร่เหล็กจากอาณาเขตอื่นที่ขุดได้มากกว่า เดินทางได้สะดวกกว่า ราคาถูกกว่ามาก ไม่น่าแปลกใจเลยที่ความต้องการจะลดลงไป
แร่เหล็กที่ควรจะขายได้ก็ขายไม่ได้แล้ว ทางการก็ไม่สนับสนุน แม้แต่เจ้าเมืองคนก่อนก็ยังพยายามหาทางหนีรอด ไม่อยากดูแลเมืองที่ไม่มีอนาคตพวกนี้แล้ว
สุดท้ายก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็น หลายครอบครัวเริ่มจะอดอยากล้มตายเพราะทรัพยากรไม่เพียงพอ การขุดเอาแร่จากเหมืองนั้นจะต้องใช้กำลังสูงมาก แถมยังมีส่วนที่เป็นมลพิษและอาจจะได้รับบาดเจ็บด้วย ดังนั้นนอกจากอาหารแล้วก็ยังมียานี่แหละที่พวกเขาต้องการ
จางอู่หยางไปพร้อมกับของทุกอย่างที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว
“ฉันเตรียมจะทำโรงตีเหล็กที่นั่น ถ้าการขายแร่เหล็กนั้นได้ไม่คุ้มทุน อย่างนั้นก็ทำอาวุธออกมาขายเสียเลย แม้ว่ามันจะมีต้นทุนสูงกว่า แต่ราคาขายก็ได้มากกว่า นอกจากนี้...อาจจะมีพวกพ่อค้าที่อยากได้อาวุธพวกนั้นจนเดินทางมาซื้อขายด้วยตนเอง คนในหมู่บ้านไม่จำเป็นต้องเดินทางด้วยซ้ำ”
“แต่....วิชาตีเหล็ก...”
“อืม ฉันตั้งใจว่าจะเอาวิชาตีเหล็กระดับต่ำสัก 2-3 วิชาติดไปด้วย โดยให้พวกเขาทำสัญญา ก่อตั้งเป็นตระกูลใหญ่ในหมู่บ้านนั้น เริ่มจากให้คนของเราเป็นผู้นำตระกูลก่อนเลย”
“พวกเขาจะยอมหรอคะ”
“ไม่ยอมก็คงไม่ได้ อีกอย่าง...ฉันไม่ต้องการคนที่แข็งแกร่งหรือคนที่มาจากครอบครัวใหญ่ แค่ต้องการคนที่จะยอมเป็นคนของฉันก็เท่านั้น เพราะสุดท้ายทั้งความแข็งแกร่งของพวกเขา หรือการสร้างตระกูลใหญ่นั้น...ฉันสามารถปรับปรุงให้ได้”
เห็นท่าทางสบายๆของจางอู่หยาง ซูหยวนก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร อีกอย่าง...เธออาจจะแวะเวียนไปที่นั่นด้วยก็ได้ อย่าลืมว่าเธอก็ต้องการจะขยายอำนาจของตนเองเช่นกัน หากประธานจางต้องการสร้างอาวุธที่ขายได้ราคาสูง เธอก็มีวิธีที่จะช่วย
“พี่จางพอจะมีคนที่หัวดีหน่อยไหมคะ อ้อ แต่ต้องเอาคนที่จะไปอยู่กับพี่นะคะ”
“หืม? ทำไมหรือ?”
“ฉันก็อยากจะช่วยพี่ช่วยองค์กรอีกแรงค่ะ พอดี...ฉันมีความรู้ที่จะช่วยให้อาวุธของพี่ได้รับการยกระดับมากขึ้น มันคล้ายๆกับวิธีของอัศวินพันปี แต่วิธีของฉันเป็นการใช้พลังงานในการเขียนอักษรเพิ่มศักยภาพให้อาวุธค่ะ”
จางอู่หยางชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่คาดคิดว่าเด็กสาวตัวน้อยนี้จะมีความรู้ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้อยู่ด้วย แถมเธอก็ยังคิดจะสอนคนของเขาอีก ช่างเป็นเด็กที่ใจกว้างเสียจริง
แม้จะดีใจที่ซูหยวนอยากช่วยเขาด้วย แต่เรื่องนี้เขาไม่อาจจะเอาเปรียบเธอได้ จางอู่หยางคิดเล็กน้อยแล้วก็นึกขึ้นได้ว่ามีใครบางคนที่น่าจะทำได้ดี แถมยังเป็นคนที่อยู่ข้างซูหยวนด้วย
“ให้เจ้าหลิ่วโปทำก็ได้นะ”
“คะ?”
“เจ้าเด็กนั่นเป็นคนมีความสามารถ อีกไม่นาน...เขตมลพิษของพวกเราก็คงจะตอบสนองเขาไม่พอ ดังนั้น...ให้เขาไปช่วยที่เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ วิชาความรู้นี้ก็ให้ตระกูลอี้หรือตระกูลอันรับผิดชอบเธอ จากนั้นพวกเราค่อยร่วมมือกันก็พอ”
“นั่น....ได้ค่ะ” อันซูหยวนพยักหน้ารับ ถ้าประธานจางบอกมาอย่างนี้ เช่นนั้นก็เอาตามที่เขาพูดก็แล้วกัน ไม่ว่าจะเป็นขององค์กรหรือของตระกูลเธอ ซูหยวนก็ไม่ติดใจอะไรทั้งนั้น
สุดท้ายสิ่งที่เธอตั้งใจจะมอบให้คนอื่นตอนแรกก็มีแค่ผลึกความรู้ระดับต่ำไม่กี่ตัวอักษรเท่านั้น ขอแค่ให้พวกเขามีความรู้กระจ่างสักวิชาก็พอ แต่หลังจากนั้นก็ให้พวกเขาเอาความรู้นี้ไปสอนคนอื่นแทน ส่วนจะพัฒนาเป็นความรู้ที่ยอดเยี่ยมมากขึ้นหรือไม่ ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาจะต้องใช้เวลาในการฝึกฝน
การพูดคุยหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก ซูหยวนสนใจพื้นที่ที่หมู่บ้านนั้น จางอู่หยางเลยกินไปเล่าไปด้วย บรรยากาศระหว่างทั้งสองค่อยข้างอบอุ่น ไม่มีการพูดหวานแหววรักใคร่อะไร หากแต่เหมือนกับเพื่อนร่วมทางที่สัญญาว่าจะเดินไปด้วยกันตลอดทั้งทาง....
แน่นอนว่ารอบๆห้องยังมีคนของอู่หยางที่รู้สึกว่าตัวตนพวกเขาช่างเจือจางเหลือเกิน คล้ายมีอยู่แต่ก็ไม่มีอยู่ กระทั่งเสียงลมหายใจก็ไม่กล้าปล่อยออกมาดัง หากแต่ยังต้องฟังบทสนทนานี้เพื่อที่จะได้ตอบสนองนโยบายของเจ้านายได้ตามต้องการ
กว่าจะแยกย้าย เวลาก็ผ่านไปมากแล้ว ทั้งสองคนกลับไปยังที่พักของตนเอง ซูหยวนก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าไปในพื้นที่เชื่อมมิติอีกครั้ง เธอคาดหวังว่าการเข้าพื้นที่ต่อไปจะทำให้ได้รับอุปกรณ์เสริมพลังขึ้นมาอีก หรือไม่ก็ยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเองให้มากหน่อย
ด้วยการที่เป็นเจ้าของพื้นที่เชื่อมมิติมากขึ้น เธอมีทรัพยากรให้แมลงกัดกินมากขึ้นจึงอนุญาตให้พวกมันเพิ่มจำนวนอย่างไม่จำกัด ขอแค่ยังอยู่ในพื้นที่เชื่อมมิติพวกนั้นเพื่อล่าทรัพยากรมาให้เธอก็พอ ดังนั้นตอนนี้เธอก็ไม่มั่นใจแล้วว่าครอบครองพวกมันถึงพันตัวแล้วหรือไม่
จำนวนพวกหนูทองลายขาวทะลุพันตัวไปนานแล้ว แต่เพราะพวกมันเป็นผู้ช่วยทำงานที่ยอดเยี่ยม ยิ่งจำนวนเพิ่มขึ้นก็ยิ่งทำให้ทรัพยากรที่ได้รับมาเพิ่มขึ้นไปด้วย หากจะบอกว่าจำนวนของเผ่าพันธุ์ไหนมีปัญหามากที่สุด คงต้องบอกว่าเป็นพวกเสี่ยวหยินแล้ว
นอกจากเสี่ยวหยินที่ได้ยินและนอนอยู่ในฟาร์มของเธอตลอดเวลา เสี่ยวหยินก็สั่งให้ลูกน้องของมันเข้าๆออกๆพื้นที่นี้ เพราะจำนวนของสุนัขทมิฬไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนเผ่าพันธุ์อื่นๆ ต่อให้จะออกลูกได้ครั้งละ 4-5 ตัว ทว่าขั้นตอนกินเวลานานมาก
แต่โชคดีที่ความแข็งแกร่งแรกเกิดของพวกมันค่อนข้างสูง ไม่เหมือนกับหนูทองลายขาวหรือไก่ลาวาที่ต้องฝึกฝนกันให้ดี สุนัขทมิฬพวกนี้เกิดมาก็รู้จักวิธีการล่าเหยื่อเลย สุดท้ายความแข็งแกร่งของพวกมันจึงพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้จะมีแค่ไม่กี่ร้อยตัว แต่ก็มีความแข็งแกร่งเทียบกับกองทัพขนาดใหญ่แล้ว
“เจ้านาย..” ราชินีตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์ผู้มาใหม่รู้ตัวดีว่ามันอ่อนแอที่สุด แม้จะได้รับธารน้ำที่ยอดเยี่ยมทุกวันจนทำให้ชะล้างความสกปรกและพิษร้ายออกไป แถมยังปรับปรุงให้เป็นผู้มีพิษไว้ทำร้ายผู้อื่นได้ กระนั้น...มันก็ยังกระหายความแข็งแกร่งที่มากขึ้นอยู่ดี
ซูหยวนที่เพิ่งเข้ามาในเขตก็เห็นราชินีตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์รอพบเธออยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นจึงได้ให้เวลากับพวกมัน
“มีอะไรรึเปล่า”
“เจ้านาย....ถึงพวกเราตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์จะเพิ่งมาถึงที่นี่ แต่...พวกเราก็ต้องการความแข็งแกร่งเหมือนกัน เพื่อไล่ตามเจ้านายและสนับสนุนเจ้านายได้ ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายหรือความแข็งแกร่งในเรื่องความรู้ก็ตาม ก่อนหน้านี้เจ้านายมอบหน้าที่ในการเขียนอักษรกับพวกหนูทองลายขาว แน่นอนว่านั่นก็ดี...แต่พวกหนูทองลายขาวมีงานในมือมากแล้ว ถ้าเจ้านายไม่รังเกียจพวกเรา อยากให้พวกเราช่วยบ้างก็ได้...”
ตอนแรกซูหยวนคิดว่าเจ้าราชินีตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์จะมาหาเธอเพื่อขอให้เธอพาเข้าพื้นที่ล่าไปด้วย อยากจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเองเหมือนที่ราชินีผึ้งน้อยทำ ทว่า...เธอไม่ได้คาดคิดเลยว่ามันจะมาขอให้เธอมอบหมายงานให้มันทำบ้าง
ต่อให้เป็นงานที่พวกมันไม่ถนัดอย่างการเขียนอักษร พวกมันก็ยังจะพยายามทำเพื่อเธอ!
เห็นแววตาจงรักภักดีในระดับสูงของพวกมันแล้ว ซูหยวนก็รู้สึกพอใจไม่น้อย ดูท่าว่าตอนนี้เธอจะใช้งานตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์ได้แล้วสินะ
เหมือนกับพวกเสี่ยวหยินและสัตว์กลายพันธุ์อื่นๆในพื้นที่เขตมลพิษ พวกเขาเข้ามาในฟาร์มของเธอแล้วจะรู้สึกเคารพเธอมากเป็นพิเศษ จริงอยู่ที่ระบบช่วยส่วนหนึ่ง กระทั่งราชินีผึ้งน้อยที่เคยมีเจ้านายมาก่อนก็ยังถูกระบบทำให้มีความภักดีในระดับต้นแล้ว แต่...พวกกลายพันธุ์พวกนี้เคยใช้ชีวิตดีๆที่ไหน
เมื่อได้รับโอกาสจากเธอให้เข้ามาดินแดนสวรรค์ พัฒนาร่างกายและสติปัญญาจนอยู่ในระดับสูงก็ยิ่งเคารพเธอ บูชาเธอสุดหัวใจ
“ไม่ต้องกังวล ฉันเตรียมงานดีๆเอาไว้ให้แล้ว” ซูหยวนตอบรับคำขอนั้น เธอยิ้มให้ราชินีตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์ และนั่นก็ทำให้มันดีใจจนน้ำตาเกือบร่วง!
………………………………