บทที่ 539 พิษร้ายของผู้นำสูงสุด (อ่านฟรี 26 ส.ค. 69)
บทที่ 539 พิษร้ายของผู้นำสูงสุด (อ่านฟรี 26 ส.ค. 69)
บทที่ 539 พิษร้ายของผู้นำสูงสุด
ภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่เช่นนี้ทำเอาผู้ติดตามทั้งหมดรู้สึกอับอาย ผู้อำนวยการสถาบันอันดับหนึ่งไม่ได้คิดว่าเรื่องมันจะออกมาแบบนี้ ดังนั้นเขาจึงรีบยื่นหน้าเข้าไปไกล่เกลี่ยทันที
“เอ่อ ท่านผู้นำสูงสุดครับ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ทำไมพวกเราไม่เดินไปคุยกันไปล่ะครับ ให้นักเรียนอันไปส่งท่านที่ทำงาน ระหว่างนี้ก็พูดคุยกันไปด้วย เมื่อท่านถึงที่ทำงานก็จะได้เริ่มอนุมัติงานใหญ่ทันที...”
คำพูดของเขาเหมือนเป็นทางออกให้กับทุกคน ถ้าหากผู้นำสูงสุดไม่ได้โง่งมเกินไปนัก เขาก็ควรจะตกลง แต่...แทนที่ชายชราคนนี้จะยอมรับคำแนะนำ เขากลับกอดอกอย่างตั้งใจแล้วเชิดหน้าขึ้น
“หากฉันยังเป็นผู้นำสูงสุดอยู่ ฉันก็ต้องมีอำนาจมากพอที่จะพูดคุยกับใครก็ได้ แม้แต่สั่งเลื่อนการประชุมออกไปเช่นกัน!” เขาว่าอย่างนั้นแล้วส่งสัญญาณให้อันซูหยวน ทำเหมือนกับเพื่อนเล่นสองคนที่ต้องการหนีผู้ปกครองไปวิ่งเล่นหลังเลิกเรียน
ซูหยวนมองภาพนั้นด้วยความสนใจ ชายชราคนนี้...เธอรู้สึกเหมือนว่าเขาทำให้ผู้คนมีพรสวรรค์ในการทำให้ผู้คนเอือมระอาจริงๆ ทว่า...ภายใต้หน้ากากที่ดูโง่ยิ่งกว่าเด็ก 5 ขวบ ซูหยวนกลับรู้สึกว่าเขามีความคิดอ่านบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้การกระทำนี้
“วิ่ง!” จู่ๆชายชราก็ตะโกนลั่น พร้อมกับใช้พลังงานของเขาเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหว การกระทำนี้สร้างความประหลาดใจและตกตะลึงให้ผู้คนอย่างมาก
“อะ อะไรน่ะ!!” ไม่ใช่แค่พวกผู้ติดตามเท่านั้นที่ตั้งตัวไม่ทัน แม้แต่พวกนักเรียนก็เป็นเหมือนกัน ทุกคนอ้าปากค้างเหมือนกับได้เห็นเรื่องตลกครั้งใหญ่ ทว่าในตอนที่ทุกคนไม่ทันได้ตั้งตัว ชายชราก็ปรากฏตัวออกไปข้างนอกแล้ว ในขณะที่ข้างกายของเขาก็มีอันซูหยวนที่เคลื่อนไหวรวดเร็วเช่นกัน
ชายชราวิ่งด้วยเท้าทั้งสองของเขาพร้อมกับหัวเราะเหมือนเด็กน้อย ในขณะที่อันซูหยวนอยู่บนหลังของหนูทองลายขาวที่ขยายขนาดขึ้นมา 2.5 เมตร ทำให้ทั้งสองคนไล่ตามกันไปทั้งอย่างนั้น
ซูหยวนไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงให้หนูทองลายขาวเคลื่อนไหวไปตามทางที่ชายชรานำไป ผ่านอาคารใหญ่โตหลายๆแห่งไป ซูหยวนยังสงสัยอยู่ว่าเป้าหมายของเขาคือที่ไหนกันแน่ ก่อนที่จู่ๆชายชราผู้สนุกสนานจะหยุดลงที่หน้าสถานที่แห่งหนึ่งที่ซูหยวนคุ้นเคยเหลือเกิน...
หญิงสาวเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ชายชราหัวเราะออกมาก่อนจะพูด
“ที่นี่น่าจะดีใช่ไหม” ไม่รู้ว่าคำถามของเขาต้องการคำตอบอย่างไร ซูหยวนมองไปยังอาคารข้างหน้าแล้วแค่นหัวเราะออกมา ชายชราผู้นี้...ดูเหมือนจะไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ
“ถ้าท่านผู้นำสูงสุดต้องการพูดคุยไปด้วยพร้อมกับชื่นชมแปลงเพาะปลูกของฉันไปด้วยก็ไม่มีปัญหาค่ะ”
“โอ้ แน่นอนว่าต้องอยากดูอยู่แล้ว ได้ยินว่าพลทหารพิเศษอันเชี่ยวชาญในการทำการเกษตรกรมากๆ ฉันอยากรู้จริงๆว่าเกษตรกรกับนักล่า...ทำไมจึงกลายเป็นคนๆเดียวกันได้ แถมยังทำได้ดีทั้งสองอย่างเสียด้วย”
“เช่นนั้นก็เชิญข้างในเถอะค่ะ”
ราวกับชายชราผู้นี้เข้าใจดีว่าคงไม่มีที่ไหนปลอดภัยสำหรับเขาอีกแล้ว ต่อให้จะไปที่ร้านอาหารสุดหรู คนของผู้นำก็ยังกระจายอยู่รอบๆ เขาวิ่งไปรอบๆก็ลบร่องรอยของตนเองไปได้มากแล้ว คนตามหาจะต้องปวดหัวไม่น้อยเลย
ที่สำคัญที่สุด...แปลงเพาะปลูกเป็นพื้นที่ที่สามารถตรวจจับได้ว่าในพื้นที่นี้มีคนเข้าออกมากหรือน้อย โดยเฉพาะแปลงเพาะปลูกของอันซูหยวน ถ้าต้องการเข้ามาข้างในนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
การเลือกของเขาดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจนัก หากแต่ผ่านการพิจารณาและวิเคราะห์มาอย่างดี เลือกพื้นที่ของซูหยวนจะไม่มีทางถูกคนอื่นได้ยินแน่ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
ซูหยวนในฐานะเจ้าบ้านเดินเข้ามาก่อน เธอเชิญให้ผู้นำสูงสุดเข้ามาก่อนจะส่งสัญญาณให้หนูทองลายขาวตรวจสอบดู ถ้ามีคนต้องการเข้ามาในพื้นที่ เช่นนั้นก็ต้องแจ้งให้เธอรู้ล่วงหน้าก่อน แม้ว่าสิ่งที่ผู้นำสูงสุดจะพูดอาจเป็นแค่เรื่องไร้สาระ แต่ซูหยวนก็ยังอยากจะคาดหวังกับความ “พิเศษ” ของเขาอยู่
ทั้งสองเดินเข้ามาด้านใน เวลานี้แปลงเพาะปลูกของเธอเหลือแค่ผู้คุ้มกันที่เป็นนักล่าระดับต่ำ 2 คนเท่านั้น เห็นซูหยวนเดินเข้ามากับแขก พวกเขาอยากจะมาต้อนรับในคราแรก แต่เธอก็โบกมือให้พวกเขากลับไปทำหน้าที่ตรวจตราด้านนอกเหมือนเดิมแล้ว ดังนั้นในแปลงเพาะปลูกนี้จึงเหลือแค่เธอและผู้นำสูงสุดเท่านั้น
“แปลงเพาะปลูกพวกนี้กำลังปลูกสมุนไพรหรือ? แต่เป็นสมุนไพรที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย หรือว่า...เป็นสมุนไพรที่ใช้สำหรับการทำยาพิเศษเหล่านั้น?” ชายชราพูดด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาทำเป็นไม่รู้ว่าเรื่องนี้สมควรเก็บเป็นความลับสุดยอด
พืชสมุนไพรที่ไม่เคยเพาะปลูกในเขตมลพิษมาก่อน หากผู้คนข้างนอกรู้เข้า ไม่รู้ว่าพวกเขาจะจัดการอย่างไรกับแปลงเพาะปลูกของเธอ
ห้ามไม่ให้เพาะปลูกต่อ ยึดแปลงเพาะปลูกพวกนี้เอาไว้ ปล่อยให้เธอได้ทดลองเพาะปลูกต่อไป หรือ....อาจจะแอบเก็บข้อมูลแล้วขโมยเอาเมล็ดพันธุ์ไปเพาะปลูกบ้าง?
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ทั้งนั้น ซูหยวนไม่เคยคิดว่าแผนการของเธอจะราบรื่นดีไปทั้งหมด ต่อให้มีองค์กรนักล่าสกุลจางอยู่เบื้องหลัง ทว่า...การที่จะให้คนยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ
“ท่านผู้นำสูงสุดมีความรู้ในการเพาะปลูกหรือคะ หรือว่า...มีความรู้เรื่องการทำยา?” หญิงสาวไม่ได้ตอบคำถาม หากแต่ถามเขากลับไป
“ฮ่าๆ ฉันไม่ได้มาจากตระกูลทั้งสองหรอกนะ ต้นตระกูลของฉันเป็นนักล่านี่แหละ แต่เพราะความสามารถของฉันในการล่าสัตว์กลายพันธุ์ต่ำเตี้ยเกินไป พลทหารพิเศษน่าจะเห็นแล้วว่าพลังงานของฉันต่ำมาก วิ่งไปรอบๆเมืองแค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว”
“เรื่องการเป็นนักล่า จึงทำได้แค่วางไว้เท่านั้น ฉันออกมาจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งแล้วเข้าสถาบันแผนและกลยุทธ์ท่ามกลางเสียงคัดค้านของครอบครัว แต่ก็นั่นแหละ...สุดท้ายฉันก็จบจากสถาบันใหญ่โตนี้แล้วกลายเป็นทหารฝ่ายกลยุทธ์ทันทีด้วยความโชคดี ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะตำแหน่งว่าง แล้วฉันบังเอิญอ่านหนังสือได้ตรงโจทย์พอดี อาจจะไม่ได้กลายเป็นทหารตั้งแต่ตอนเรียนจบก็ได้”
“ถ้าฉันไม่ได้งาน ตาแก่ก็จะจับฉันไปทำงานให้ตระกูลอีก เขาบอกว่าฉันทำหน้าที่เป็นผู้วางแผนให้กลุ่มนักล่าได้ แต่ฉันไม่ได้อยากจะออกไปพื้นที่ล่าเสียหน่อย สู้กันมาตั้งนาน...สุดท้ายฉันก็ชนะ”
“ได้กลายเป็นทหารที่ช่วยเหลือมนุษย์ชาติจนทำให้ครอบครัวสบายใจ พวกเขาไม่คาดหวังกับคนไม่ได้เรื่องอย่างฉันอีก และนั่นก็ทำให้ฉันผ่อนคลายมาก”
“พอได้ทำอะไรที่ชอบ ก็รู้สึกมีความสุขทั้งนั้น ฉันชอบอ่านหนังสือก็เลยใช้เวลาว่างหาความรู้ไปด้วย น่าเสียดายที่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาเลย ทำแต่งาน จัดการเอกสารกองโต รู้สึกเหมือนหัวกำลังจะระเบิดออกมาแล้ว คนพวกนั้นอยากจะฆ่าคนแก่อย่างฉัน คงไม่อยากให้ฉันอายุยืนนัก!” เห็นชายชราหัวเราะออกมาแบบนี้ ซูหยวนก็แค่ยิ้มตามเท่านั้น
เธอรู้ดีว่าการที่ต้องทำงานทั้งวัน หลังจากนั้นก็ได้มีช่วงเวลาของตัวเองนั้นมีความสุขขนาดไหน เหมือนที่เธอทุ่มเวลาไปกับงานหลัก แล้วตอนเย็นก็มาเล่นเกมอย่างเพลิดเพลินนั่นแหละ ชายชราคนนี้แค่มีความสุขกับการอ่านหนังสือ แต่...เธอไม่ได้เชื่อทั้งหมดที่เขาพูดหรอกนะ
โชคดี บังเอิญ นี่เป็นคำอธิบายที่ชายชราพยายามยัดเยียดเข้ามาเพื่อทำให้คนฟังรู้สึกว่าเขาไม่มีพิษภัยอะไร กระนั้น...คำพูดเหล่านี้คงใช้ได้กับแค่พวกที่อยากอยู่เหนือกว่าคนอื่นเท่านั้นแหละ ซูหยวนที่มองทุกอย่างด้วยเหตุผล เธอไม่เชื่อว่าจะมีเรื่อง บังเอิญ หรือความโชคดี ที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาเช่นนั้นหรอก
“ท่านผู้นำสูงสุดคงไม่ได้ใช้พลังงานธาตุพิเศษที่เรียกว่า “โชคดี” กับ “บังเอิญ” หรอกใช่ไหมคะ” ได้ยินเธอถามสวนกลับมาอย่างนั้น ดวงตาของชายชราก็มีประกายเล็กน้อย เขาหัวเราะออกมาก่อนจะพูด
“บางทีพลังของฉันอาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้” เห็นคนหัวเราะออกมาไม่ปฏิเสธเรื่องนี้อีก ซูหยวนก็รู้ว่าหลังจากนี้ควรจะเป็นบทสนทนาที่แท้จริงของอีกฝ่าย เธอจึงรออย่างใจเย็น ซึ่งชายชราก็เริ่มพูดขึ้นมาจริงๆ
“น่าเสียดายที่ช่วงนี้พลังของฉันไม่ค่อยทำงาน พลทหารพิเศษอันพอจะมีวิธีที่ช่วยให้ฉันโชคดีอีกไหม เฮ้อ เรื่องปวดหัวเกิดขึ้นมากมาย ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายติดต่อกันมาหลายวันแล้ว ตอนแรกได้ยินว่าพลทหารพิเศษอันช่วยเหลือพันเอกที่แข็งแกร่งได้ถึงสองคน แถมยินดีจะขายยาให้กับพวกเราด้วย น่าเสียดายที่ติดเรื่องกฎหมายการทำยาที่พวกองค์กรทำยาบัญญัติเอาไว้”
“แต่...ฉันก็เข้าใจอย่างดีเลยว่าทำไมกฎนี้ไม่ควรทำลาย หากไม่มีกฎพวกนี้...เหล่าคนชั่วทั้งหลายอาจจะเอายาไม่ดีมาขายก็ได้ ผู้คนมากมายจะได้ซื้อยาในราคาถูกเพราะไม่มีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ อย่างนั้นผู้ทำยาที่มีฝีมือและต้นทุนจริงๆก็แข่งขันในตลาดไม่ได้ ดีไม่ดีอาจจะถูกทำยาเลียนแบบ จากนั้นก็ต้องรับเคราะห์เพราะผู้บริโภคเข้าใจผิด”
“กฎที่มีมาเป็นร้อยๆปีย่อมต้องมีข้อดีของมัน อ่า...นี่เป็นสิ่งที่ฉันฟังองค์กรผู้ทำยามาตลอดหลายวันที่มีการประชุมเรื่องนี้ ถึงอย่างนั้น...ยาของพลทหารพิเศษอันก็มีประโยชน์ต่อกองทัพจริงๆ ไม่สิ! ต้องบอกว่ามีประโยชน์กับมนุษย์ชาติจริงๆ หากไม่ได้ใช้ยาของพลทหารพิเศษอันก็เหมือนกับการพัฒนายังคงล่าช้าไปอีกหลายสิบปี”
“ทั้งสองอย่างนี้ ถกเถียงกันทุกวัน ฝั่งหนึ่งอยากให้อนุมัติ ฝั่งหนึ่งก็ไม่ยอมเด็ดขาด ฉันแก่แล้ว ฟังทุกวันก็ปวดหัว รู้สึกเหมือนอยากจะอาเจียนออกมาอย่างไรอย่างนั้น”
“วันนี้ตั้งใจจะมาเดินเล่น สุดท้ายโชคดีของฉันทำงานอีกครั้งจนทำให้พบพลทหารพิเศษอันโดยบังเอิญ ฉันก็เลยอยากจะถามพลทหารพิเศษอันตรงๆ....ถ้าพลทหารพิเศษอันไม่ว่าอะไรชายชราที่โง่เขลาผู้นี้ ฉันก็อยากรู้ว่าทำไม...พลทหารพิเศษอันจึงไม่สอบเป็นผู้ทำยาเสียเลยล่ะ”
คำถามสุดท้ายที่เหมือนจะถามออกมาง่ายๆ ใครๆก็ถามมันได้ หากแต่ซูหยวนกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เพราะตอนที่เธอได้ยินประโยคนี้ ซูหยวนกลับรู้สึกได้ว่าความต้องการของผู้พูดก็คือ “ตำหนิ” โดยตรง
สำหรับเขาและคนอื่นๆ ซูหยวนคงเป็นตัวปัญหาเพียงหนึ่งเดียว ทรัพยากรข้างหลังของเธอยังไงก็ต้องการ แต่เงื่อนไขของเธอสูงเกินไป หากเธอแค่ยอมทำตามกฎขององค์กรผู้ทำยา เรื่องจะบานปลายมาถึงขนาดนี้เลยหรือ?
แค่ให้เธอสอบเป็นผู้ทำยา นำยาเหล่านั้นขึ้นทะเบียนสุ่มตรวจคุณสมบัติ ปัญหาพวกนี้ก็จบไปแล้ว ทว่าซูหยวนกลับไม่ทำ เธอมอบเงื่อนไขที่ยากเกินกว่าจะรับได้มาให้ เกิดเป็นปัญหาและข้อถกเถียงจนถึงตอนนี้ ในฐานะผู้นำสูงสุดแล้ว...เขารู้สึกว่ามีงานมากมายที่รอตนเองไปจัดการ กลับต้องมาวุ่นวายกับเรื่องไร้สาระพวกนี้อีก...
การสอบเป็นผู้ทำยาไม่ใช่เรื่องยาก ได้ยินว่าเธอก็ผ่านวิชาเรียนทำยาไปแล้วอย่างสบายๆ อีกทั้งคุณชายตระกูลเหอคนนั้นก็ยังบอกด้วยว่าฝีมือการทำยาของเธอยอดเยี่ยมมาก นี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าคุณสมบัติของเธอไม่มีข้อไหนไม่ผ่านเลย ถ้าอย่างนั้น...การรับเข้าทดสอบเป็นเรื่องยุ่งยากตรงไหน?
ผู้นำสูงสุดรู้สึกเหมือนว่าอันซูหยวนแค่ต้องการ “ท้าทาย” และทำลายระบบเดิมเพื่อผลประโยชน์อื่นๆ และใช่...เขาคาดเดาได้ถูกต้องแล้วจริงๆ
ซูหยวนไม่ได้ต้องการจะเป็นผู้ทำยาที่ได้ขึ้นทะเบียน แต่เธอต้องการเก็บสูตรลับเอาไว้ แถมยังอยากจะครอบครองตลาดผู้ทำยาทั้งหมด รับซื้อยาจากที่หนึ่งไปขายอีกที่หนึ่ง แล้วเอาจากอีกที่หนึ่งกลับมาขายเพื่อทำกำไรที่สูงกว่า เป็นแผนการที่จะทำให้เธอได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่...เพื่อผลประโยชน์เหล่านี้ เธอกลับไม่ต้องการเจอกับความวุ่นวายใดๆเลย เรียกว่าไม่ต้องการรับผิดชอบต่อสังคมเลยสักนิด
เงื่อนไขของเธอก็คือการที่ใครอยากจะเอายาออกมาขายก็ขายได้ วัตถุดิบก็ไม่ต้องขึ้นทะเบียนกับทางการ หากมีปัญหาใดก็ตรวจสอบไม่ได้ ถึงเขาจะรู้ว่าเธออาจระแวงว่าสูตรการทำยาจะถูกผู้อื่นขโมยไป แต่...เขารู้ว่ายาพวกนั้นมาจากที่ไหน
ยาวิเศษพวกนั้นมีวัตถุดิบมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้คนอื่นอยากจะขโมยวิธีการทำยาก็คงทำไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเธอจะต้องกลัวอะไรอีก
สองคนจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้น สุดท้ายเป็นซูหยวนที่หัวเราะออกมา เธอคิดอยู่แล้วว่าชายคนนี้ไม่ธรรมดา ภายนอกเขาดูเหมือนไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว แต่เบื้องหลังคำพูดนั้นต้องคิดซับซ้อนวกวนถึงจะหาคำตอบได้จริงๆ
เธอที่เหมือนเด็กสาวกำลังถูกตำหนิต่อหน้าผู้ใหญ่ รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ทว่า...ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น พลังงานของอีกฝ่ายกดดันเข้ามาเหมือนอำนาจของบิดามารดาที่กำลังดุลูกน้อย แต่...ซูหยวนก็แค่ใช้พลังของเธอผลักดันกลับไป แค่นี้เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
“ฉันไม่กล้าเข้าทดสอบหรอกค่ะ”
“หมายความว่า...”
“องค์กรที่ยิ่งใหญ่แบบนั้น ฉันจะกล้าเข้ารับการทดสอบได้อย่างไรคะ ฉันเข้าไปที่นั่นก็เหมือนเด็กสาวที่ไม่มีเกราะป้องกันให้ตนเอง สุดท้ายอาจจะถูกกัดกินจนไม่เหลือเนื้อหนังก็ได้”
“พลทหารพิเศษอันกลัวหรือ? ฉันได้ยินว่าคนของสกุลเหอ สกุลเหลียน และยังมีประธานจางที่อยู่ฝั่งเธอ เช่นนั้นก็น่าจะมีแต่คนอื่นกลัวนะ ไม่น่าจะต้องกลัวใครแล้ว ฮ่าๆ” ชายชราหยอกล้อกลับมา แต่ซูหยวนรู้ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องตลก
บรรยากาศรอบๆตัวเปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง แม้ทั้งสองคนจะยังยิ้มอยู่ แต่มันให้ความเยือกเย็นไปจนถึงด้านหน้าแปลงเพาะปลูกที่พวกนักล่าระดับต่ำประจำจุดอยู่เลยด้วยซ้ำ...
……………………….