LNCrawler

บทที่ 541 คุณสมบัติแรก (อ่านฟรี 28 ส.ค. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 541 คุณสมบัติแรก (อ่านฟรี 28 ส.ค. 69)

บทที่ 541 คุณสมบัติแรก

 

เมื่อได้ยินการประกาศ ซูหยวนก็เดินหาตำแหน่งของตนเองทันที เธอมองเห็นชื่อ “อันซูหยวน หมายเลข 14” ติดเอาไว้ ข้างบนมีอุปกรณ์อย่างพวกขวดแก้ว หลอดดูด ตะเกียงไฟ และสารเคมีต่างๆที่วางเอาไว้เหมือนกับห้องทดลองขนาดเล็ก อีกโต๊ะหนึ่งก็ยังมีกระดาษกับปากกาวางอยู่ด้วย แยกกันชัดเจนระหว่างการทดสอบความรู้ทางทฤษฎีและการทดสอบภาคปฏิบัติ

            

ผ่านไปประมาณ 5 วินาที ซูหยวนก็ยกมือขึ้นพร้อมกับนักเรียนอีก 2 คนที่อยู่รอบๆ กรรมการค่อยๆเดินเข้ามาหาพวกเธอเพื่อให้ความช่วยเหลือ

 

“เกิดอะไรขึ้นผู้เข้าแข่งขันอันซูหยวน” ได้ยินคำถามนั้น เธอก็ชี้ไปยังบีกเกอร์ที่วางเรียงรายอยู่

 

“ฉันคิดว่าบีกเกอร์ของตนเองมีไม่ครบค่ะ” ข้างหน้าของเธอมีบีกเกอร์ขนาด 10ml, 25ml, 50ml, 100ml และ150ml 

            

ถ้ามองผิวเผินแล้วดูไม่มีปัญหาอะไร ทว่าเมื่อมองดูของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆที่มีถึง 250ml ซูหยวนจึงต้องการเรียกให้กรรมการจัดเตรียมให้ครบเหมือนกัน แน่นอนว่าถ้าพวกเขาเห็นว่าไม่สำคัญที่จะต้องใช้ขนาดใหญ่สุดนี้ เธอก็แค่ยืนยันกับตนเอง ทั้งยังตัดการทดลองหลายๆชนิดออกไปได้ด้วย

 

“โอ้ ยังขาดบีกเกอร์ชนิดไหนหรือ?”

 

“ขนาด 250ml ค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้หรือไม่”

 

“เช่นนั้นหรือ? คาดว่าคนเตรียมให้คงจะไม่ทันได้สังเกต เดี๋ยวจะให้เอามาเพิ่มให้นะ แล้วมีอย่างอื่นที่ต้องการให้ช่วยอีกหรือไม่

 

“แน่นอนค่ะ นอกจากบีกเกอร์ที่มีไม่ครบเหมือนคนอื่นแล้ว ฉันก็ยังเห็นว่าสารเคมีสองชนิดนี้ของฉันมีสีผิดปกติค่ะ รบกวนกรรมการตรวจสอบให้อีกครั้งนะคะ” ซูหยวนบอกเช่นนั้น กรรมการก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างพอใจ

 

“ดี ถ้าอย่างนั้นจะได้ให้คนเตรียมให้ใหม่ทั้งหมดเลยก็แล้วกัน”

            

เขาว่าอย่างนั้นแล้วก็ไม่ถามอีก เมื่อซูหยวนเห็นอีกฝ่ายหันหลังกลับไป ราวกับรู้ว่าปัญหาน่าจะหมดเพียงเท่านี้ เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย แอบตรวจสอบสถานการณ์รอบๆจึงเข้าใจ

            

ดูเหมือนว่านี่จะเป็นการทดสอบขั้นแรกของการแข่งขันสินะ หากผู้เข้าร่วมแข่งขันไม่มีความละเอียดรอบคอบในการทำการศึกษาวิจัยต่างๆ เช่นนั้นก็ไม่ควรจะไปต่อ เพราะผลของการวิจัยของพวกเขาอาจจะส่งผลร้ายต่อคนอื่นๆด้วย

            

การคัดเลือกรอบแรกนี้เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด แต่เดิมแล้วการแข่งขันเหล่านี้ไม่มีกฎว่าจะสมัครได้กี่คน หนึ่งสถาบันจะลงแข่งกี่คนก็ได้ ทำให้ในการแข่งขันนี้มีผู้สมัครจากสถาบันวิจัยเกือบ 100 คน รวมกับผู้เข้าร่วมแข่งขันจากสถาบันอื่นๆอีกมาก ถ้าปล่อยให้ทุกคนสามารถเข้ารับการทดสอบได้ เช่นนั้นกรรมการก็จะต้องทำงานหนักเกินไป ดังนั้นเพื่อลดจำนวนผู้มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม การเอาออกไปตั้งแต่ต้นจึงเป็นทางเลือกที่ดี

            

เมื่อครบกำหนดครึ่งชั่วโมง ก็มีสัญญาณเตือนดังนั้น กรรมการทั้งหมดกลับไปประจำที่ของตนเอง ในขณะที่ผู้เข้าร่วมแข่งขันเองก็กระตือรือร้นที่จะเริ่มต้นแล้ว เพียงแต่...

 

“ผู้เข้าร่วมแข่งขันหมายเลข 7, 8 , 12, 15, 19, 27, 28, 29, 39, 44 ..................... ผู้มีหมายเลขดังต่อไปนี้ขอให้ออกมาจากลานแข่งขันด้วย”

 

“ประกาศอีกครั้ง ผู้เข้าร่วมการแข่งขันหมายเลข 7, 8 , 12, 15, 19 ................... ขอให้ออกมาจากลานแข่งขันด้วย” เสียงประกาศของพิธีกรดังขึ้น ทำเอาผู้เข้าร่วมแข่งขันที่ถูกเรียกสับสนไปตามๆกัน

 

“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมพวกเราต้องออกจากการแข่งขันด้วย”

 

“ใช่แล้ว นี่หมายความว่าอย่างไร? ไหนบอกว่านักเรียนทุกคนมีสิทธิ์ในการเข้าร่วมการแข่งขันอย่างไรล่ะ แล้วทำไมพวกเราถึงถูกตัดสิทธิ์ได้กัน!”

 

“ไม่ยุติธรรมเลย จะให้พวกเราออกจากการแข่งขันก็ต้องมีเหตุผลให้ด้วยสิ นี่เป็นการแข่งขันสุ่มดวงรึอย่างไร หากใครโชคดีก็ได้รับอนุญาตให้แข่งขัน ใครโชคร้ายก็ถูกขับออกแบบนี้หรอ? นี่เป็นการแข่งขันของเหล่านักวิจัยจริงๆหรือไง ทำไมไม่เรียกว่าการแข่งขันดวงของนักพนันไปเลยล่ะ!”

 

“พวกเราไม่เห็นด้วย ฉันเป็นตัวเต็งที่อาจจะได้อันดับหนึ่งอันดับสองด้วยซ้ำ ทำไมถึงต้องให้ออกจากการแข่งขันด้วย โปรดตรวจสอบอีกครั้ง หมายเลข 12 ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องออกจากการแข่งขันนี้เลย!”

 

“ฉันเป็นนักเรียนที่ทำงานกับอาจารย์เฉิงเชียวนะ ด้วยประสบการณ์ช่วยงานวิจัยของฉัน ไม่ว่าจะการทดสอบไหนก็สามารถผ่านไปได้ทั้งนั้น ทำแบบนี้ไม่ยุติธรรมเลย”

 

“ใช่แล้ว ต่อให้พวกเรายังไม่เคยทำงานมาก่อน แต่พวกเราก็เรียนรู้อย่างหนักเหมือนกัน พวกเราไม่มีทางยอมรับการตัดสิทธิ์แบบนี้ มันเป็นการเอาเปรียบกันเกินไปแล้ว!”

            

เสียงตะโกนของพวกนักเรียนดังขึ้น กรรมการราวกับรู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ พวกเขาไม่แสดงสีหน้าประหลาดใจเลย กลับกัน...ยังคงใช้ความสงบมองพวกเด็กๆจนกระทั่งพวกเขาค่อยๆเงียบเสียงลง

 

“หมายเลขที่ถูกเรียกก่อนหน้านี้ถูกตัดสินว่าไม่มีความรอบคอบมากพอ ซึ่งมันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนที่จะเป็นนักวิจัยที่ดีในตอนนี้ได้ จำเป็นต้องฝึกฝนและพยายามหาประสบการณ์ให้มากอีกสักหน่อย ดังนั้นขอให้ทุกคนออกมาด้วย อย่าลืมว่าการยอมรับผลก็เป็นหนึ่งในคุณสมบัติเช่นกัน”

 

“แต่ท่านกรรมการ ถ้าพูดถึงคุณสมบัติของนักวิจัยทั้ง 10 ประการแล้ว นอกจากความรอบคอบ และการยอมรับผล ก็ยังมีการตั้งคำถามด้วยนะครับ พวกเราแค่ต้องการรู้สาเหตุที่ทำให้พวกเราต้องตกรอบก็เท่านั้น”

 

“อืม....นั่นก็ถูกต้อง แต่...เรื่องง่ายๆที่แค่สังเกตเล็กน้อยเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องให้พวกเราอธิบายก็ได้ เอาเป็น....นักเรียนอันซูหยวนจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่ง ในฐานะที่เคยทำงานวิจัยจริงๆในกองทัพ ทั้งยังเคยเป็นหัวหน้าห้องวิจัยแล้ว ช่วยอธิบายสาเหตุได้หรือไม่?” 

            

ซูหยวนที่เป็นผู้ชมอยู่ดีๆไม่คาดคิดเลยว่ากรรมการจะโยนหน้าที่นี้มาให้ เธอเหมือนถูกผลักออกไปอยู่หน้ากองไฟอีกครั้ง ทว่า...ก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด

            

เธอเป็นหัวหน้าห้องวิจัยจริงๆ แถมหลังจากนี้ยังต้องใช้คนอีกมาก เด็กๆพวกนี้ต่อไปอาจจะกลายมาเป็น “คนของเธอ” ก็ได้ การสร้างภาพลักษณ์ให้พวกเขาเชื่อมั่นและชื่นชมนั้นไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่

 

“ต้องเริ่มจากการบอกว่าฉันไม่ใช่คนคิดกฎการแข่งขันนี้ขึ้นมาเองเพื่อไม่ให้ถูกเข้าใจผิด...” ซูหยวนเริ่มด้วยประโยคนี้ก็ทำให้พวกกรรมการส่งเสียงหัวเราะออกมาได้

            

ก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นผู้คิดกฎการแข่งขันมาแล้วจริงๆ ดังนั้นจึงถูกจำกัดสิทธิ์เอาไว้ที่การเข้าร่วมการแข่งขันวันสุดท้าย แถมยังไม่อนุญาตให้ลงมือล่าด้วยตนเองอีก 

            

ครั้งนี้เธอได้รับเกียรติให้เป็นผู้อธิบายสาเหตุของการตกรอบ มีสิทธิ์ที่จะถูกคนอื่นๆเข้าใจว่าเพราะรู้กฎมาอยู่ก่อนแล้วจึงทำให้ผ่านการทดสอบนี้ได้ และเธอก็ทำเพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน หากเธอได้อันดับหนึ่งก็จะได้ไม่มีใครอยากจะพูดอะไรขึ้นมาอีก

 

“เชิญต่อเถอะ ไม่มีผู้เข้าแข่งขันคนไหนรู้เกี่ยวกับการทดสอบนี้มาก่อนจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่พลทหารพิเศษอัน...” กรรมการคนหนึ่งพูดตำแหน่งทางทหารของซูหยวนโดยตรง ถือเป็นการยืนยันคำพูดของเธออีกครั้ง พวกนักเรียนจำนวนมากจึงได้สบายใจขึ้นมาก

            

เดิมทีพวกเขากลัวอันซูหยวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคิดว่าเธออาจจะมีสิทธิพิเศษในการกำหนดโจทย์การแข่งขันด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อเธอก็พูด และกรรมการก็พูดแล้ว นี่เป็นการแข่งขันที่ยุติธรรม เช่นนั้น...ขอแค่พวกเขาไม่พลาด แล้วคนอื่นดันพลาดขึ้นมา โอกาสที่จะได้อันดับหนึ่งก็ยังมีอยู่!

            

เห็นความกระตือรือร้นของนักเรียนแล้ว พวกกรรมการลอบมองหน้ากันเอง ถ้าพวกเขารู้ว่าที่มาของบรรยากาศหดหู่นี้มาจากการที่ทุกคนกลัวว่าอันซูหยวนจะมีข้อได้เปรียบจากการแข่งขันอยู่ก่อนแล้ว เช่นนั้นพวกเขาคงจะประกาศออกไปตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ปล่อยให้ภาพการแข่งขันเต็มไปด้วยความอึดอัดเช่นนี้หรอก

 

“ในความคิดของฉัน สาเหตุที่มีคนตกรอบก็คือการขาดคุณสมบัติเรื่องความรอบคอบระมัดระวังในการใช้อุปกรณ์ค่ะ ยกตัวอย่างผู้เข้าร่วมแข่งขันหมายเลข 12 ตรงหน้าของคุณมีช้อนคน 2 ด้ามที่ทำมาจากแก้วอะคาไลท์ ซึ่งเป็นแก้วที่ยอมให้ความร้อนผ่านตนเองไปได้และยังรับเอาความร้อนนั้นไว้ที่ตัว”

 

“หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าช้อนคนอื่นๆอีก 4 ด้าม จะพบว่ามันทำมาจากแก้วเมคาไลท์ ซึ่งเป็นแก้วที่ไม่ยอมให้ความร้อนผ่าน สำหรับการวิจัยหนึ่งงานนั้นควรจะใช้อุปกรณ์จากวัสดุชนิดเดียวกันเพื่อให้ผลการวิจัยถูกต้องที่สุดและไม่ได้รับผลกระทบจากตัวแปรอื่นๆ”

 

“ซึ่งนอกจากช้อนคนทั้ง 2 ที่แตกต่างแล้ว ยังมีสารเคมี 1 ชนิดที่คุณได้ต่างจากคนอื่นๆด้วย สีของมันเป็นสีเขียวเหมือนกับเพื่อน แต่เป็นสีเขียวประกาย ดังนั้น...ถ้านี่เป็นการแข่งขันที่จะต้องทดลองเหมือนกันทั้งหมด คุณจะทำมันไม่สำเร็จ ดังนั้น...ถ้าคุณไม่สังเกตเห็นเรื่องนี้ ต่อให้ผ่านเข้ารอบไปก็ยังตกรอบอื่นอยู่ดีค่ะ”

            

ซูหยวนอธิบายให้ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 12 ฟังอย่างละเอียด เขาอ้าปากพะงาบ ๆ อยากจะโต้แย้ง แต่เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายก็เข้าใจ            

            

หากเรื่องช้อนคนไม่เป็นปัญหาสำหรับการวิจัยของเขา แต่เรื่องสารเคมีล่ะ...มันจะไม่เป็นปัญหาได้อย่างไร

            

ถูกต้อนจนจนมุมเช่นนี้ ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 12 ก็ยกมือขึ้นยอมแพ้ เขารู้แล้วว่าตนเองพลาดท่าไป เดิมทีได้ยินว่าการแข่งขันจะเริ่มขึ้นในอีกครึ่งชั่วโมง ก็เลยไม่ได้ใส่ใจมากนัก ในหัวยังจำรายละเอียดของผลการศึกษาต่างๆ กำลังทบทวนเพื่อไม่ให้ลืมไปหากเจอคำถามเช่นนี้ในการทดสอบ

            

ทว่า...การที่หมกมุ่นแค่เรื่องความรู้อย่างเดียวก็เป็นจุดอ่อนใหญ่ของเขาแล้ว เห็นเพื่อนเดินออกไป หลายๆคนมองตรงหน้าของตนเองอีกครั้งเพื่อตรวจสอบว่ามีอะไรที่ผิดปกติบ้าง แล้วก็ได้พบจริงๆว่าพลาดอะไรไป

            

หลายคนจึงจำยอมเดินออกมาตามคำประกาศ รู้สึกเจ็บใจที่พลาดท่ากับเรื่องง่ายๆที่แค่มองอย่างละเอียดก็เข้าใจทั้งหมดแล้ว

            

พวกนักเรียนปี 3 ที่เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อหาประสบการณ์เพียงเดินคอตกออกไปเท่านั้น สัญญากับตนเองว่าปีหน้าจะตั้งใจให้มากขึ้น ส่วนเด็กนักเรียนปี 4 ที่มาพร้อมกับความหวังอยากแสดงฝีมือเพื่อให้ตนเองเรียนจบก็ถูกรับเข้าเป็นนักวิจัย ตอนนี้ทำได้แค่ร้องไห้ออกไปเท่านั้น

            

บรรยากาศส่วนหนึ่งหดหู่ แต่อีกส่วนก็มีความสุข เมื่อผู้แข่งขันลดลงก็แปลว่าพวกเขาเข้าใกล้โอกาสชนะมากขึ้นแล้ว 

            

กรรมการส่งสัญญาณให้เริ่มการทดสอบรอบต่อไปทันที จากนั้นผู้เข้าร่วมแข่งขันก็ต้องเลือกสีซองกระดาษด้วยตนเองเพื่อรับโจทย์ โดยทั้งหมดมี 3 สี สีแดง สีน้ำเงิน และสีเหลือง 

            

ซูหยวนสุ่มเลือกมาหนึ่งใบได้สีน้ำเงินซึ่งต้องตั้งไว้บนโต๊ะของตนเองเพื่อให้กรรมการได้เห็นการทำงานของพวกเขาหลังจากนี้ เมื่อทุกคนเลือกกันแล้ว...บนกระดานด้านหน้าก็ค่อยๆปรากฏโจทย์ขึ้นมา 3 โจทย์ 

 

“ผู้แข่งขันทุกคนโปรดเลือกทำโจทย์ที่ตรงกับหัวข้อการแข่งขันของตนเอง” เมื่อคำประกาศจบลง พวกนักเรียนผู้เข้าร่วมการแข่งขันก็รีบมองหาสัญลักษณ์ตามสีทันที ทว่า...ไม่ว่าจะมองหาอย่างไร ก็ไม่พบว่าพวกเขาต้องเลือกทำโจทย์ไหนอยู่เลย

 

“กรรมการครับ พวกเราต้องทำโจทย์ไหนกันครับ ไม่เห็นมีสีบอก...”

            

นักเรียนคนหนึ่งร้อนใจ เขากลัวว่าจะทำโจทย์ไม่ทันเวลาจึงยกมือขึ้นถาม แต่ใครจะไปคิดว่าเมื่อเขาร้องถามแบบนี้ พิธีกรก็ประกาศทันที 

 

“ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 7 ขอให้ออกมาจากลานการแข่งขันด้วย”

 

“!!” ทุกคนอ้าปากค้าง ไม่คิดมาก่อนว่าแค่ยกมือถามก็จะถูกออกจากการแข่งขันเสียแล้ว แม้ว่าทุกคนจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่พวกเขาก็ต้องเงียบกันไปตามๆกัน จากนั้นก็มองซ้ายมองขวาราวกับปรึกษากันเองว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

            

ซูหยวนที่อยู่แถว 3 ส่ายหน้าเล็กน้อย กับเรื่องแบบนี้ก็เอามาเป็นมาตรฐานการแข่งขัน แต่ก็นั่นแหละ...คุณสมบัติของนักวิจัยอีกประการคือการช่างสังเกต ดังนั้น...หากตั้งคำถามทั้งๆที่กรรมการบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะไม่อนุญาต นี่ก็คือการผลักตนเองลงหลุมนั่นแหละ

            

เธอพิจารณาโจทย์ทั้งสาม คิดเล็กน้อยแล้วก็เริ่มลงมือทันที

            

การทดสอบแรกยังไม่ใช่การลงมือทดลอง หากแต่เป็นขั้นตอนการคำนวณ ดังนั้นซูหยวนจึงขยับไปที่โต๊ะฝั่งทฤษฎีแล้วเริ่มเขียนหลักการทั้งหมดที่เธอเข้าใจลงไป โดยซูหยวนเลือกทำข้อที่ 3 เนื่องจากเธอลองตรวจสอบโจทย์ในใจและพบว่าผลการทดลองแรกนั้น จะเป็นจริงอย่างมีนัยยะสำคัญก็ต่อเมื่อผลการทดสอบเปลี่ยนเป็นสีแดง ส่วนโจทย์ข้อที่สองจะเป็นสีเหลือง และข้อสุดท้าย...หากเอาสารเคมีสองชนิดผสมกัน ซึ่งเริ่มต้นจะเป็นสีเหลือง ทว่าเมื่อผสมกับสารทดลองที่เป็นตัวแปรหลัก หากผสมได้ถูกต้องจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน

            

ความเข้าใจนี้ได้มาจากการอ่านผลการทดลองจำนวนมากที่กองทัพ นี่ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของพวกนักเรียนจากห้องวิจัย เพราะพวกเขาได้มีโอกาสศึกษาดูงาน รวมถึงเข้าถึงงานวิจัยจำนวนมากได้ ดังนั้นประสบการณ์การวิจัยของพวกรุ่นพี่ที่พวกเขาได้อ่านต่อๆกันมาจะทำให้พวกเขาสามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้

            

………………………………………