LNCrawler

บทที่ 545 อันดับพิเศษ (อ่านฟรี 1 ก.ย. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 545 อันดับพิเศษ (อ่านฟรี 1 ก.ย. 69)

บทที่ 545 อันดับพิเศษ

 

เห็นพวกเด็กๆแสดงเจตจำนงออกมาเช่นนี้ พวกกรรมการไม่รู้ว่าควรจะภูมิใจหรือควรจะเหนื่อยใจกับพวกเขาที่รีบร้อนพูดเกินไปจนไม่ฟังพวกเขาให้จบ

            

ผู้อาวุโสคนหนึ่งยกมือขึ้นเพื่อหยุดสถานการณ์ไม่ให้มันวุ่นวายมากกว่านี้ โชคดีที่บารมีของเขายังสูงมาก เมื่อยกมือครั้งหนึ่งก็ทำให้เด็กๆเงียบเสียงลงไปได้ ดังนั้นกรรมการที่เป็นตัวแทนในการประกาศผลการตัดสินใจจึงสามารถพูดขึ้นมาได้เสียที

 

“เด็กๆยังไม่ต้องรีบร้อนเกินไป ที่พวกเราตัดสินใจไม่ให้ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 14 ได้คะแนนตามการแข่งขันของนักเรียนระหว่างสถาบันไม่ใช่จะตัดสิทธิ์ของเธอ แต่พวกเราได้ปรึกษากับเหล่าผู้นำแล้ว และสรุปกันว่า...”

 

“ต่อไปนี้ หากมีผู้เข้าร่วมแข่งขันคนอื่นๆในอนาคตที่ทำได้เกินจากเกณฑ์ที่พวกเรากำหนด จนถึงขั้นสามารถประกาศทฤษฎีใหม่ หรือล้มเลิกแนวคิดเก่าๆได้ นักเรียนที่เข้าร่วมแข่งขันคนนั้นจะถูกยกออกไป ไม่เอามารวมกับเหล่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ โดยจะให้เป็นอันดับพิเศษแทน” เมื่อเขาพูดการตัดสินใจจนจบ สีหน้าของเด็กๆก็ยังดูสงสัยอยู่ แต่ก็เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

 

“อันดับพิเศษคืออะไรหรอครับ”

 

“เช่นนั้นคุณอันซูหยวนก็จะได้อันดับพิเศษนี้ด้วยใช่ไหม”

            

เห็นพวกเด็กๆเอ่ยถามขึ้นมา แถมยังไม่โวยวายเหมือนก่อนหน้านี้ เหล่ากรรมการก็พอใจมากขึ้น พวกเขาไม่คิดเลยว่าเหล่าผู้เข้าแข่งขันพวกนี้จะร้อนแรงกว่าที่คิดมาก

            

หากนี่เป็นการแข่งขันของเหล่านักล่าก็ยังเข้าใจได้ แต่พอเป็นการแข่งขันของพวกนักวิจัย มันอดไม่ได้ที่จะทำให้พวกเขาประหลาดใจจขึ้นมาจริงๆ

 

“ใช่แล้ว ผู้เข้าแข่งขันอันซูหยวนจะได้อันดับพิเศษนี้ ดังนั้นเธอจะไม่ได้อยู่ในอันดับ 1 ถึง 3 แต่อันดับพิเศษนี้เป็นอันดับพิเศษสำหรับผู้ที่มีความรู้เกินกว่านักเรียน แม้แต่เหนือกว่านักวิจัยหลายๆคนด้วยซ้ำ ดังนั้นจะได้คะแนนรวมเหมือนกับผู้ได้อันดับ 1 ยามเอาไปรวมกับคะแนนของสถาบัน”

            

แปะ แปะ แปะ 

            

เสียงปรบมือไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มต้นก็ดังขึ้น ก่อนจะเริ่มมีคนอื่นๆปรบมือตามไปด้วยจนเสียงดังก้องทั่วทั้งห้องประชุม ผลลัพธ์ของวันนี้ก็จบลงด้วยดี นักเรียนคนอื่นๆเมื่อไม่มีอันซูหยวนอยู่ในรายชื่อแล้วก็มีโอกาสได้รับตำแหน่งมากขึ้นด้วย จากเดิมที่ควรจะมี 3 คนที่ได้รับคะแนน ตอนนี้ก็มี 4 คน ถือว่าเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

            

นอกจากการแข่งขันประเภทการวิจัยแล้วก็ยังมีการแข่งขันอื่นๆที่เธอคว้าอันดับหนึ่งมาได้อีก 2 รายการตามเป้าหมาย ทำให้สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งสามารถมีคะแนนอยู่ในระดับกลางค่อนข้างสูง แม้ว่าเบื้องต้นจะยังไม่มีรายการแข่งขันที่พวกนักล่าถนัดก็ตาม

            

ปกติแล้วพวกเขาจะได้คะแนนเป็นอันดับล่างๆ แล้วค่อยได้คะแนนขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดหลังจากที่เริ่มมีการแข่งขันวิชาการต่อสู้ต่างๆ โดยวิชาการต่อสู้ หรือวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเอาชีวิตรอดนั้นมียิบย่อยมาก เห็นได้ชัดเลยว่าทางรัฐบาลกลางให้ความสำคัญกับอะไร ซึ่งมันจึงทำให้พวกเขาคว้าอันดับหนึ่งมาได้ตลอดกาล

            

ครั้งนี้ผลลัพธ์ดีกว่าเดิม ย่อมทำให้สถาบันของพวกเขาแทบจะครองอันดับหนึ่งแล้วตั้งแต่ที่ยังไม่ได้เริ่มการต่อสู้

            

ซี่งในระหว่างนั้นเธอก็สามารถยึดพื้นที่เชื่อมมิติได้อีก 1 แห่ง โดยเป็นประตูเชื่อมมิติขนาดเล็กที่ให้ทรัพยากรเป็นวัสดุในการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นหินปูน ดินเหนียว ดินดาน ไม้ และอื่นๆ 

 

ดังนั้นตอนนี้เธอจึงมีประตูเชื่อมมิติทั้งหมดคือ รังซอมบี้ เกาะเยือกแข็ง ธารน้ำปลา มิติบ้านไม้ และล่าสุดคือมิติก่อสร้าง โดย 2 มิติที่ไม่ได้เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเธอ แต่กลับทำให้ชีวิตมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น 

 

ในขณะที่อีก 2 มิติเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเธอโดยตรง และอีก 1 มิติที่สามารถหาวัสดุเพื่อใช้ในการยกระดับอุปกรณ์ในการทำฟาร์มได้

            

แต่เพราะอุปกรณ์ทำฟาร์มของเธอได้รับการยกระดับจนเต็มทั้งหมดแล้ว ซูหยวนจึงยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันในตอนแรก กระนั้นก็ยังส่งพวกหนูทองลายขาวเข้าไปในพื้นที่เพื่อล่าเอาผลึกยกระดับวัสดุทำฟาร์มกลับมา เผื่อว่าวันหนึ่งเธอจะเอาอุปกรณ์พวกนั้นไปให้ผู้ช่วยของเธอในการทำฟาร์มได้

            

แต่...เรื่องนี้มีความเสี่ยงมากเกินไป เธอกลัวว่าจะมีพลั่วที่ไม่อาจถูกทำลายได้เป็นชิ้นที่สองเนื่องจากการยกระดับเหล่านี้ ฉะนั้น...จนกว่าเธอจะมีอุปกรณ์เหมาะๆ ของที่ได้จากรังซอมบี้ก็เอาไว้เช่นนั้นก่อน

            

เวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ ตั้งแต่เริ่มมีการแข่งขันระหว่างสถาบัน ในที่สุดงานของซูหยวนก็หมดลง พร้อมกันนั้นเองที่การตัดสินใจขององค์กรทำยาก็ได้ข้อสรุปแล้วเช่นกัน

            

แม้ว่าพวกเขาจะต่อสู้กันเป็นเวลานาน แต่สุดท้าย...เสียงส่วนใหญ่ก็ยังเห็นด้วยกับการยอมให้ซูหยวนขายยาของตนเอง โดยต้องระบุความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นให้ผู้บริโภคทราบก่อนด้วย 

 

แล้วก็ที่สำคัญที่สุด...เพื่อป้องกันไม่ให้ซูหยวนทำลายราคาฐานของตลาด พวกเขาออกกฎใหม่ขึ้นมาว่า...ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน หากนำมาขายจะถูกภาษีเรียกเก็บอีก 50% จากราคาเดิม หมายความว่าผู้บริโภคจะมองเห็นยาที่ราคาสูงกว่าปกติ และพวกเขาก็มั่นใจว่าราคายาของซูหยวนจะต้องสูงกว่ายาที่พวกเขาขายอยู่

            

หากเธอจะแข่งขันกัน เช่นนั้นก็ต้องเอายาที่พวกเขาไม่มีออกมาขาย...ถือเป็นการวางแผนที่ดีเลย เพียงแต่...พวกเขาคงไม่รู้ว่าอันซูหยวนมีความสามารถพอที่จะขายสินค้าเหล่านั้นได้จริง ต่อให้เก็บภาษี 100 เท่า ต้นทุนที่ต่ำของเธอก็ยังทำให้เธอได้กำไรมากมายอยู่ดี

            

อย่าลืมว่ายาของซูหยวน แท้จริงเธอแค่เอายาระดับต่ำที่มีต้นทุนถูกมาก หยดน้ำบริสุทธิ์ใส่ลงไปก็กลายเป็นยาระดับกลาง ขายได้ราคาแพงกว่าเดิม 10 เท่า ต่อให้ถูกภาษี 50% ก็ยังขายในราคาที่ต่ำกว่าตลาดได้อยู่ดี

            

สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ทำได้แค่มองตาค้างอยู่อย่างนั้น ใครจะไปเชื่อว่าซูหยวนคนนี้กำลังบ้าคลั่งไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะจู่ๆเธอก็ไล่ทำสัญญากับตระกูลขายยามากมายว่าจะรับซื้อยาของพวกเขาประมาณ 50% จากคลังของพวกเขาในราคาตลาดปกติ หลายคนอาจจะออกมาประท้วงแล้วด้วยซ้ำ

            

เพราะยังมีเวลาอยู่ ซูหยวนจึงจัดการให้ตระกูลอี้ฝั่งขวาจัดการเปิดร้านขายยาทันที ซึ่งยังไม่ทันที่ร้านจะเปิดขาย เธอก็พบว่าตระกูลใหญ่มากมายโดยเฉพาะตระกูลของพวกนักล่าก็ได้ต่อแถวอยากจะซื้อยาระดับสูงจากเธอแล้ว

 

ซูหยวนแน่นอนว่ามียาพวกนั้นจำนวนมากและเพียงพอที่จะแจกจ่ายให้ทุกคนฟรีๆด้วยซ้ำ แต่เธอจะทำเช่นนั้นทำไมในเมื่อ...เธอยังสามารถทำกำไรได้มากขึ้นจากเรื่องนี้

 

“ทุกท่านโปรดใจเย็น เจ้านายของพวกเราได้มอบคำสั่งไว้ให้แล้ว เนื่องจากยาสมานแผลระดับสูงนี้เหลือเพียง 3 ขวดที่จะนำออกมาขายได้ แต่จำนวนของผู้ที่ต้องการซื้อยามีมากเกินไป หากเลือกขายให้ผู้ใดไปสักคนก็คงจะกลายเป็นความอยุติธรรม ดังนั้น...เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ เจ้านายจึงให้แจงกฎดังนี้”

 

“หนึ่ง ยาทั้ง 3 ขวดนี้จะเอานำออกประมูล คนที่ให้ราคาดีที่สุด เงื่อนไขดีที่สุดก็จะได้ยานี้ไป สอง...ผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลยาได้นั้นจะต้องซื้อยาระดับต่ำจากตระกูลของพวกเรา 1,000 ขวด ยาระดับกลาง 100 ขวด และยาระดับสูง 10 ขวด ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีสิทธิประมูลยาระดับสูงสุดนี้”

 

“สาม ผู้ที่ได้รับยาของพวกเราไปแล้วจะต้องทำความเข้าใจว่ายาของพวกเราอาจจะมีความเสี่ยงที่ดื่มแล้วสามารถตายได้ แพ้ได้ และมีผลกระทบอย่างรุนแรง ตอนซื้อขายจะต้องลงชื่อไม่เอาความผิดจากพวกเราทุกประการ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีสิทธิซื้อยาเหล่านี้”

 

“สี่...หากรับเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อไม่ได้ก็แค่ไสหัวไป นี่คือทั้งหมดครับ” ตัวแทนของตระกูลอี้พูดออกมาเสียงดัง จริงจัง แต่ทุกคนกลับได้ยินน้ำเสียงประหม่าจากเขา

            

คล้ายว่าเขาเองก็รู้ว่าเงื่อนไขที่พูดออกมานี้เป็นเงื่อนไขที่ “โหดเหี้ยม” จริงๆ 

            

ก็นะ....พวกเขาเป็นผู้ขายยา แต่ที่ประกาศออกมาเหมือนกันเป็นเจ้าของชีวิตของผู้อื่นเลยไม่ใช่หรือ? เงื่อนไขแบบนี้หากเป็นตระกูลอื่น คิดว่าจะมีคนไปประมูลอยู่หรือ? 

 

ทว่า....ยาของอันซูหยวนเป็นตำนานเกินไป ตระกูลจำนวนมากมีคนที่ป่วยจากการต่อสู้ครั้งก่อน หรือต่อให้ไม่มี...พวกเขาก็ต้องการรักษาโอกาสรอดชีวิตครั้งที่สองของตนเองไว้ ฉะนั้นจึงอยากได้ยานี้มาเก็บไว้ที่ตระกูล เพราะรู้ดีว่าต่อไป...หากจะหามาใช้ก็คงไม่ได้อีกแล้ว

            

สีหน้าของคนมากมายไม่พอใจเอาเสียเลย แต่สุดท้ายแถวก็ยังต่อยาวไปจนถึงหน้าทางเข้าบ้านคนอื่น ตระกูลอี้ต้องเร่งมือเพื่อขายยาระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูงที่เจ้านายเตรียมเอาไว้ให้ ไม่อย่างนั้นอาจจะมีคนต่อแถวไปจนล้อมรอบเขตชั้นในเลยก็ได้

            

ตอนนั้นเองที่ผู้คนได้รู้ว่ายาระดับกลางของอันซูหยวนมีราคาถูกกว่ายาระดับกลางของผู้อื่นเกือบครึ่งแม้จะถูกภาษีแล้ว

 

ในขณะที่ยาระดับสูงก็เช่นกัน ทำเอาทุกตระกูลต่างก็ประหลาดใจ เพราะเงินที่พวกเขาต้องใช้ลดลงไปมาก หากยาพวกนี้มีประโยชน์และใช้งานได้จริง พวกเขาในอนาคตก็จะประหยัดค่ายาไปได้มาก

            

ทว่า...หลายคนต่างก็รู้ดีว่ายานี้ไม่ปลอดภัย พวกเขาถูกบังคับให้ลงชื่อไม่เอาผิดตระกูลอี้และผู้ทำยาด้วย แบบนี้ก็เห็นแล้วชัดๆว่ามีปัญหา!!

 

“ยาพวกนี้ตระกูลฉันซื้อแล้วก็คงไม่ได้ใช้อะไร มีตระกูลไหนที่อยากจะรับซื้อไหม”

 

“ใช่ ยาของพวกฉันซื้อมาแล้วก็ไม่ใช้เหมือนกัน พวกเราแค่ต้องการสิทธิในการเข้าประมูลเท่านั้น มีใครอยากจะซื้อต่อบ้าง พวกเราขายในราคาเท่าทุนนั่นแหละ ไม่สิ! ถ้าซื้อมากหน่อยจะลดราคาให้บ้างก็ได้”

            

พวกตระกูลใหญ่ที่มีเงินมากมายเหลือใช้อยู่แล้ว พวกเขาไม่มีความต้องการจะเสี่ยงใช้ยาที่ไม่ได้รับการยืนยันพวกนี้ ยิ่งเห็นยาที่ราคาถูกเกินไปก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย

            

ตระกูลขนาดกลางเมื่อเห็นโอกาส เพื่อที่พวกเขาจะได้ประหยัดเงินไว้ใช้พัฒนาตระกูลต่อไป ดังนั้นจึงเข้ามาซื้อยาต่อกันจำนวนมาก เรียกว่าเป็นเทศกาลกันเลยทีเดียว แต่นอกจากตระกูลขนาดกลางแล้ว ตระกูลใหญ่บางตระกูลก็เห็นค่าของยาพวกนี้เช่นกัน อาจจะบอกว่าพวกเขาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ยานี้ยังน่าเชื่อถืออยู่ก็ได้

            

ตระกูลเติ้ง ตระกูลกวน ตระกูลเจียง ตระกูลจาง และอีกหลายตระกูลที่เชื่อมั่นในตัวซูหยวน พวกเขาซื้อยาของเธอทั้งสิ้น และยังประกาศว่าจะซื้อยาของซูหยวนมาใช้ในตระกูลเท่านั้น ทำเอาพวกตระกูลผู้ทำยาที่ต้องการต่อต้านการปรากฏตัวของตระกูลอี้ได้แต่กำหมัดแน่น ลอบจดจำการกระทำนี้ของพวกเขาเอาไว้ สาบานว่าในอนาคตจะไม่ยอมขายยาดีๆให้พวกเขาอีก 

 

แต่แน่นอนว่าความแค้นนี้จะได้ทวงคืนหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะมียาดีกว่าอันซูหยวนออกมาขายหรือเปล่า น่าเสียดายที่โอกาสแบบนั้นยากเหลือเกิน...

            

การซื้อขายในช่วงแรกคึกคักมาก ตระกูลใหญ่จำนวนมากได้รับสิทธิในการเข้าประมูลยา พวกเขาก็เตรียมระดมเงินเพื่อที่จะเอาไปสู้ซื้อยาดีนี้

            

แต่ก็ยังมีความพยายามจากคนจำนวนหนึ่งเช่นกัน โดยเฉพาะเหล่าตระกูลผู้ทำยา พวกเขาต้องการให้ตระกูลใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับตระกูลอี้ 

 

หลายคนใช้อำนาจความร่วมมือที่เคยมีมาต่อรอง หากตระกูลไหนซื้อยาของตระกูลอี้มาใช้งาน เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่ยอมร่วมมือด้วยอีกต่อไป ดังนั้นตระกูลใหญ่หลายตระกูลจึงหวาดกลัวข้อต่อรองนี้

            

ยาของตระกูลอี้ยังไม่น่าเชื่อถือ ทั้งยังไม่รู้ว่าจะจัดหาให้พวกเขาได้หรือไม่ด้วยซ้ำ ดังนั้น...การเสียความร่วมมือระยะยาวไปเพื่อความต้องการแบบผิวเผินจึงไม่ใช่ตัวเลือกของพวกเขา

            

สุดท้ายไม่ว่าตระกูลไหนจะตัดสินใจอย่างไร งานประมูลยาระดับสูงสุดของตระกูลอี้ก็ถูกจัดขึ้นอยู่ดี แขกเหรื่อมากมายเริ่มเดินทางกันมาแล้ว แม้แต่องค์กรนักล่าสกุลจางโดยประธานจางก็ยังมาด้วยตนเอง ข้างกายของเขาก็คือ “อันซูหยวน” ผู้นำยาเหล่านี้ออกมาขายเอง

            

เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามา ข่าวลือก่อนหน้านี้ก็ยิ่งถูกกระพือให้มากขึ้น หลายตระกูลได้ยินข่าวว่าพวกเขาสองคนไม่ใช่แค่ “เจ้านาย” และ “ลูกน้อง” เท่านั้น 

 

เดิมทีไม่ได้คิดอะไรมาก รู้แค่ว่าประธานจางให้ความสำคัญกับเธอ ก็คิดว่าคงเป็นเพราะความเก่งกาจที่เธอมี อีกทั้งตอนนั้นเธอยังดูเหมือนเด็กน้อยมากๆ ร่างกายที่ขาดสารอาหารและดูไม่น่ารักตรงไหนทำให้พวกเขาไม่มีความคิดเช่นนั้นเลย

            

แต่...หลังจากที่เธอค่อยๆเปล่งประกายทีละเล็กทีละน้อย ขจัดคราบสกปรกของสารเขียวหนืดจากพวกสัตว์กลายพันธุ์ไปได้ ยิ่งได้กินอาหารดีๆมากขึ้น ร่างกายที่เคยเห็นแต่กระดูกก็เริ่มมีน้ำมีนวล ตอนนี้เธอไม่ต่างอะไรกับสาวสะพรั่งที่ดึงดูดสายตาของผู้คนมาได้มากมายเลย

            

ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเป็น “พลทหารพิเศษ” ทั้งยังเป็นคนที่มีอำนาจมากๆในตอนนี้ เชื่อได้เลยว่าจะต้องมีบุรุษจากตระกูลน้อยใหญ่ไล่ตามเป็นแถวยาวแน่

 

………………………………………..