บทที่ 546 ประธานจางต้องการทั้งหมด (อ่านฟรี 2 ก.ย. 69)
บทที่ 546 ประธานจางต้องการทั้งหมด (อ่านฟรี 2 ก.ย. 69)
บทที่ 546 ประธานจางต้องการทั้งหมด
“นั่น....ประธานจางมาด้วยตนเองเลย”
“อืม นี่เป็นงานประมูลของตระกูลอี้ แต่ใต้คำว่าตระกูลอี้ก็คือ “อันซูหยวน” คนนั้น เขาจะไม่มาได้ยังไง”
“แบบนี้ยิ่งเป็นการยืนยันได้เลยว่าเขาให้ความสำคัญกับอันซูหยวนคนนี้มากเกินกว่าจะเป็นแค่เจ้านายและลูกน้องแล้ว ฉันไม่เคยเห็นเจ้านายและลูกน้องคู่ไหนที่สนิทกันแบบนี้มาก่อนเลย”
“ใช่ ก่อนหน้านี้ได้ยินข่าวลือมาแล้ว ฉันคิดว่า...ถ้าเป็นข่าวลือกับคนอื่น ประธานจางคงจะให้คนจัดการข่าวลือพวกนี้ไปแล้ว ลือกันไม่ถึงสองสามวันก็จะต้องหุบปากไม่สามารถพูดได้อีก แต่ตอนนี้...ข่าวลือนี้เหมือนจงใจจะเผยแพร่ออกไปรอบๆด้วยซ้ำ ประธานจางแค่ไม่ลงมืออะไรก็ถือเป็นการยืนยันแล้ว นี่ยังจะสร้างกระแสให้น่าลือมากกว่าเดิมอีก แบบนี้ดูอย่างไรก็มีพิรุธ”
“สองคนนี้มีนิสัยเหมือนกันด้วยนะ ฉันว่าแอบเหมือนกันแปลกๆ”
“อืม นั่นน่ะสิ เหมือนกันเกินไปจนน่ากลัวเลย ถ้าพวกเขาแต่งงานกันจริงๆไม่พากันมาถล่มบ้านเมืองเลยรึไง”
“พูดเกินไปหรือไม่ ที่จริงแล้ว...พวกเขาไม่เคยทำร้ายใครก่อน เว้นเสียแต่ว่าจะมีคนเข้ามาอย่างไม่กลัวตายก็เท่านั้น...”
“ก็จริง”
ผู้คนที่เข้ามาในงาน บ้างก็นั่งรออยู่ก่อนแล้วส่งเสียงกระซิบกระซาบกัน เสียงเหล่านั้นเหมือนจะเบา แต่ความจริงแล้วได้ยินถึงหูของทั้งคน ทำเอาซูหยวนเหลือบไปมองคนข้างกายเล็กน้อย เห็นเขาไม่ว่าอะไรทั้งๆที่ได้ยินเหมือนกัน เธอจึงได้ไม่สนบ้าง
จางอู่หยางเห็นสีหน้าของเด็กสาวไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีร่องรอยความไม่พอใจหรือรังเกียจก็ห้ามมุมปากกระตุกยิ้มไม่ได้ เขารู้ดีว่าถ้าคนไม่มีใจ หากได้ยินเช่นนี้จะต้องไม่พอใจบ้าง ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อีกก้าวหนึ่งอย่างมั่นคงแล้ว
สองคนเดินเข้ามาในงานเงียบๆไม่ต้องพูดอะไรสักคำเดียว บารมีของพวกเขาก็ทำให้ทุกคนต้องแหวกทางให้ ประธานจางนั้นเป็นปกติอยู่แล้วที่จะไม่ค่อยมีใครกล้าขวางเขา แถมยังต้องก้มหัวให้เล็กน้อยด้วย แต่อันซูหยวนนั้นต่างออกไป...
ก่อนหน้านี้เธอเป็นแค่ผู้ติดตามของจางอู่หยางเท่านั้น ความสำคัญของเธอไม่ถึงขนาดที่พวกเขาจะต้องก้มหัวให้ หรือมอบความสนใจอย่างล้นหลาม
แต่....เวลานี้เธอเหมือนกับแม่งานของการประมูลที่ยิ่งใหญ่นี้ ต่อให้พวกเขาไม่เต็มใจจะให้หน้าเธอก็ยังต้องฝืนใจให้หน้า
เพราะงานประมูลนี้มีของล้ำค่าที่พวกเขาต้องการมากที่สุด ถึงจะบอกว่านี่เป็นการประมูลของสกุลอี้ ทว่าทุกคนก็รู้ดีว่าคนที่อยู่เบื้องหลังสกุลอี้นั้นเป็นใคร ดังนั้น...พวกเขาจึงให้เกียรติเธอในฐานะผู้จัดงานประมูล
ผู้นำตระกูลอี้ที่ยุ่งมาทั้งวัน เมื่อได้ยินว่าเจ้านายที่แท้จริงมาก็ยังกระตือรือร้นรีบมาต้อนรับ อยากจะเชิญเธอไปนั่งในตำแหน่งของสกุลอี้ ซึ่งเป็นโต๊ะที่อยู่ตรงกลางสุด ในขณะที่โต๊ะของเขายังอยู่ข้างๆกัน
เรียกว่าเป็นการจงใจที่จะให้ทุกคนรู้ว่าใครคือคนที่มีอำนาจที่สุด ถัดจากตำแหน่งทั้งสองก็เป็นหัวหน้าสกุลอี้ฝั่งซ้ายและขวาขนาบข้าง ทั้งสองเวลานี้ก็มีหน้ามีตาไม่น้อยเช่นกัน
ทว่า...ทุกคนที่เป็นผู้นำมีตำแหน่งในสกุลอี้ จากที่เคยหนุ่มแน่นหล่อเหลาดูดี บัดนี้นอกจากออร่าความยิ่งใหญ่แล้ว ก็เห็นเพียงเส้นผมที่ขาวโพลน หน้าผากที่มีรอยย่นจากการขมวดคิ้วบ่อยเกินไป
ความกดดันและงานที่หนักหน่วงซึ่งพวกเขาแบกรับเอาไว้นั้นมากเกินไป แม้ช่วงนี้จะดีขึ้นเพราะสามารถหาคนมาช่วยงาน แต่งตั้งตำแหน่งผู้อาวุโสของตระกูลและผู้ช่วยจำนวนมากได้ แต่ความเหนื่อยล้าจากตอนที่ถูกเคี่ยวกรำในคราแรกก็ยังคงฟื้นฟูกลับมาไม่เสร็จดี
เดิมทีเรื่องนี้คงไม่อาจจะโทษใครได้ พวกเขาเป็นแค่คนธรรมดา ตอนที่เจ้านายอันถามว่าพวกเขาพร้อมจะรับตำแหน่งใหญ่หรือไม่ คนที่ไม่เคยมีอนาคตดีๆ ชีวิตดีๆ อย่างพวกเขาก็ตื่นเต้นมาก ทุกคนตอบรับคำชวนทั้งหมดและได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำตระกูล ผู้นำสาขา คนสำคัญของตระกูลอี้
ตอนนั้นเจ้านายบอกแล้วว่าจะต้องทำงานเหนื่อยหน่อย ทั้งต้องเจอกับเรื่องปวดหัวและปัญหามากมาย พวกเขาที่เป็นแมงเม่าไม่เคยเจอไฟ ไม่รู้จักว่ามันร้อนแค่ไหนก็คิดแค่ว่าเป็นงานง่ายๆ หากเทียบกับตอนที่ต้องใช้ชีวิตยากลำบากเหมือนกับเศษขยะ โดยผู้คนมากมายดูแคลน งานอื่นๆจะมีอะไรได้ จะยากขนาดไหนก็ไม่เกินมือพวกเขาหรอก!
อ่า....นั่นแหละพวกที่ไม่เคยรู้จักไฟของจริง
และเมื่อพวกเขาได้รู้ว่าไฟมันร้อนแค่ไหน จะขอบินกลับก็ไม่ทันเสียแล้ว สุดท้ายทำได้แค่เดินไปข้างหน้า ผิวหนังที่บอบบางเพราะไม่เคยเจอความร้อนก็ต้องทำให้หนาขึ้น ต้องพยายามอยู่ให้ได้ ทำงานให้ผ่านพ้น โชคดีจริงๆที่พวกเขายังไม่ตายกันไปเสียก่อน...
ฟังดูแล้วเหมือนจะโหดร้าย แต่ความจริงแล้วเจ้านายพยายามช่วยพวกเขามาก ถึงกับส่งหนูทองลายขาวมาช่วยงาน หากไม่ได้พวกมันล่ะก็...งานที่ต้องใช้ความเร็ว ใช้ความสามารถระดับสูง พวกเขาก็อาจจะทำไม่ไหวไปแล้ว
เวลานี้จึงเหมือนกับเวลาแห่งความภาคภูมิใจ พวกเขารู้สึกมีความสุข การที่ได้เชิดหน้าชูคอขึ้นไม่ใช่เพื่อโอ้อวดคนอื่น แต่เป็นการบอกตนเองว่า...ใช่แล้ว วันนี้พวกเขาทำสำเร็จแล้ว พวกเขาที่มาจากจุดเริ่มต้นอันต่ำต้อย เวลานี้ใช้ความสามารถของตนเอง แสดงพลังของตระกูลอี้ออกมาแล้ว!!
“เจ้านายอันจะไม่ไปนั่งกับพวกเราหรอครับ”
ผู้นำตระกูลอี้รู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่คนเป็นเจ้านายจะไม่ไปนั่งเป็นเกียรติในการเปิดตัววันแรกของตระกูล แต่ก็เข้าใจได้...เขาเหลือบมองประธานจางที่ได้ชื่อว่าดุดันและโหดเหี้ยมมากที่สุดด้วยความกลัว
ในขณะที่เจ้านาย ทำหน้าที่เป็นเจ้านายของพวกเขา เจ้านายอันก็ยังเป็นลูกน้องของประธานจางผู้เข้มงวดคนนี้ด้วย แค่คิด...พวกเขาก็รู้สึกหวาดกลัวแล้ว เหมือนกับว่างานทั้งหมดที่ตนเองทำ เหนื่อยมาถึงขนาดนี้ สายตัวเกือบจะขาดขนาดนี้ สุดท้ายก็เป็นแค่งานง่ายๆเท่านั้น
หากต้องทำงานเหมือนกับเจ้านายอัน พวกเขาไม่ตายไปก่อนหรือ? คิดแล้วก็สงสารคนเป็นเจ้านาย ไม่รู้ว่าเธอจะถูกกดดันขนาดไหน ประธานจางจะรังแกกันมากขนาดไหน เจ้านายอันซูหยวนอาจจะถูกดุด่ารุนแรงมากหรือไม่
ในจินตนาการของเขา เขาได้เห็นภาพของเจ้านายอันซูหยวนที่อาจจะต้องแอบร้องไห้คนเดียว ไม่ยอมบอกใคร ไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอให้ผู้อื่นเห็น
เธอยังอายุน้อยขนาดนี้แต่ต้องแบกรับเรื่องมากมาย พวกเขาที่ผ่านโลกมาไม่น้อย เจอความลำบากมาก็มาก แค่ทำงานเล็กๆน้อยๆของตระกูลอี้ก็ยังบ่นไม่ไหว แล้วเธอล่ะ...
เห็นใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของอีกฝ่าย ซูหยวนกลับคิดว่าทางนั้นผิดหวังที่ตนเองไม่ยอมไปนั่งด้วยกัน เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่กลับหันไปหาประธานจางที่ยืนอยู่ข้างๆ
“พี่จางคะ ช่วงแรกๆฉันคงมานั่งกับตระกูลอี้ก่อน เผื่อใครอยากจะสร้างปัญหาจะได้ช่วยพวกเขาจัดการ”
“อ้อ...” จางอู่หยางเหลือบมองคนตระกูลอี้ที่น่ารำคาญพวกนี้ เขากำลังจะได้ไปนั่งพูดคุยตามลำพังกับซูหยวนอยู่แล้ว คนพวกนี้กลับยังมาอ้อนเหมือนเด็กน้อย ให้คนของเขาไปนั่งเป็นเกราะป้องกันให้อีก ช่าง...น่ารำคาญเสียจริง
เห็นสายตาของเขา คนที่ได้รับความกดดันก็เหงื่อตก ความรู้สึกที่ว่าประธานจางน่ากลัวนั้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีก แต่...เจ้านายอุตส่าห์ให้พวกเขาเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกหนีการเข้าไปในห้องรับรองตามลำพังกับปีศาจคนนี้ ถึงจะต้องรับแรงกดดันนี้ พวกเขาก็ต้องทำให้ได้เพื่อเจ้านาย!
“อะ เอ่อ ประธานจาง...คือนี่เป็นงานแรกของตระกูลอี้ ถ้าเจ้านายอยู่ด้วยกันกับพวกเราล่ะก็...”
“รีบตามมา....” จางอู่หยางไม่อยากจะฟังคำไร้สาระของคนอื่น เสียงของคนแก่พวกนี้น่าฟังมากกว่าเสียงของซูหยวนหรือไง แถมตอนนี้เขาก็เริ่มหงุดหงิดแล้ว ถ้ายังต้องฟังคำพูดของพวกที่อยากจะพรากซูหยวนไปอีก เขาอาจจะเผลอโบกมือจนทำให้ร่างคนอายุมากน่าไม่อายพวกนี้กระเด็นไปไกลเลยก็เป็นได้
“ค่ะ” ซูหยวนส่งประธานจางจากไปก่อนจะหันมาหาคนเป็นผู้นำตระกูลอี้
ชายคนนั้นเป่าปากจนเสียงดัง “ฟู่!” แล้วหันมายิ้มให้ซูหยวนเหมือนต้องการรับคำชม หญิงสาวไม่ค่อยเข้าใจท่าทางของอีกฝ่ายมากนัก แต่ตอนนี้เป็นช่วงที่ต้องให้กำลังใจกัน ดังนั้นเธอจึงกล่าวชมเขาเล็กน้อย
“ทำได้ดี”
ใบหน้าของผู้นำตระกูลอี้ยิ่งเปี่ยมไปด้วยความสุข เขาถึงกับยักคิ้วให้คนของตนเองที่อยู่ข้างหลัง คนอื่นๆเองก็เกือบจะปรบมือให้อยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวว่าประธานจางคนนั้นจะเห็นแล้วใช้พลังของเขาตัดหัวคนทั้งหมดเพราะความหมันไส้
สุดท้ายเรื่องของตระกูลอี้ที่เข้ามาขวางเส้นทางรักของจางอู่หยางก็จบลงทั้งอย่างนั้น ซูหยวนผู้ยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนัก เวลานี้เธอได้นั่งลงท่ามกลางเหล่าคนตระกูลอี้เหมือนเป็นประธาน
ทุกคนมากันเกือบครบแล้ว การประมูลที่รอคอยก็เริ่มต้นเสียที ซึ่งตระกูลอี้จัดให้มีการประมูลยาหายากต่างๆขึ้นมาก่อน หลายตระกูลก็ร่วมประมูลด้วย ตระกูลเติ้งและตระกูลกวนนั้นประมูลออกไปเป็นส่วนใหญ่ องค์กรนักล่าสกุลจางเองก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เพียงแต่...มันไม่ได้น่าตื่นเต้นเท่ากับสินค้า 3 ชิ้นสุดท้าย
“ในที่สุดยาสมานแผลระดับสูงสุดที่ทุกท่านรอคอยก็มาถึงแล้ว เงินในมือของพวกท่านคงจะสั่นกันไม่น้อยเลยใช่หรือไม่ ฮ่าๆ ตอนนี้...ถึงเวลาแล้ว เอายาสมานแผลระดับสูงสุดออกมาได้เลย”
ม่านถูกเปิดออก เผยให้เห็นยาทั้ง 3 ขวดที่อยู่ในกล่องแก้วสวยงาม ภาพลักษณ์ของมันดูเหมือนจะมีราคามากกว่าเดิมเสียอีก ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ผู้ชมทั้งหลายตื่นเต้นมากขึ้น
“เอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมขอเริ่มการประมูลสินค้าที่ทุกท่านรอคอย ณ บัดนี้ โดยยาสมานแผลระดับสูงสุดขวดแรก ขอเริ่มประมูลที่ 10 ล้าน...” ยังไม่ทันที่พิธีกรจะพูดจบ ป้ายในห้องส่วนตัวขององค์กรนักล่าสกุลจาง หรือก็คือประธานจางอู่หยางคนนั้นก็ยกขึ้น
“100 ล้านเครดิต” ไม่ต้องต่อสู้หลายสิบครั้งให้เสียเวลา ประธานจางยกป้ายของเขาขึ้นแบบนี้ครั้งเดียวก็เรียกราคา 100 ล้านเครดิต ทำเอาเสียงของผู้คนฮือฮาออกมาทันที
ซูหยวนเองก็ประหลาดใจเช่นกัน เธอให้ยาสมานแผลระดับสูงกับเขา 10 ขวดไปแล้ว อีกอย่าง...หากประธานจางต้องการจริงๆ แค่มาขอที่เธอเท่านั้น การที่เขาเรียกราคาออกมาแบบนี้ ดูก็รู้ว่าต้องการช่วยเธอ
“ประธานจาง....เนื่องจากเป็นงานประมูลของสกุลอี้ ฉันก็หวังว่าการขัดแย้งการประมูลสินค้าในครั้งนี้จะไม่ทำให้ท่านขุ่นเคือง ถ้าอย่างนั้นตระกูลกวนของฉันขอประมูลที่ราคา 150 ล้านเครดิต”
“300 ล้าน” แม้ว่าพันเอกกวนจะลุกขึ้นประมูลยานี้ด้วยราคาที่มากถึง 150 ล้านเครดิต แต่ก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มหวั่นไหวเลย เขายังเรียกราคาต่อไปที่ 300 ล้าน เป็นราคาสองเท่าของราคาที่พันเอกกวนเรียกออกมา
ชายอายุมากกว่าขมวดคิ้ว แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าสู้อีก อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นประธานจาง ไม่ว่าใครจะขาดแคลนเงินก็ช่าง แต่ประธานจางคนนี้ไม่เคยขาดมันเลย ดังนั้น...ถ้าต้องสู้กับเขา ยังไงก็ไม่มีวันชนะ!
ผู้นำตระกูลอี้ตาเหลือกไปแล้ว เขาไม่คิดว่าราคายานี้จะสูงถึง 300 ล้านเครดิตแล้ว แต่เมื่อคิดถึงว่าหากมันช่วยชีวิตประธานจางได้ นั่นก็คงจะคุ้มค่าแล้วจริงๆ แต่ถ้าเป็นคนอื่น...ต่อให้บรรพบุรุษตกตายมา 10 รอบ ก็ยังหาเงินไม่ได้ถึง 300 ล้านเครดิตเลย ดังนั้น...ยานี้จึงไม่คู่ควรกับพวกเขา
อย่างไรก็ตาม เมื่อยาขวดที่สองเอาออกประมูล ประธานจางกลับยกป้ายขึ้นอีกครั้งและเรียกที่ 300 ล้านทันที ทำเอาทุกคนไม่อยากจะเชื่อ
“กรอด! ยานี้...ตระกูลฟ่านต้องได้มัน ประธานจางโปรดยอมถอยให้ด้วยเถอะ นักล่าระดับสูงสุดของตระกูลฟ่านกำลังรอความช่วยเหลืออยู่ ดังนั้น...ฉันขอที่ 301 ล้านเครดิต!”
“350 ล้านเครดิต” จางอู่หยางยังคงเรียกราคาต่อไป ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น
ผู้นำสกุลฟ่านตัวสั่นเทา เขาต้องการฟื้นฟูตระกูลกลับมาให้ได้ และคนสำคัญที่จะมีส่วนพัฒนาตระกูลฟ่านก็คือนักล่าผู้นั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องได้เขากลับมา ดังนั้น...เขาจึงต้องเรียกราคาอีกครั้ง
“400 ล้านเครดิต นี่...นี่เป็นราคาสุดท้ายที่พวกเราตระกูลฟ่านจะให้ได้แล้ว ประธานจางและผู้มีเกียรติท่านอื่นๆ ขอร้องให้พวกเราตระกูลฟ่านได้รับยานี้เพื่อช่วยเหลือตระกูล...” ยังไม่ทันพูดจบ เสียงทุ้มที่ราบเรียบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“500 ล้านเครดิต”
“!!!”
ผู้นำตระกูลฟ่านและคนอื่นๆได้แค่อ้าปากค้างเท่านั้น พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตนเองพูดขนาดนี้แล้ว จางอู่หยางก็ยังคงไม่ยอมลงให้ นี่...นอกจากจะทำให้ขายหน้าแล้ว ยังเหมือนเป็นการทำลายตระกูลของพวกเขาทางอ้อมด้วย
“ขออภัยผู้นำตระกูลฟ่าน ประธานจางของพวกเราไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ แต่นี่เป็นการประมูลครั้งแรกของสกุลอี้ ประธานจางของพวกเราสนับสนุนตระกูลอี้อย่างดีเสมอ ดังนั้น...ของที่ตระกูลอี้นำออกประมูลนี้ ประธานต้องการจะซื้อทั้งหมด”
“ถึงอย่างนั้น ยานี้...ประธานแจ้งว่าตระกูลฟ่านแสดงความจริงใจต่อตระกูลอี้แล้ว หากต้องการมันก็สามารถมาพูดคุยความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนได้เลย ประธานจางจะไม่เอาเปรียบตระกูลฟ่านแน่นอน เห็นแก่ที่เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันเรื่อยมา”
กลัวว่าผู้นำตระกูลฟ่านจะเข้าใจผิด คนขององค์กรก็ประกาศออกมาท่ามกลางงานประมูล สีหน้าของทุกคนจึงเข้าใจทันที นี่...การประมูลนี้ พวกเขาไม่มีทางได้รับมันแล้ว ต่อให้ประมูลราคามากขนาดไหนก็ตาม เพราะของทั้งหมดจางอู่หยางจะเอามันกลับไป
“ผู้นำตระกูลจาง ขอบคุณมาก ฉันจะไปหาคุณแน่นอน” ผู้นำตระกูลฟ่านที่ผิดหวังในคราแรก เวลานี้เข้าใจเจตนาแล้วก็ผ่อนคลายลงมาก เขาถึงกับยกมือขอบคุณอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
ถ้าคนของจางอู่หยางพูดเช่นนี้ ยานี้ก็คงจะเก็บเอาไว้ให้เขาแล้ว...
………………………………………..