LNCrawler

บทที่ 549 คำขอ (อ่านฟรี 5 ก.ย. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 549 คำขอ (อ่านฟรี 5 ก.ย. 69)

บทที่ 549 คำขอ

 

“หมายเลข 17 ยกราคาที่สองหมื่นเจ็ดพันล้านเครดิต มีใครจะให้มากกว่านี้หรือไม่? หากไม่มีใครจะเริ่มนับที่สาม สอง หนึ่ง...ปัง!! หมายเลข 17 เป็นผู้ชนะการประมูลครั้งนี้ไป ขอแสดงความยินดีด้วยครับ”

            

พิธีกรยังพยายามรักษาบรรยากาศให้น่าตื่นเต้น แม้ว่าตอนนี้เหงื่อของเขาจะไหลซึมท่วมกรอบใบหน้าแล้วก็ตาม ยานี้ที่คิดว่าอาจจะขายได้หลักพันล้าน ตอนนี้ทะยายไปสองหมื่นล้าน...นี่ไม่ใช่ว่าตระกูลอี้ทำกำไรไปถล่มทลายหรอกหรือ?

            

แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่ายาพวกนี้มาจากที่ไหน หากแต่เจ้านายได้บอกแล้วว่าจะขอส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งจากเงินที่ได้จากงานประมูล หรือก็คือ...ยังเหลืออีกหมื่นกว่าล้านสำหรับพวกเขา นี่ไม่ใช่ข่าวดีหรอกหรือ?

            

ในที่สุดการประมูลรอบสุดท้ายก็จบลงเสียที มีทั้งคนที่ยินดีและคนที่เสียใจ ถึงอย่างนั้น...ตอนนี้มันก็ต้องจบลง พวกเขาประท้วงอะไรไม่ได้อีก จะโวยวายอะไรกับใครก็คงไม่ได้อีก ทำได้เพียงเดินคอตกกลับไปวางแผนในตระกูลกันต่อว่าจะรับมือกับความรุ่งโรจน์ของตระกูลอี้อย่างไรดี

            

หลังจากนี้....ตระกูลอี้ที่มียาดีระดับนี้อยู่ในมือจะต้องผงาดขึ้นไปสูงกว่าที่คิดแน่ พวกเขาไม่สามารถปิดตาข้างหนึ่งเหมือนก่อนหน้านี้ได้อีกแล้ว....

 

เมื่อการประมูลจบลงแล้ว ก็มีหลายตระกูลที่ต้องเร่งกลับไปพูดคุยกันเอง และหลายตระกูลที่ต้องการเจรจากับตระกูลอี้เป็นกรณีส่วนตัว ซึ่งนอกจากนี้แล้วก็ยังมีหลายตระกูลที่ต้องการจะสืบเรื่องที่มาของยาที่พวกเขาหามาได้ด้วย

 

อันซูหยวนพูดชัดเจนว่ายานี้เป็นยาที่ “ได้รับมา” จากที่อื่น แล้วเธอเอาหัวน้ำเชื้อของยาที่เข้มข้นมาละลายอีกที หมายความว่าเธอไม่ได้ทำมันเอง และมีสถานที่หนึ่งที่ทำมันขึ้นมาได้ อีกทั้งยังขายให้เธอเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งไม่ว่าที่นั่นจะเป็นที่ไหนก็ตาม พวกเขาต้องการจะหาที่มาของมันให้ได้

            

ถ้าทำลายแหล่งเงินแหล่งทองของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการเอามาเป็นของตนเองหรือแม้แต่การทำลายทิ้งได้ พวกเขายังต้องกลัวอะไรอันซูหยวนอีกหรือ?

            

สำหรับตระกูลที่ประมูลยาไปในราคาสองหมื่นเกือบสามหมื่นล้านเครดิตนี้ แท้จริงแล้วไม่ใช่ตระกูลนักล่า ตระกูลผู้ผลิตหรืออื่นๆเลย หากแต่เป็นตัวแทนของตระกูล “ผู้ทำยา” เจตนาของพวกเขาชัดเจนมากว่ายาเหล่านี้มีคุณค่าพอให้ทำการศึกษา หากพวกเขาวิเคราะห์ยาออกมาได้ทั้งหมดแล้วทำตามยานี้จนผลิตยาระดับสูงสุดนี้ออกมาได้ เช่นนั้นยังจะกลัวตระกูลอี้อีกหรือ?

            

คลื่นที่กำลังโหมกระหน่ำซ้ำในเขตพื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้รุนแรงมาก แม้แต่คนธรรมดาก็ยังรับรู้ได้เลยว่าตอนนี้เกิดปัญหาขึ้น

           

อันซูหยวนหมดหน้าที่ของตนเองตั้งแต่ที่เธอเอายามาให้พวกเขาได้แล้ว ที่จริงในงานนี้เธอก็ควรจะเป็นแค่แขกรับเชิญเท่านั้น สุดท้ายมีปัญหาจนต้องขอแยกตัวจากประธานจางมาช่วยตระกูลอี้แทน โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ติดใจเอาความอะไร ทั้งยังพูดชื่นชมเธอหลายประโยคด้วย อันซูหยวนจึงสามารถทำงานของตนเองได้อย่างสบายใจ

            

เด็กทั้ง 10 คน และผู้ใหญ่อีก 9 คน หลังจากที่ดื่มยาของซูหยวนแล้วก็กลายเป็นผู้ใช้พลังงานทันที คนเหล่านี้ได้ลงชื่อในสัญญา เป็นคนของตระกูลอี้ตั้งแต่แรกแล้ว พวกเขาต้องการโอกาสในการใช้ชีวิตใหม่ ดังนั้น...จึงเข้าร่วมการทดลองนี้ แม้จะรู้ว่ามีความเสี่ยงมากก็ตาม

            

สำหรับทั้ง 19 คน อันซูหยวนเตรียมส่งพวกเขาเข้าเรียนรู้ในสถาบันที่เธอกำลังจะก่อตั้งขึ้น เป็นสถาบันที่จะเน้นสอนการใช้ธนูและเป็นผู้สนับสนุนหลักในการโจมตี 

 

แน่นอนว่าเธอได้วิชาระดับต่ำมากมายจากการปล้นชิงครั้งก่อน ย่อมเอาออกมาให้เด็กๆฝึกฝนได้ มีเพียงวิชาธนูระดับสูงเท่านั้นที่เป็นวิชาเฉพาะ ไม่อาจจะให้พวกเขาเรียนรู้ได้ ดังนั้นจึงวางแผนที่จะไปหาวิชาใช้ธนูจากเขตแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อเอามามอบให้พวกเขาได้เรียนรู้

            

เรื่องพวกนั้นเป็นแผนการที่เธอจะต้องไปทำที่อื่น ฉะนั้น...เวลาที่เหลือนี้ เธอจึงพยายามที่จะจัดการเรื่องต่างๆในเขตมลพิษให้เสร็จ รวมทั้งการที่เธอต้องทำเรื่องจบการศึกษาของชั้นปีที่ 3 ก่อนเพื่อนด้วย

            

เหล่าอาจารย์ไม่ได้ห้ามปรามใดๆ พวกเขารู้ว่าเธอมีงานมากที่ต้องจัดการ อีกอย่างเรื่องในสถาบันเธอก็ช่วยไม่ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรั้งเธอเอาไว้ ในที่สุด...ก็ครบกำหนดที่ซูหยวนจะต้องเดินทางไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสียที แต่ครั้งนี้...เธอได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกับพวกองค์กรนักล่าสกุลจางด้วย

            

ประธานจางเดินทางไปก่อนหน้านี้แล้ว เขาเป็นเจ้าเมืองย่อมต้องมีงานมากให้จัดการ แผนที่จะเปลี่ยนเมืองนั้นให้กลายเป็นแหล่งตีเหล็กกำลังเริ่มต้นขึ้น

 

เนื่องจากองค์กรได้ทำสัญญากับกองทัพเอาไว้ พวกเขามีสิทธิที่จะได้ซื้อหุ่นรบอินทรีย์จำนวนหนึ่งมาก่อนผู้อื่นในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ นี่ทำให้งานอย่างการขุดเหมืองที่ต้องใช้กำลังคน ก็เปลี่ยนให้หุ่นรบอินทรีย์เหล่านั้นจัดการแทน

            

เดิมทีได้รับการต่อต้านมาก เพราะพวกคนงานขุดเหมืองกลัวว่าเจ้าเมืองจะแย่งงานและรายได้ของตนเองไปทั้งหมด พวกเขาตั้งใจจะทำเรื่องประท้วง หากแต่ท้องของเขาถูกจับไว้ด้วยอาหารจำนวนมากที่ประธานจางนำไปด้วย 

 

สุดท้าย...รายได้พวกนั้นที่ไม่เพียงพอจะซื้ออาหารกินให้อิ่มด้วยซ้ำจะสำคัญไปมากกว่าชีวิตน้อยๆของตนเองได้อย่างไร

            

ตอนนี้กลายเป็นว่า คนในเมืองแทบจะนั่งๆนอนๆเพื่อรอมื้ออาหารที่จางอู่หยางแจกจ่ายแล้ว ยังดีที่พวกเขาไม่ได้ให้ฟรีตั้งแต่แรก แต่ให้ทำงานอย่างเช่นการเก็บกวาด การรื้อบ้านร้างทิ้ง และการวัดตารางเขตพื้นที่บ้านรวมถึงพื้นที่ว่างทั้งหมดเพื่อเอามาบันทึกในแผนที่ใหม่

 

ทำงานเล็กๆน้อยๆนั่นแต่กลับมีอาหารให้กินทุกมื้อไม่ต้องอดตาย ผู้คนในเมืองจึงยิ่งตั้งใจทำงานกันมาก นอกจากนี้...จางอู่หยางก็มีแผนที่จะพัฒนาเมืองนี้ ก่อตั้งตระกูลใหญ่ขึ้นมาเพื่อให้ดูแลเรื่องต่างๆแทนตนเอง และเป็นการคานอำนาจกันหากมีเจ้าเมืองคนใหม่เข้ามาปกครอง 

 

นั่นเป็นเพราะเขาเชื่อเหลือเกินว่าถ้าเมืองนี้ทำรายได้อย่างดีแล้ว จะต้องมีสายตาอื่นๆจับจ้องมาแน่ ถึงตอนนั้น...ถ้าเขาไม่มีรากฐานอะไรไว้เลย ย่อมไม่สามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้

 

ซึ่งเรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหาอะไรเลย หากคนที่ทำให้รายได้ของเมืองเพิ่มขึ้นทั้งหมด และประชาชนส่วนใหญ่ของที่นี่กลายเป็นคนของเขาแล้ว 

 

ดังนั้น...การรับสมัครเข้าเป็นคนของสกุลจาง โดยต้องทำสัญญาเข้าตระกูล หากต้องการออกก็ต้องเอาชีวิตมาชดใช้นั้น เดิมทีหลายคนไม่ต้องการเข้าร่วม ถึงอย่างไรพวกเขาก็มีอาหารให้กินอยู่แล้ว แต่คนที่มีวิสัยทัศน์หน่อยก็พากันเข้ามาสมัคร 

 

งานนี้ไม่ได้สมัครเพื่อเป็นทาส หากแต่สมัครเพื่อเป็นคนในตระกูลของเขา เช่นนี้แล้วดีกว่าการขายตัวเป็นทาสมาก

 

ซึ่งการที่เขามาก่อนนี้ทำให้สามารถเริ่มก่อร่างตระกูลขึ้นมาได้บ้างแล้ว โดยคนที่สมัครมาเป็นคนสกุลจางจะได้รับถ่ายทอดวิชาตีเหล็ก ทรัพยากรส่วนใหญ่ได้รับมาจากจางอู่หยางเอง ประกอบกันจนเกือบจะขึ้นรูปให้ได้เห็นแล้ว แม้ว่าในเวลาไม่กี่สัปดาห์นี้จะทำให้พวกเขาไม่เห็นผลลัพธ์มากนัก แต่คนของจางอู่หยางที่ส่งเข้าไปเป็นเสาหลักของตระกูลจางในเขตมลพิษก็เริ่มแสดงให้พวกเขาเห็นแล้วว่ากำลังทำอะไรอยู่

 

ตระกูลที่ตีเหล็กได้ สร้างอาวุธได้! 

 

ด้วยคำนิยามนี้ หลายคนก็เริ่มมองเห็นอนาคตของตระกูลจางกันแล้ว มีคนจำนวนมากที่อยากจะเข้าร่วม แต่หลังจากนี้ไม่ง่ายดายเหมือนเดิมอีก เพราะคนที่มาทีหลังนั้นจะต้องถูกคัดเลือก เอาเพียงคนมีพรสวรรค์เข้ามาเท่านั้น กลายเป็นเรื่องที่ชาวเมืองเสียใจกันอยู่ตลอดในช่วงไม่กี่วันมานี้ เพราะคนที่ถูกปฏิเสธก็มีมากเช่นกัน

 

ซูหยวนรู้ว่าประธานจางของตนเองก้าวไปข้างหน้ารวดเร็วมาก เหลือเพียงตนเองเท่านั้นที่ต้องไล่ตามให้ทัน แต่เธอไม่ได้รีบร้อน เวลานี้ปล่อยให้ประธานพัฒนาเมืองให้ดีก่อน

 

จากนั้นเธอค่อยหาโอกาสแทรกเข้าไปก็ได้ ด้วยการร่วมมือของเธอและความรู้ในการเขียนอักษรเพิ่มพลังให้กับอาวุธและอุปกรณ์ เชื่อเถอะว่ามันจะกลายเป็นเมืองที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดแน่ 

 

ถึงตอนนั้นคงจะมีเรื่องวุ่นๆให้กับประธานของเธอต้องจัดการอีก แต่เวลานี้...ซูหยวนยังไม่สามารถไปที่เมืองแห่งนั้นได้ เมื่อเธอเดินทางมาถึงอาณาเขตของท่านอัศวิน หญิงงามผู้มีอำนาจมากที่สุดก็รีบมาต้อนรับเธอแล้ว

 

“คุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาว เนื่องจากอีก 2 เดือนข้างหน้าองค์ชายสี่จะสมรส แต่งตั้งภรรยาคู่กาย ดังนั้นช่วงนี้ท่านอัศวินหงส์ขาวจึงร้อนใจมาก กลัวว่าท่านจะยังเดินทางมาไม่ถึง แถมพวกเราก็เพราะไม่สามารถติดต่อท่านเพื่อแจ้งข่าวได้ ท่านอัศวินเกือบจะประกาศให้เลื่อนงานสมรสไปเสียแล้ว เพื่อรอให้ท่านกลับมาค่ะ” 

 

คนรับใช้ที่อัศวินหงส์ขาวส่งมาพูดขึ้นในขณะที่เชิญเธอเข้าไปยังที่พักใหญ่ของท่านอัศวินหงส์ขาว สถานการณ์คร่าวๆก็ได้อีกฝ่ายนี่แหละที่แจ้งให้ฟังบ้างแล้ว 

 

หลังจากงานเลี้ยงครั้งก่อนก็ไม่ได้มีอะไรมาก เหล่าคุณหนูองค์ชายกลับไปแล้วก็ยังส่งจดหมายมาหาเธอหลายฉบับ แต่คนที่จริงใจที่สุดเห็นจะเป็นคุณชายแห่งอัศวินพันปีที่ส่งจดหมายเชิญให้ธิดาแห่งอัศวินหงส์ขาวไปเยือนที่เขตพันปีเพื่อเข้าร่วมเทศกาลการล่าครั้งใหญ่ของพวกเขา

 

หากเธอเข้าร่วม ก็แปลว่าเธอมีโอกาสที่จะได้เข้าไปในเขตพื้นที่ล่าของพวกเขาด้วย ถือว่าเป็นคำเชิญที่ให้เกียรติกันมาก 

 

อย่างไรก็ตาม....นอกจากคุณชายแห่งอัศวินพันปีแล้ว คุณชายฮาร์ปี้เองก็ไม่ได้เลิกสนใจเธอเช่นกัน เขายังส่งจดหมายเชิญเธอให้ไปเที่ยวเล่นที่อาณาเขตฮาร์ปี้อยู่บ้าง แต่จดหมายนั้นก็รู้ว่าเธอไม่มีวันจะตอบรับ คล้ายว่าส่งมาให้รู้ว่าตัวเขายังมีตัวตนอยู่ อาจจะรอจังหวะดีกว่านี้แล้วมัดมือชกเธอก็ได้...

 

ซูหยวนยังไม่ได้ตัดสินใจตอบรับหรือปฏิเสธ เพราะเวลานี้ยังต้องเข้าพบอัศวินหงส์ขาวก่อน ตั้งแต่มาถึงจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้พักเลยด้วยซ้ำ จะเอาเวลาที่ไหนไปตอบจดหมาย ที่รู้ก็เพราะผู้รับใช้ได้แจ้งให้ฟังคร่าวๆเท่านั้นแหละ

 

หลังจากพากันเดินอย่างรีบร้อนเหมือนเดินบนหินไฟ ในที่สุดก็มาถึงห้องพำนักของท่านอัศวินหงส์ขาวเสียที ซูหยวนยังไม่เข้าใจมากนักว่าแค่พี่ชายบุญธรรมแต่งงานคนหนึ่ง เหตุใดต้องมีเรื่องตื่นเต้นจนบังคับให้เธอมาพบแม้จะยังไม่ได้จิบชาแม้เพียงถ้วยเดียว

 

“มาแล้วหรือ?” 

 

คนมีอำนาจมากที่สุดวางมือของตนเองลง สีหน้าเคร่งเครียดก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นผ่อนคลายอยู่บ้าง หากเป็นปกติ...เธอคงจะผายมือให้ซูหยวนนั่งลงแล้วค่อยๆพูดค่อยๆจากันแล้ว แต่...พอเป็นครั้งนี้ อัศวินหงส์ขาวกลับพุ่งเข้ามาหาเธอโดยตรงแทน 

 

มือเรียวขาวจับที่แขนทั้งสองข้างของซูหยวนแน่น สายตามีความนัยที่ต้องการสื่อให้เธอรู้ จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้คนของตนเองกลับออกไปเพื่อเฝ้าระวังอยู่ด้านนอก ท่าทางมีพิรุธเช่นนี้ทำให้ซูหยวนต้องเตรียมใจตั้งรับให้ดี เธอรู้ว่ากำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่นอน และเรื่องใหญ่นั้น...เธอคงจะเป็นจุดสำคัญที่พวกเขาต้องรอการมาถึง

 

“ท่านอัศวินหงส์ขาว ดูเหมือนว่าตอนนี้กำลังจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นใช่ไหมคะ”

 

“ใช่แล้ว ต้องขออภัยด้วยที่ต้องรบกวนอีกครั้ง แต่ว่า...นี่เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ และอาจจะมีแค่เธอเท่านั้นที่ช่วยฉันได้” 

 

ซูหยวนไม่เคยได้ยินอัศวินหงส์ขาวพูดด้วยท่าทางเช่นนี้มาก่อน ปกติแล้วอีกฝ่ายจะอยู่ในภาพลักษณ์สูงส่งตลอดเวลา แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังร้อนรนใจ หากแต่ไม่สามารถพูดออกไปให้คนอื่นได้ บางที...แม้แต่องค์ชายสี่ก็อาจจะไม่รู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน...

 

“เชิญท่านอัศวินกล่าวมาเถอะค่ะ ถ้าฉันช่วยได้ก็จะช่วยแน่นอน”

 

“อันซูหยวน ต้องขอโทษด้วยที่ทำแบบนี้นะ ฉันไม่ได้รับเธอเข้ามาเพื่อให้ทำงานแทนตนเองเลย แต่...นี่เป็นเรื่องบังเอิญ บังเอิญที่มีแค่เธอเท่านั้นที่จะเหมาะสมที่สุดที่จะช่วยพวกเรา” 

 

“พวกเรา?”

 

“ใช่แล้ว เรื่องนี้...คงต้องเริ่มมาจากความขัดแย้งของฉันและอัศวินราชินีเหมันต์นั่นแหละ ก่อนหน้านี้พวกเราไม่ได้เป็นแบบนี้หรอกนะ พวกเราเป็น “เพื่อน” ที่ดีต่อกันด้วยซ้ำ แต่เพราะเกิดเรื่องขึ้น ความสัมพันธ์ที่เคยดีก็ถูกทำลายลง นี่เป็นเพราะความผิดพลาดของฉันเอง”

 

“ย้อนไปเมื่อ 40 ปีก่อน ตอนนั้นฉันและอัศวินราชินีเหมันต์เป็นเพื่อนรักกัน และนอกจากพวกเราแล้วก็ยังมี...น้องชายของอัศวินราชินีเหมันต์อีกหนึ่งคน เขาอายุห่างจากพวกเราแค่ 1 ปีเท่านั้น ดังนั้นทุกคนจึงไปเล่นสนุกด้วยกันอยู่เสมอ”

 

“วันหนึ่ง ... ด้วยความซนของพวกเราตามประสาเด็กๆ สุดท้ายก็พากันแอบเข้าพื้นที่ล่า ด้วยเข้าใจว่าพลังของพวกเราเพียงพอที่จะเอาตัวรอดที่นั่นแล้ว หรือต่อให้เกิดเรื่องขึ้น พวกเราก็แค่เปิดเผยตัวเองออกมา เชื่อว่าทหารจำนวนมากจะต้องช่วยเหลือแน่นอน แต่...แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นจริงๆ”

 

“ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะฉันเอง ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ฉันกลับตกลงไปในกับดักบ่อน้ำแข็งโดยไม่คาดคิด ตอนที่ฉันคิดว่าตัวเองอาจจะตายไปจริงๆแล้วก็ได้”

 

“เวลานั้น...น้องชายของอัศวินราชินีเหมันต์กลับมาช่วยฉัน ใช้พลังของเขาทั้งหมดเพื่อผลักฉันออกจากบ่อน้ำแข็งนี้ ส่วนตัวเขา...ตัวเขากลับจมลงไปแทน” 

 

เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของอัศวินหงส์ขาวก็ปรากฏร่องรอยความเศร้าโศกเสียใจอย่างมาก มันเหมือนเป็นตราบาปของเธอด้วยเช่นกัน สุดท้าย...แม้ว่าอัศวินราชินีเหมันต์จะพยายามรังแกตนเองและอาณาเขตอย่างไร เธอก็ไม่อาจตัดขาดอีกฝ่ายได้ ทั้งหมดเป็นเพราะความรู้สึกผิดนี้นี่เอง

 

………………………………………..