บทที่ 551 ต้อนรับด้วยเสียงเย้ยหยัน (อ่านฟรี 7 ก.ย. 69)
บทที่ 551 ต้อนรับด้วยเสียงเย้ยหยัน (อ่านฟรี 7 ก.ย. 69)
บทที่ 551 ต้อนรับด้วยเสียงเย้ยหยัน
“ส่วนเรา เจอกันอีกแล้วนะคะ...ท่านจาง”
คำทักทายที่อ่อนหวานและดูสูงส่งของอีกฝ่ายทำให้ทุกคนในที่นั้นประหลาดใจมาก ไม่ใช่แค่ทหารของอาณาเขตอัศวินหงส์ขาวเท่านั้น แม้แต่ซูหยวนก็ยังต้องมองไปที่คนตัวใหญ่ซึ่งยังคงแตะหลังของเธออยู่ ท่าทางของจางอู่หยางคล้ายว่าจะไม่เอามือออกไปจากนี้แล้ว ด้วยกลัวว่าคนรักอาจจะเข้าใจผิด
ดวงตาของชายหนุ่มหม่นแสงลงไปเมื่อได้ยินการทักทายที่ชวนให้คนอื่นเข้าใจผิดเช่นนี้ เขาไม่ใช่คนโง่ และก็ไม่ได้โง่มาตั้งแต่แรกด้วย หากจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ของเขาและคุณหนูแห่งอัศวินราชินีเหมันต์เสวี่ยจิงผู้นี้ คงต้องพูดถึงตอนแรกที่เขาไปยังเมืองเล็กๆของตนเองเพื่อพัฒนา
เนื่องจากเมืองของเขาเป็นเมืองทางชายแดน ถัดออกไปเพียงสองเมืองก็เป็นอาณาเขตของอัศวินราชินีเหมันต์แล้ว ทำให้การติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายกันค่อนข้างคึกคัก
ทว่าเมืองที่เขาปกครองนั้นเป็นเมืองหุบเหวลึกที่ทุกที่มีเพียงแร่เหล็กและอื่นๆ การเพาะปลูกนั้นไม่ต้องพูดถึง ยิ่งจะเดินทางออกไปซื้อของภายนอกยังต้องใช้กำลังมาก ยังมีปัญหาเรื่องทรัพยากรในมือที่คนในเมืองจะหามาได้ด้วย
เนื่องจากราคาแร่ช่วงหลังๆนี้ตกต่ำมาก แถมยังหาเจอได้น้อยไม่เหมือนก่อนหน้านี้ หากต้องการแร่ก็ต้องขุดลึกลงไปอีก แต่กำลังและอุปกรณ์ในการทำเหมืองของพวกเขาไม่ได้มีมากนัก เหตุจากการที่เจ้าเมืองคนก่อนๆโกงกินไปหมดสิ้น สุดท้ายเมืองที่เต็มไปด้วยภาระนี้จึงไม่มีใครอยากจะมาดูแลอีก
จางอู่หยางอาศัยที่ตนเองแข็งแกร่งมีพลังมาก จึงสามารถเข้าออกได้ง่ายดาย อีกทั้งเขาตั้งใจที่จะฟื้นฟูเมืองแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ ดังนั้นจึงใช้ทรัพยากรของตนเองเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ทำให้พวกเขาสามารถหาอาหารและอุปกรณ์อื่นๆเข้ามาในเมืองนี้ได้ แต่อาหารจำนวนมากนั้นจะหาซื้อจากที่ไหนจึงจะได้ราคาถูกลงกันล่ะ?
อู่หยางได้สำรวจพื้นที่รอบๆไว้ก่อนแล้ว เขาจึงรู้ว่าการไปที่เมืองหน้าท่าซึ่งเป็นท่าน้ำเชื่อมต่อระหว่างอาณาเขตอัศวินราชินีเหมันต์และอาณาเขตของอัศวินหงส์ขาว ที่นั่นจะมีการแลกเปลี่ยนสินค้าราคาถูกจำนวนมาก รวมทั้งอาหารที่นำลงเรือมาด้วยเช่นกัน
ด้วยการตัดสินใจที่จะแลกเปลี่ยนทรัพยากรจำนวนมากที่เมืองท่าน้ำนี้เอง ทำให้เขาได้พบเจอกับคุณหนูเสวี่ยจิงที่มาประจำอยู่ชายแดนโดยบังเอิญด้วย แต่การพูดคุยระหว่างพวกเขาไม่ค่อยราบรื่นนัก
หญิงสาวผู้นี้นางใช้เสน่ห์ของตนเองเพื่อแย่งทรัพยากรที่เขากำลังจะซื้อได้ไปจนหมด จากนั้นก็เอาทรัพยากรเหล่านั้นมาขายทำกำไรอีกที เหมือนกับการกลั่นแกล้งไม่มีผิด ดังนั้นจางอู่หยางจึงไม่ได้มองอีกฝ่ายดีอะไร
ครั้งนี้ได้เจอกันอีกครั้งเป็นเรื่องบังเอิญที่ทำให้เขารำคาญใจที่สุด ออร่าพลังของหญิงผู้นี้ช่างน่ารำคาญจริงๆในสายตาของเขา แต่ท่าทางเช่นนี้กลับยิ่งทำให้เสวี่ยจิงรู้สึกชื่นชอบมากกว่าเดิม
เธอไม่เคยเจอบุรุษที่ต้านทานเสน่ห์ของตนเองได้ขนาดนี้ แม้แต่ครั้งแรกที่พบกัน เขาก็ไม่ได้มีสายตาที่ดีเวลามองเธอเลย
จากที่เสวี่ยจิงเห็นเขาเป็น “ภารกิจ” ที่ต้องทำให้สำเร็จ ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นมองเขาเป็น “กระดานเกม” ที่จะต้องเอาชนะให้ได้ ถ้าเธอทำให้เขาตกหลุมพรางนี้ไม่สำเร็จ เช่นนั้นเธอยังจะเชื่อมั่นในพลังของตนเองอีกได้อย่างไร
“ฉันเคยพบคุณหนูแห่งอัศวินราชินีเหมันต์ตอนแลกเปลี่ยนสินค้าครั้งก่อน”
“แลกเปลี่ยนสินค้าครั้งก่อน...”
ซูหยวนคิดตาม ก่อนจะนึกถึงเรื่องหนึ่งที่ประธานจางเคยเล่าให้ฟังว่าพวกเขามีปัญหาในการแลกเปลี่ยนทรัพยากรครั้งแรก ดังนั้นจึงเปลี่ยนเมืองที่จะแลกเปลี่ยนทรัพยากรจากเมืองท่าน้ำไปเป็นเมืองที่อยู่ห่างออกไปอีกฝั่ง แม้ว่าการเดินทางจะยากลำบากกว่าเล็กน้อย ทว่าราคาสินค้าถูกลงกว่าเท่าตัว ทำให้คุ้มค่าที่จะเดินทางมากกว่า
ดูจากท่าทางและการแสดงออกของประธานจางแล้ว คุณหนูเสวี่ยจิงที่ถูกมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร แปลว่าเธออาจจะเป็นผู้ที่สร้างปัญหาทำให้การแลกเปลี่ยนไม่ราบรื่นคนนั้น
ซูหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อย สังเกตเสวี่ยจิงอีกครั้งเพื่อพิจารณาอีกฝ่าย ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีเจตนาดี ทั้งต่อประธานและต่อตัวเธอ สายตาที่สามารถมองผ่านเธอที่เป็นคุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาวเหมือนไม่ให้เกียรติ ชัดเจนแล้วว่าเธอไม่ต้องการเป็นมิตรด้วย ดังนั้น...หลังจากนี้เสวี่ยจิงจะอยู่ในรายชื่อที่ต้องระวังแล้ว
ตอนนี้เธอมาที่อาณาเขตอัศวินราชินีเหมันต์ ถ้ามีคนคิดไม่ดีก็จะระวังตัวยาก รู้ระวังเอาไว้ตั้งแต่แรก หาทางหนีทีไล่เตรียมไว้คงจะดีกว่า
“คุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาวคงจะไม่รู้ พวกเราเคยบังเอิญพบเจอกันที่เมืองท่าน้ำ ตอนนั้นพวกเราเกือบจะได้ร่วมมือกันแล้ว น่าเสียดายที่ท่านจางตระหนี่เกินไป”
บุรุษที่ไหนก็คงจะไม่ชอบคำว่า “ตระหนี่” ยิ่งอยู่ต่อหน้าสตรีที่สวยงามด้วยแล้ว แต่เสวี่ยจิงจงใจพูดมันออกมาเหมือนเป็นการตบหน้าเขา คาดหวังจะได้เห็นอารมณ์โกรธของเขา ทว่า...น่าเสียดายที่จางอู่หยางไม่ได้สนใจคนอื่น เขารู้แค่ว่าซูหยวนของเขาเข้าใจก็พอแล้ว
“ตระหนี่หรือไม่ตระหนี่ ก็ต้องดูสินค้าชิ้นนั้นก่อนว่าสมควรจะจ่ายอย่างไร บางครั้ง...สินค้าที่มีค่าในสายตาของคุณหนูแห่งอัศวินราชินีเหมันต์จนไม่ตระหนี่ที่จะซื้อ อาจจะเป็นของที่ไม่ได้มี “ค่า” มากพอสำหรับพี่จางของฉันก็ได้ เพราะที่ฉันเคยเห็นมาก่อน พี่จางไม่เคยตระหนี่ต่อฉันเลย ทรัพยากรมากมายที่ฉันได้รับก็ล้วนมาจากเขาทั้งนั้น”
อันซูหยวนคลี่ยิ้มออกมา แถมยังทำหน้าตาภาคภูมิใจอีกด้วย การแสดงเป็นชาเขียวตัวน้อยทำให้จางอู่หยางเกือบจะหัวเราะออกมา
เขาไม่คิดจะสนใจว่าคนอื่นจะมองอย่างไร ต่อให้ถูกเข้าใจว่าตระหนี่ขี้เหนียวก็ไม่เป็นปัญหา ทว่า...เมื่อเห็นซูหยวนปกป้องตนเองแบบนี้ แถมยังทำท่าทางราวกับว่าเป็นคนพิเศษของเขา จางอู่หยางกลับรู้สึกพอใจมากจริงๆ
“แน่นอนว่าเรื่องที่คุณหนูต้องการ ฉันจะหามาให้ทั้งหมด...”
จางอู่หยางพูดตอกย้ำด้วยสายตาจริงจัง ทำเอาซูหยวนที่ต้องการก่อกวนผู้หญิงตรงหน้าเริ่มจะเก้อเขินขึ้นมาบ้าง อีกอย่าง...การถูกเรียกว่า “คุณหนู” ด้วยน้ำเสียงแบบนั้น มันอดทำให้ขนแขนลุกชันไม่ได้จริงๆ
เธอเป็นลูกน้องของเขา เวลานี้ก็ยังเป็นลูกน้องของเขาอยู่ดี ก็แค่ลูกน้องคนนี้ได้ฐานะเป็นบุตรีบุญธรรมของท่านอัศวินหงส์ขาว เจ้านายเรียกเธอว่าคุณหนู...เธอก็รู้สึกแปลกอยู่นิดๆ
เห็นสองคนหยอกล้อกันหวานชื่น สายตาของเสวี่ยจิงก็พลันดำมืดลงเล็กน้อย ความงามสง่าของเธอก่อนหน้านี้เกือบจะถูกบดบังด้วยออร่าความโกรธ ยังดีที่เสวี่ยจิงได้รับการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วนกับท่านอัศวินราชินีเหมันต์ ดังนั้นเธอยังคงรักษาความเยือกเย็นของเธอไว้ได้อยู่
“ทั้งสองท่านค่อนข้างจะสนิทสนมกันนะคะ สมกับที่มาจากเขตมลพิษเหมือนกัน แต่ว่า...พอมาที่เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราแล้ว หลายๆอย่างก็คงจะไม่เหมือนเดิมอีก ฉันไม่อยากให้พวกท่านทั้งสองต้องผิดหวังในอนาคต ฉะนั้น...อย่าเพิ่งคาดหวังกันจะดีกว่า”
“ไม่รบกวนให้คุณหนูแห่งอัศวินราชินีเหมันต์ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ ฉันกับพี่จางมีความสัมพันธ์อย่างไร หรือจะคาดหวังเกี่ยวกับอนาคตกันอย่างไร เป็นเรื่องของพวกฉันค่ะ”
ความหมายของซูหยวนก็คือการบอกว่าเสวี่ยจิงไม่ต้องมายุ่งเรื่องของพวกเธอ ทั้งยังพูดด้วยรอยยิ้มนิดๆเป็นการท้าทาย นี่ยิ่งทำให้เสวี่ยจิงตั้งมั่นว่าจะเอาชนะเธอให้ได้ แล้วก็จะครอบครองหัวใจของจางอู่หยาง เมื่อทำให้คนหลงใหลจนหัวปักหัวปำและทำภารกิจทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว เธอจะไม่ปล่อยให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแน่
ภารกิจของเธอมีแค่การตามหาตัว “ชายคนนั้น” ที่ท่านแม่พูดถึงได้สำเร็จ หากยืนยันว่าท่านจางก็คือชายคนนั้นจริงๆ เช่นนั้นเธอก็จะคว้าเขาเอาไว้ ใช้เป็นเครื่องมือทำให้อาณาเขตอัศวินราชินีเหมันต์ยิ่งใหญ่มากขึ้น แต่ถ้าเขาไม่ใช่...เช่นนั้นก็รอดูเธอเหยียบย่ำเขาให้จมดินได้เลย
สำหรับเสวี่ยจิง ความรักอะไรนั่นก็แค่เรื่องตลก เหมือนกับที่มารดาของเธอเคยสอนเอาไว้ หัวใจของคนเปลี่ยนแปลงได้เสมอ บุรุษมีหน้าที่สร้างทายาทให้กับเธอก็เท่านั้น บิดาของเสวี่ยจิงตอนนี้ก็ทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายคนหนึ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะเขามีสายเลือดระดับสูงของเผ่าพันธุ์ คิดว่าท่านแม่จะยังเลือกเขางั้นหรือ?
นอกจากบิดาของเสวี่ยจิงแล้ว ก็ยังมีบุรุษอีก 2 คนที่ได้ให้กำเนิดทายาทกับท่านแม่ด้วย แต่ทั้งสองคนอ่อนแอกว่า ลูกที่ออกมาจึงมีพลังด้อยกว่าเสวี่ยจิง สุดท้ายก็ถูกเขี่ยออกไปอยู่นอกกรอบ เป็นได้แค่ตัวสำรองเท่านั้น
เสวี่ยจิงมองดูบุรุษร่างสูงใหญ่ตรงหน้า ถ้าเขาเป็นชายคนนั้นที่แม้แต่ท่านเทพก็ยังต้องการยกให้เป็นอัศวินคนใหม่จริง สายเลือดของเขาก็ต้องทรงพลังมากแน่ๆ แต่ถ้าเขาไม่ใช่...เธอก็ไม่คิดจะคว้าคนจากเขตมลพิษมาเป็นคู่ครองให้สกปรกหรอก!
แม้ว่าซูหยวนกับจางอู่หยางจะไม่ได้ยินความคิดทั้งหมดของหญิงสาวผู้นี้ ทว่า...สายตาที่ซับซ้อนนั้นก็บ่งบอกความเกลียดชังและความรู้สึกอยู่เหนือกว่าออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เธอรู้สึกว่าความคิดของคนในเขตแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ช่างน่าหัวเราะเกินไป รอจนกว่าเธอจะเข้าไปในมิติลับของพวกเขาทุกแห่งแล้วสามารถส่งหนูทองลายขาวและสัตว์เลี้ยงตนอื่นๆเข้าไปได้สำเร็จ ซูหยวนก็ไม่เห็นว่าที่นี่จะมีประโยชน์อย่างอื่นอีกแล้ว
ตอนนั้น...เธอจะมุ่งหน้าไปที่ดินแดนแห่งผู้ปกป้อง ตามหา “เทพผู้สร้าง” หรือ “ผู้เล่นระดับสูงสุดสกุลเหอ” คนนั้นให้เจอ แล้วก็จะได้รู้ความจริงทั้งหมดเสียที
เธอแค่ต้องการจะกลายเป็นผู้มีพลังสูงสุด ขอแค่ปกป้องฟาร์ม ปกป้องดินแดนที่มีคนที่เธอรักอยู่ให้ปลอดภัยได้ เธอก็ไม่สนใจความคิดของคนอื่นอีกแล้ว
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ก็แค่ก้าวแรกที่เธอจะผ่านไปเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นก็เท่านั้น ในสายตาของพวกเขา...เธอและคนจากเขตมลพิษไม่มีค่าอะไร แล้วคิดว่าในสายตาของเธอ...พวกเขามีค่านักหรือ?
ความเงียบงันที่ทำให้บรรยากาศอึดอัดนี้ถูกทำลายลงโดยเสียงของผู้มาใหม่ อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มร่างสูง มีสัญลักษณ์ของเผ่าเหมันต์อยู่ด้วย เมื่อเขาเดินมาอยู่ข้างกายของเสวี่ยจิง ก็ให้ความรู้สึกสนิทสนมกันอย่างน่าประหลาด
“คุณหนูแห่งอัศวินราชินีเหมันต์ พวกเราเตรียมพร้อมแล้ว สามารถเดินทางไปที่พื้นที่เชื่อมมิติได้เลยครับ”
เขาทำความเคารพอย่างสูงสุดกับคุณหนูของตนเอง ยื่นมือออกมาข้างหน้าในท่าคุกเข่า การแสดงออกเหมือนกับได้ “บูชา” หญิงสาวเช่นนี้ทำให้ซูหยวนมองเห็น “ความสำคัญ” ของเสวี่ยจิงในสายตาของคนอาณาเขตอัศวินราชินีเหมันต์มากขึ้น หลังจากนี้...แม้ว่าจะไม่ค่อยชอบเธอนัก แต่การวางตัวที่ดีก็จำเป็นมาก เธอไม่ควรสู้กับพวกลัทธิ นี่เป็นสิ่งที่เคยได้เรียนรู้มาจากในอดีต
คุณหนูเสวี่ยจิงยื่นมือออกไปให้เขา จากนั้นทั้งสองคนก็เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง ขบวนของเธอเคลื่อนที่เข้ามาจัดแถว ดูยิ่งใหญ่มาก เหมือนกับจงใจที่จะทำแบบนี้เพื่อกดข่มขบวนของซูหยวนไม่มีผิด
“นี่...พวกเขาจงใจแน่ๆ เพื่อดูว่าพวกเราจะเดินทางมาอย่างไร พวกเขาจึงเตรียมพร้อมช้าขนาดนี้”
“นั่นน่ะสิ นี่คงจะไปพาคนมาเพิ่มแน่ๆ ทำให้ขบวนดูใหญ่โตกว่าพวกเราที่มาจากต่างอาณาเขตเสียอีก”
“เคยได้ยินว่าคุณหนูแห่งอัศวินราชินีเหมันต์เป็นพวกที่ไม่ยอมอยู่ต่ำกว่าใคร คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นมากขนาดนี้”
“ชู่! เบาๆหน่อยเถอะ ไม่เห็นสายตาพวกทหารของอาณาเขตอัศวินราชินีเหมันต์หรือ? กล้าว่าคุณหนูของพวกนั้นก็เหมือนกับการประกาศสงครามนั่นแหละ”
“ถ้ารู้แบบนี้ พวกเราน่าจะพาทหารมาอีกสักห้าร้อยคน ดูสิว่าจะยังหาทหารจำนวนมากขนาดนั้นมาสมทบได้ทันหรือไม่!”
เสียงกระซิบกระซาบของพวกเขาน่าจะดังเข้าหูของเสวี่ยจิงเช่นกัน แต่แทนที่เธอจะโกรธเมื่อได้ยินเช่นนั้น กลับเผยรอยยิ้มแห่งความพอใจขึ้นมาแทน
“ฉันได้เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปพื้นที่ล่าแล้ว คุณหนูและสมาชิกจากเขตอัศวินหงส์ขาวทุกท่านพร้อมหรือยัง” เห็นคนปรายตามองตนเองเช่นนั้น แทนที่ซูหยวนจะโกรธ เธอทำเพียงพยักหน้าตอบรับกลับไปเท่านั้น
สายตาของบุรุษร่างใหญ่ที่คุกเข่าก็ปรายตามองเธอด้วยความเย็นชา เขาได้ยินบทสนทนาก่อนหน้านี้แล้ว รู้ว่าคุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาวไม่ได้น่าคบหาเลย เธอถึงกับกล้าวางตัวเทียบเท่ากับคุณหนูของพวกตน ทั้งๆที่สายเลือดของเธอมีเพียงความสกปรกเท่านั้นแท้ๆ
ประกายเย็นชาที่แฝงไว้ด้วยคมมีดพร้อมกรีดร่างของคนที่กล้าดูแคลนคุณหนูที่สูงส่งของตน ทำให้จางอู่หยางก้าวออกมาข้างหน้า เขาแตะที่หลังมือของซูหยวนพร้อมกับพูดให้ได้ยินตรงนั้น
“คุณหนูของพวกเราพร้อมแล้ว เชิญนำทาง”
“ดี ถ้าอย่างนั้นก็รีบตามมาให้ทันล่ะ ฉันกลัวว่าพริบตาเดียว...ก็จะหาพวกท่านไม่เจอแล้ว”
คำท้าทายและเยาะเย้ยนี้ทำให้พวกทหารของอัศวินหงส์ขาวเดือดมากกว่าเดิม พวกเขามองไปที่พาหนะของอัศวินราชินีเหมันต์ รู้สึกว่าอีกฝ่ายจงใจจะทิ้งพวกตนเอาไว้ด้านหลังแน่ๆ การพูดแบบนี้...ไม่เท่ากับเป็นการดูหมิ่นกันตั้งแต่ยังไม่เริ่มหรือ? เช่นนี้เรียกว่าการต้อนรับได้หรืออย่างไร!
……………………………