LNCrawler

บทที่ 552 คนที่หัวเราะที่หลัง ( อ่านฟรี 8 ก.ย. 69)

อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก (อ่านฟรีจนจบ) (*มีอีบุ๊ค*) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 552 คนที่หัวเราะที่หลัง ( อ่านฟรี 8 ก.ย. 69)

บทที่ 552 คนที่หัวเราะที่หลัง

 

​พวกเขาไม่ใช่ถึงกับเอา “รถลากเหินเวหา” มาใช้เลยหรือ? รถลากเหินเวหานี้เป็นรถลากที่มีความเร็วสูงที่เป็นความร่วมมือระหว่างสองอัศวิน โดยอัศวินพันปีเป็นคนเขียนอักขระและวางค่ายกลให้ ส่วนอัศวินราชินีเหมันต์ก็หาทรัพยากรจำนวนมากไปให้เขา ดังนั้นมันจึงเป็นรถลากที่คุณสมบัติยอดเยี่ยมทั้งความเร็ว พลังป้องกัน และความสะดวกสบาย

 

​เมื่อเสวี่ยจิงขึ้นไปนั่ง เธอเอนกายแล้วเหลือบมองซูหยวนกับอู่หยางเล็กน้อย โบกมือครั้งเดียวรถลากเหินเวหานี้ก็ลอยขึ้นสูงจนเกือบจะมองไม่เห็น หากไม่ใช่เพราะพวกเธอมีสายตาดี...อาจจะคิดว่าคนพวกนี้หายตัวไปแล้ว

 

“เจ้านาย...”

 

ราชินีตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์เข้าใจสถานการณ์อยู่บ้าง มันขยับเข้ามาหาซูหยวนทันที ต้องการจะพาเธอไปให้เร็วกว่าพวกนั้น ทว่า...ซูหยวนไม่รีบร้อน เธอรอเวลาให้ผ่านไปเกือบ 5 นาที จนทำให้คนที่อยู่ข้างบนซึ่งเร่งความเร็วสูงสุด ตั้งใจว่าจะทิ้งให้พวกเขาตามไม่ทันแล้วค่อยวนกลับไปรับคิดว่าตนเองทิ้งห่างมาแล้ว

 

​ทหารของอัศวินราชินีเหมันต์ที่ยังอยู่ข้างล่างสับสนมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมคนของอัศวินหงส์ขาวจึงไม่รีบร้อนเดินทางไปเสียที หรือพวกเขาจะยอมแพ้ตั้งแต่เห็นรถลากเหินเวหาแล้ว?

 

​ก่อนที่รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจจะปรากฏขึ้น ตอนนั้นซูหยวนก็ส่งสัญญาณให้คนของตนเองแล้ว ตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์ประจำที่ ก่อนที่จะกางปีกขนาดใหญ่ขึ้น โบกพร้อมกันครั้งเดียวก็พาคนของอัศวินหงส์ขาวทั้งหมดลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

 

​ความยิ่งใหญ่นี้ทำเอาทหารของอัศวินราชินีเหมันต์มองตามตาค้าง แม้ว่าพวกเขาจะมีรถลากเหินเวหา...แต่รถลากนั้นนั่งได้มากที่สุดก็แค่ 5 คนเท่านั้น ตอนนี้คนของอัศวินหงส์ขาวประมาณ 100 ชีวิต จู่ๆนึกจะเดินทางก็กระพือปีกครั้งเดียวแล้วพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าเลยหรือ?

 

​ทางด้านเสวี่ยจิงที่เห็นว่าด้านหลังยังไม่มีผู้ติดตามมา รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นชัดเจน เธอยกขาขึ้นพาดบ่าของทหารหนุ่มร่างใหญ่ที่หลงใหลตนเองถึงขีดสุด คนในอาณาเขตอัศวินราชินีเหมันต์ก็เป็นเช่นนี้ ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยเจอใครที่ต้านทานความงามและเสน่ห์ของเธอได้เลย ดังนั้นเมื่อเห็นเขายังคงเคารพเธอเช่นเดิม มือเรียวของเสวี่ยจิงก็แตะที่คางของเขาแล้วรั้งมันให้ขึ้นมา

 

“ติดต่อคนของเรา ดูสิว่าพวกนั้นเดินทางถึงไหนแล้ว พวกเราจะได้ย้อนกลับไปรับพวกมัน”

 

“คุณหนูแห่งอัศวินราชินีเหมันต์ พวกเราสามารถไปส่งท่านถึงที่หมายก่อนได้เพื่อที่ท่านจะได้พักผ่อนก่อน ส่วนการรับคนของอัศวินหงส์ขาวนั้นค่อยให้ทหารธรรมดาไปรับก็พอ...” แววตารังเกียจที่เหมือนพูดถึงมดปลวกทำให้เสวี่ยจิงหัวเราะออกมา

 

“ทำแบบนั้นได้อย่างไรเล่า ถ้าฉันไม่ได้ไปด้วย จะเห็นสีหน้าอับอายของพวกมันได้ยังไง”

 

“สีหน้าอับอายที่น่าสมเพชของพวกมันไม่ได้น่ามองเลยครับ จะทำให้ท่านเสียสายตาเปล่าๆด้วย..”

 

“.............” เห็นอีกฝ่ายยังปฏิเสธคำสั่งของตนเอง เสวี่ยจิงก็ไม่ตอบอะไรอีก ออกแรงที่มือ จิกคางของเขาจนมีรอยเลือดไหลซิบ

 

“คะ คุณหนู...” แทนที่คนจะโกรธ เขากลับหลับตาอย่างพึงพอใจ คุณหนูอุตส่าห์ใช้เล็บที่สง่างามเพื่อสร้างบาดแผลแก่เขาเช่นนี้ แปลว่าคุณหนูก็ไม่ได้รังเกียจเขาใช่ไหม?

 

“ย้อนกลับไป”

 

“เข้าใจแล้วครับ”

 

คนร่างใหญ่เปลี่ยนเป็นเชื่อฟังทันที เขากำลังจะส่งสัญญาณให้ทหารวกกลับไป แต่ก่อนที่จะได้ทำเช่นนั้น...แรงลมสายหนึ่งก็พัดผ่านหน้าไป พร้อมกับเสียงดัง “พรึ่บ” ไม่กี่ครั้งพร้อมกันราวกับเสียงกลองรบ

 

“อะไร? อะไรกำลังมา!!”

 

​ทหารของอัศวินราชินีเหมันต์ตกใจมาก พวกตนอยู่บนท้องฟ้าใต้บาเรียป้องกันของเทพผู้สร้าง แล้วเหตุใดจึงมีเสียงฝูงสัตว์ร้ายที่พุ่งหน้ามาทางนี้ แถมยังดูเหมือนว่าจะพุ่งเป้ามายังพวกตนเสียด้วย

 

“เตรียมพร้อมสำหรับการป้องกัน!” ทหารร่างใหญ่ตะโกนออกมาเสียงดัง

 

ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความกังวลใจ ถึงจะมั่นใจในฝีมือของตนเองขนาดไหน แต่เนื่องจากตนเองมากันแค่ 4 คน รวมกับคุณหนูด้วยแล้วเป็น 5 คนเท่านั้น หากสัตว์ร้ายจำนวนมากต้องการโจมตีจริงๆ กำลังเพียงเท่านี้คงพอให้คุณหนูหลบหนีไปเท่านั้น ส่วนชีวิตของตนเองและพวกพ้อง...คงต้องทิ้งไว้ที่นี่แล้ว

 

“สู้ตายเพื่อคุณหนู!!”

 

“ชีวิตนี้เพื่อคุณหนู!!” พวกทหารอีก 3 คนที่เหลือก็พยายามปลุกระดมขวัญกำลังใจให้กลับคืนมาเช่นกัน

 

พวกเขารู้ดีว่าเสียงของ “ฝูง” สัตว์ปีกที่บินมาทางนี้ อย่างต่ำก็น่าจะมีจำนวนเกือบ 100 ตน แล้วพวกเขาแค่ 4 คนจะสามารถปกป้องคุณหนูได้หรือ? ต่อให้นอนหลับไปฝันหนึ่ง ในฝันก็ยังคงเห็นแค่ภาพตนเองถูกรุมทึ้งฉีกร่างเลย

 

“หึ หึ” ในขณะที่ทหารของอัศวินราชินีเหมันต์กำลังหวาดหวั่นอยู่นั้น เสียงหัวเราะที่ลอยมาตามลมกลับทำให้พวกเขาชะงักค้างไป มองดูรอบๆยังคิดว่าหูของพวกตนฝาดไปหรือไม่ ก่อนที่เจ้าของเสียงจะพูดขึ้นมาอีก

 

“โอ้ ไม่ต้องหวาดกลัวไป นี่เป็นเสียงของพวกเราเอง” ในม่านหมอกที่ปกคลุมคราแรก เงาหลายร่างค่อยๆปรากฏขึ้น เผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเงาอะไรกันแน่

 

​ราชินีตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์เร็วที่สุด มันพุ่งออกมาพ้นหมอกหนา บนร่างของมันมีหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้วย แม้ว่าเจ้าตัวจะยังมีร่างกายบอบบางเฉกเช่นที่พวกเขาดูแคลนหนักหนา ทว่าตอนนี้กลับดูสง่างามและทรงพลังอย่างมาก

 

“คุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาว อันซูหยวน!!!”

 

“โอ้ ใช่แล้ว เป็นฉันเอง ขออภัยที่ทำให้กลัวนะ เรื่องนี้พวกเราผิดเองที่ไม่ได้แจ้งก่อนเองว่าจะเดินทางติดตามมาด้วยวิธีนี้ ดังนั้น...คงจะทำให้พวกคุณกลัวมากเลยสินะ ขออภัยด้วยจริงๆ ไม่คิดเลยว่าทหารของท่านอัศวินราชินีเหมันต์จะอ่อนไหวขนาดนี้” รอยยิ้มหยันปรากฏที่มุมปากของเธอในขณะที่จ้องมองเสวี่ยจิงผู้ที่มั่นใจในตนเองเสียเต็มประดา

 

​ความภาคภูมิใจที่ได้ละทิ้งพวกตนไว้ข้างหลังนั้นสนุกมากหรือไม่? ตอนนี้เธอได้แสดงให้เห็นแล้วว่าใครกันแน่ที่จะละทิ้งใคร แล้วสุดท้าย...ใครกันที่จะได้ภาคภูมิใจ หรือต้องอับอาย!

 

“เฮ้อ แต่ก็นะ....อุตส่าห์ให้ออกตัวกันมาก่อน 5 นาที คิดว่าน่าจะไปได้ไกลแล้ว สุดท้ายก็อยู่กันตรงนี้เองหรือ? ถ้าอย่างนั้น...พวกเราขอลงไปชมทิวทัศน์ข้างล่างก่อนได้หรือไม่ แล้วสักพักค่อยไล่ตามหลังไป คุณหนูแห่งอัศวินราชินีเหมันต์คงจะไม่ตำหนิพวกเราใช่ไหม?”

 

“หรือไม่...อยากจะให้พวกเราเป็นคนช่วยพาพวกท่านไปหรือไม่? ตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์ของพวกเรา หนึ่งตนสามารถพาคน 2-3 คนไปพร้อมกันได้นะ”

 

ซูหยวนเอ่ยถามคล้ายไม่ถามแต่เป็นการตบหน้าคนมากกว่า รอยแดงปรากฏที่แก้มของเสวี่ยจิง มือของเธอจิกเข้าหากันเองจนเกิดเป็นรอยแดง

 

​อับอาย!!

 

​ทั้งชีวิตของเธอ นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ต้องอับอาย!

 

​คนแรกเป็นจางอู่หยางที่ละทิ้งเธอทันทีเมื่อเธอเสนอความร่วมมือ เดิมทียังคิดว่าเขาจะเข้ามาต่อรองราคา เธอตั้งใจว่าแค่เขาคุกเข่าลงร้องขอเธอ สินค้าที่เธอแย่งซื้อมานั้นก็จะยกให้ฟรีๆเลยก็ได้ แต่เขากลับไม่ยอมทำตามหมากที่เธอวางไว้ คนผู้นี้เย่อหยิ่งมาก ไม่พูดอะไรแค่หันหลังแล้วกลับไปทั้งอย่างนั้นเลย ทำเอาเธอยืนอ้าปากค้างด้วยความเจ็บใจอยู่อย่างนั้น

 

​เพื่อที่จะแย่งเขาซื้ออาหารจำนวนมากมา เธอยังให้ราคาสูงกว่าปกติด้วย สุดท้ายกลับเป็นเธอที่ได้สินค้าราคาแพงกลับไป แบบนี้ไม่น่าเจ็บใจหรือ?

 

​ตอนนี้...เป็นครั้งที่สองที่ถูกคนจากเขตมลพิษตบหน้า เธอคิดว่าตนเองจะได้แสดงพลังของอัศวินราชินีเหมันต์ รถลากเหินเวหาเป็นพาหนะที่อาณาเขตอัศวินราชินีเหมันต์ภาคภูมิใจ นี่เป็นพาหนะที่ดีที่สุด เร็วที่สุด ยิ่งกว่าการใช้ปีกของพวกอัศวินหงส์ขาวด้วยซ้ำ แต่ทำไม...ทำไมคนพวกนี้จึงไม่ยอมทำตามกติกา

 

​สัตว์ร้ายที่คนของอัศวินหงส์ขาวใช้ขี่มาเป็นสัตว์ร้ายแบบไหน เสวี่ยจิงไม่เคยเห็น เธอจึงเข้าใจว่ามันน่าจะเป็นสัตว์ร้ายจากเขตมลพิษแน่ๆ

 

​แต่...เขตมลพิษทรงพลังถึงขนาดนั้นเลยหรือ? จะบอกว่าพวกเขา...แข็งแกร่งกว่าเธอ กว่าคนในเขตแดนศักดิ์สิทธิ์หรือ? นั่น...เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม!!

 

“คุณหนูแห่งอัศวินราชินีเหมันต์ ท่านช่วยบอกให้คนของท่านเร่งการเดินทางนี้อีกหน่อยได้หรือไม่” ซูหยวนยังถามย้ำอีกครั้ง เรียกสติของเสวี่ยจิงกลับมาสู่ความเป็นจริง

 

“อย่าได้ใจเกินไปนักเลย เมื่อเทียบกันแล้ว...การขี่สัตว์ร้ายที่ต้องระวังตลอดเวลา กับการใช้พาหนะที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ซึ่งจะไม่มีวันทรยศเจ้าของนั้น ดูก็รู้แล้วว่าแบบไหนดีกว่า”

 

“คุณหนูแห่งอัศวินราชินีเหมันต์พูดถึงอะไรกันคะ” ซูหยวนแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว รอยยิ้มที่กดลึกทำให้เสวี่ยจิงที่อุตส่าห์พูดแก้เขินลอบกำหมัดแน่น

 

​ถ้ามีโอกาส...เธออยากจะฆ่าผู้หญิงคนนี้ทิ้ง ไม่สิ! เธอจะต้องหาโอกาสฆ่าผู้หญิงคนนี้ให้ได้!

 

​ดูเหมือนว่าทางซูหยวนเองก็อาจจะคิดเหมือนกัน เดิมทีเธอตั้งใจจะเป็นมิตรกับคุณหนูเสวี่ยจิง หรืออย่างน้อยก็ไม่สร้างปัญหา แต่เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่เพียงมีปัญหากับประธานของเธอ แถมยังเตรียมพร้อมจะมา “ดูถูก” กันล่วงหน้า เธอก็รู้ว่าวิธีประนีประนอมคงใช้ไม่ได้อีกต่อไป

 

​ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เล่นตาต่อตา ฟันต่อฟันไปเสียเลยล่ะ!

 

​อยากให้เธอเจ็บใจหรอ? ถ้าอย่างนั้นก็ลองเจ็บใจมากกว่าสักสิบเท่าสิ! หรืออยากจะให้เธอตายงั้นหรอ? ดูหรือยังว่าตัวเองมีสัก 10 ชีวิตที่จะหนีรอดพ้นจากเงื้อมือของเธอหรือไม่!

 

“คุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาวไม่ต้องทำเป็นใสซื่ออีกต่อไป ฉันรู้แล้วว่าพวกเราไม่น่าจะเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันได้ หลังจากนี้...ฉันจะไม่พยายามเสแสร้งแล้วเหมือนกัน ในเมื่อพวกเราอยู่ในฐานะของ “กึ่งศัตรู” กันตั้งแต่แรก เช่นนั้นก็คงจะไม่พัฒนาเป็นอย่างอีกได้อีกแล้ว นิสัยที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวของฉันและคุณหนู...พวกเราแค่พยายามไม่ทะเลาะกันถึงขั้นรุนแรงคงจะดีกว่า”

 

​เสวี่ยจิงเชิดหน้าขึ้น เธอทำท่าทางราวกับไม่ต้องการเอาของดีมาแลกของเสีย การให้ความสนใจอันซูหยวนในสายตาของเธอเป็นการลดตัวลงไป ดังนั้น...เธอจึงคิดว่าหลังจากนี้จะไม่สนใจอีกฝ่ายอีกแล้ว

 

​ไม่ใช่เพราะเธอกลัวว่าจะพ่ายแพ้อีก แต่แข่งขันกับคนเช่นอันซูหยวนนี้ ต่อให้ชนะเธอก็ไม่มีวันภาคภูมิใจ!

 

​ท่าทางของเสวี่ยจิงเป็นเช่นนั้น ในขณะที่อันซูหยวนก็แค่นหัวเราะออกมาเช่นกัน ตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มเรื่องนี้ก่อน เวลานี้กลับประกาศออกมาเหมือนเธอเป็นคนผิด ช่าง....เอาเถอะ ลูกก็เหมือนกับแม่ โทษทุกอย่างยกเว้นตนเอง

 

​ท่านอัศวินราชินีเหมันต์ก่อนหน้านี้ต้องเสียน้องชายไปเพราะความซนของตน สุดท้ายเกิดเรื่องขึ้นมาก็โทษว่าเป็นความผิดของท่านอัศวินหงส์ขาว ทั้งๆที่พื้นที่ล่านี้เป็นของอัศวินราชินีเหมันต์แท้ๆ

 

อัศวินหงส์ขาวผู้เป็นคนดวงซวยที่ต้องเจอกับปัญหานั้น หากไม่ใช่เพราะคุณชายน้อยของอัศวินราชินีเหมันต์รู้ว่าจะเป็นปัญหาถ้าให้แขกผู้มาเยือนต้องเสียชีวิตไปกับเหตุการณ์เล่นซนของตนเอง ก็เลยเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อความสงบสุข เช่นนั้น...ก่อนหน้านี้อาณาเขตอัศวินหงส์ขาวก็มีข้ออ้างเปิดศึกกับอาณาเขตอัศวินราชินีเหมันต์มานานแล้ว ไม่รักษาภาพลักษณ์กันอยู่เช่นนี้หรอก

 

​ก็นะ....อัศวินหงส์ขาวในตอนนั้นพาบุตรีของตนเองเข้าร่วมงานเลี้ยงที่อาณาเขตของอัศวินราชินีเหมันต์ แล้วเด็กสองคนของอัศวินราชินีเหมันต์ก็ล่อลวงบุตรีของอัศวินหงส์ขาวไปจนถึงแก่ความตาย ด้วยเหตุผลนี้...ใครบ้างจะไม่เข้าข้างเธอแล้วร่วมมือกันจัดการคว่ำบาตรอัศวินราชินีเหมันต์

 

​เมื่ออาณาเขตและตนเองรอดพ้นจากวิกฤติมาได้ แทนที่จะรู้สึกผิดกับการเล่นซนนี้ โทษตนเองว่าเป็นคนพาน้องชายไปตาย กลับโยนความผิดนี้มาให้อัศวินหงส์ขาวแทน เพื่ออะไร? เพื่อที่ตนเองจะรู้สึกผิดน้อยลง? หรือเพื่อที่ตนเองจะได้ดูสูงส่งเหมือนเดิมกันล่ะ?

 

​เสวี่ยจิงผู้นี้ถูกสอนมาในแบบเดียวกันเลย คนที่เริ่มต้นก่อปัญหาก็คือเธอ แต่พอแผนการล้มเหลวไม่เป็นท่า เพื่อไม่ให้ตนเองต้องอับอาย กลับโทษว่าฝั่งของซูหยวนนั้นต้องการก่อปัญหา ทว่าพวกตนแค่ไม่อยากจะลดตัวลงไปมีเรื่องด้วย

 

​โอ้ แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ? ช่าง..เป็นความสูงส่งจอมปลอมเสียจริงๆ

 

​แม้สถานการณ์จะเป็นเช่นนั้น และเรื่องราวก็ดูออกง่ายดายเหลือเกิน กระนั้นคนของอัศวินราชินีเหมันต์กลับพยักหน้ารับ ทั้งยังมองคุณหนูของตนเองเหมือนเทพธิดาอีก

 

“คุณหนูแห่งอัศวินราชินีเหมันต์กล่าวได้ถูกต้องแล้ว การลดตัวไปดูพฤติกรรมของพวกเขาก็เหมือนการทำร้ายตนเอง”

 

“ใช่แล้ว แค่ได้เห็นก็รู้สึกว่าสายตาของตนเองตกต่ำลงแล้ว”

 

“คุณหนูครับ พวกเราแค่ทำตามหน้าที่ ส่งพวกเขาให้ถึงเขตพื้นที่ล่าก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอย่างอื่นเลย” พวกทหารรีบรับคำราวกับลูกเป็ดที่ร้องก๊าบก๊าบตามแม่ของพวกมัน ซูหยวนเห็นแบบนี้แล้วก็อดขำไม่ได้จริงๆ

 

 ………………………………