บทที่ 553 เจ็บใจ (อ่านฟรี 9 ก.ย. 69)
บทที่ 553 เจ็บใจ (อ่านฟรี 9 ก.ย. 69)
บทที่ 553 เจ็บใจ
“ดีค่ะ ในเมื่อตัดสินใจเช่นนั้นแล้วก็ช่วยพาพวกเราไปที่เขตพื้นที่ล่าให้เร็วด้วย พวกเราเองก็มาที่นี่เพื่อสำรวจในเขตพื้นที่ล่าเหมือนกัน ไม่ได้มาเพื่อเที่ยวเล่นหรือต้องรับมือกับความคิดไร้สาระของใครบางคน”
“คุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาวช่างปากดีจริงๆ ฉันจะรอดูว่าความอวดดีนี้จะอยู่ได้นานหรือไม่”
สตรีสองคนที่เป็นตัวแทนของสองอาณาเขตพูดกันเท่านี้ก็ถือว่าจบสิ้นแล้ว จากนั้นการเดินทางที่เหลือก็มีแค่ความเงียบงันซึ่งเป็นความเงียบที่ซูหยวนชอบมากที่สุด ก่อนจะถึงทางเข้าเขตพื้นที่ล่าในอีกครึ่งชั่วโมง
เขตพื้นที่ล่าของอัศวินราชินีเหมันต์ตอนนี้คล้ายว่าเปิดเป็นสาธารณะแล้ว นอกจากอาณาเขตของอัศวินหงส์ขาวที่เพิ่งส่งตัวแทนมา ก็มีอาณาเขตอื่นๆที่มาถึงแล้วเช่นกัน
อาณาเขตแห่งภูติ อาณาเขตอัศวินพยัคฆ์ร้าย อาณาเขตอัศวินพันปี อาณาเขตอัศวินฮาร์ปี้ และอาณาเขตอัศวินแกะทองคำ ทั้ง 5 อาณาเขตนี้มาถึงก่อนเป็นกลุ่มแรกๆแล้ว และพวกเขาก็เข้าไปในนั้นทั้งหมด เหลือเพียงทหารสนับสนุนของแต่ละอาณาเขตไม่กี่สิบคน
ซูหยวนลงจากหลังของตั๊กแตนน้ำกลายพันธุ์ไปยังจุดที่เตรียมพร้อมไว้รับรองคนของอาณาเขตอัศวินหงส์ขาว จากนั้นก็ให้พวกเขาเตรียมกางกระโจมพักผ่อนได้
การเข้าไปในเขตพื้นที่ล่าของคนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้จะแตกต่างจากคนของเขตมลพิษที่เข้าไปแล้วก็ทำภารกิจจนกว่าจะเสร็จ ที่นี่ไม่เหมือนกัน...พวกเขาไม่มีอาหารและน้ำสังเคราะห์ติดตัวไปด้วย ดังนั้นจะต้องกลับออกมากินอาหารทุกครั้งเมื่อถึงเวลา อีกทั้งยังต้องนอนพักข้างนอกด้วยเพื่อความปลอดภัย
เธอไม่ได้คิดว่าจะต้องล่าทรัพยากรตลอดทั้งวันทั้งคืนเหมือนตอนอยู่เขตมลพิษอยู่แล้ว ถึงอย่างไร...ที่เหลือก็มอบเป็นหน้าที่ของพวกหนูทองลายขาวและแมลงกัดกินได้
ดังนั้น...ในครึ่งเดือนนี้ เธอตั้งใจจะฟังข่าวสารของคนที่นี่ไปพร้อมกับการตรวจสอบพื้นที่ล่าแห่งนี้ให้ละเอียด หลังจากนั้นไม่ว่าจะพบเจออะไรหรือไม่ เธอก็จะกลับไปที่อาณาเขตอัศวินหงส์ขาวเพื่อเตรียมพร้อมเข้าร่วมงานแต่งของคุณชายสี่
“เชิญคุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาวพักผ่อนก่อน วันพรุ่งนี้ฉันจะให้คนนำทางแก่คุณ..”
“ไม่จำเป็น พวกเราจะเข้าไปข้างในด้วยตนเอง”
“นั่นทำไม่ได้” เสวี่ยจิงส่ายหน้า เธอต้องการจับตามองคนกลุ่มนี้ด้วย ดังนั้นต่อให้ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับอีกฝ่ายให้เสียศักดิ์ศรี ทว่า...เธอยังมีภารกิจต้องตรวจสอบบุรุษสกุลจางคนนั้นอยู่
หากเขามีพลังมากเหมือนที่มารดาสงสัยจริงๆ เช่นนั้น...ก็อาจจะเป็นเขาที่ถูกจับตามองโดยเทพผู้สร้าง ถึงเวลานั้นตนเองค่อย “ล่อลวง” เขาด้วยพลังทั้งหมดที่มีก็ยังไม่สาย
เสวี่ยจิงรู้ว่าตอนนี้ตนเองทำภารกิจแบบครึ่งๆกลางๆ ใจลึกๆแล้วเธอรังเกียจคนที่มาจากเขตมลพิษมาก เธอรู้สึกว่าพวกเขาสกปรก สายเลือดของพวกเขาก็น่าจะสกปรกด้วย หากผสมพันธุ์กันแล้ว ลูกของเธอก็จะมีสายเลือดสกปรกนั้น เธอไม่ต้องการทำให้ชีวิตของเธอมีความผิดพลาดใดๆเกิดขึ้น แม้มารดาของเธอจะสงสัยว่าชายคนนั้นที่ท่านเทพกล่าวถึงอาจจะเป็นคนจากเขตมลพิษ ทว่า...เธอกลับไม่คิดเหมือนกันกับมารดาเลย
เพราะรู้สึกแบบนั้น เธอย่อมไม่อยากจะใช้พลังไปกับเขา สายตาดูแคลนของเธอออกมาจากใจจริงๆ ไม่น่าแปลกใจที่สุดท้ายแล้วคนผู้นั้นอาจจะไม่รู้สึกหลงใหลตนเองเหมือนกับคนอื่นๆ ทั้งหมดนั่นอาจเป็นเพราะเธอเองก็ไม่ต้องการให้เขารู้สึกแบบนั้นตั้งแต่แรก
แต่หากตรวจสอบจนมั่นใจแล้วว่าเขาก็คือชายคนนั้นจริง เธอค่อยลงมือก็ไม่สายเกินไป ก็แค่....บุรุษคนหนึ่งจากเขตมลพิษไม่ใช่หรือ?
ความคิดของเสวี่ยจิงนี้เป็นความคิดส่วนตัวของเธอเอง ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเธอแล้วว่านี่เป็นชุดความคิดที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำให้ตนเองไม่อับอายไปมากกว่าเดิมหรือไม่ กระนั้น...ความจริงก็ย่อมปรากฏให้ได้เห็นในท้ายที่สุดอยู่ดี
เห็นเสวี่ยจิงยืนกรานเช่นนั้น ทั้งซูหยวนและจางอู่หยางก็รู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ ดูเหมือนอัศวินราชินีเหมันต์ไม่ได้ไว้ใจแขกผู้มาเยือนจริงๆ อีกฝ่ายเปิดให้ทุกคนเข้ามาอย่างใจกว้าง จุดประสงค์ก็เพื่อช่วยเหลือและตามสืบข่าวเกี่ยวกับตัวตนของน้องชายที่อาจจะยังมีชีวิตรอดอยู่ในพื้นที่ล่า ทว่า...เธอก็ไม่ต้องการตอบแทนเป็นทรัพยากรทั้งหมดอยู่ดี
คงกลัวว่าหากไม่จับตามองแล้วมีคนได้รับทรัพยากรที่ยอดเยี่ยมไปโดยที่พวกตนเองไม่รู้นั้นจะทำให้อาณาเขตอัศวินราชินีเหมันต์เสียเปรียบ หรือบางที...เธออาจจะเตรียมแผนการอื่นๆไว้รอพวกเขาก็เป็นได้
จางอู่หยางสบตากับหญิงสาวตัวเล็ก ทั้งสองเข้าใจกันโดยไม่จำเป็นต้องพูดออกมา การล่าครั้งนี้จะต้องอยู่ในสายตาของอัศวินราชินีเหมันต์ตามที่พวกเขาต้องการ เพียงแต่...คนของอัศวินราชินีเหมันต์ที่จะติดตามมาตรวจสอบจะมั่นใจได้หรือไม่ว่าตนเองสามารถมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาได้
เรื่องนั้นก็สุดแล้วแต่ความสามารถที่มีล่ะนะ...
“ถึงฉันจะไม่ค่อยชอบใจนักที่คุณหนูแห่งอัศวินราชินีเหมันต์ไม่ต้องการให้พวกเราเข้าไปในพื้นที่ล่าอย่างอิสระ แต่....ในเมื่อนี่เป็นการรับรองของอัศวินราชินีเหมันต์ เช่นนั้นฉันก็จะไม่ขัดเจตนานี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา ถึงอย่างนั้นก็ต้องขอบอกเอาไว้ก่อน เมื่อพวกเราเข้าพื้นที่ล่าแล้ว ก็ไม่มีเวลามาสนใจคนของพวกคุณหรอกนะว่าจะไล่ตามทันหรือไม่”
“หากชักช้าเหมือนกับการเดินทางก่อนหน้านี้หรือทำให้ตนเองเป็นตัวถ่วง เช่นนั้น...พวกเราก็พร้อมจะละทิ้งเสมอ ดังนั้นหากต้องการให้ผู้ใดติดตามพวกเรามา ก็ขอให้เป็นพวกที่มีฝีมือหน่อยก็แล้วกัน”
ซูหยวนพูดเกริ่นเอาไว้ก่อนตั้งแต่แรก เธอกลัวว่าถ้าเข้าไปในพื้นที่ล่าแล้วกลับออกมา พบว่าคนของอัศวินราชินีเหมันต์เกิดอะไรขึ้นแล้วจะมาโทษพวกเธอแทน
เสวี่ยจิงที่ถูกดูแคลน แถมยังยกเอาเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้มาพูดอีกครั้งก็แค่นหัวเราะออกมา เธอกำลังกลบเกลื่อนความโกรธของตนเองด้วยเสียงหัวเราะเย้ยหยัน แน่นอนว่าคนที่จะส่งเข้าไปนั้นย่อมต้องมีฝีมือดี ถ้าไม่ใช่เพราะเธอกำลังสนใจการล่าของคุณชายห้าแห่งอัศวินพันปี เธอคงจะมาตรวจสอบการล่าของพวกเขาด้วยตนเองแล้ว
ภารกิจของมารดาคือการตามหา “ชายคนนั้น” ที่ท่านเทพผู้สร้างได้กล่าวถึง ตามหาคนที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อมาสร้างเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน มารดาของเธอไม่ได้ตัดบุรุษที่มีความสามารถออกไป ดังนั้นคุณชายห้าแห่งอัศวินพันปี หรือแม้แต่คุณชายแห่งฮาร์ปี้ก็เป็นหนึ่งในรายชื่อนั้นที่ต้องจับตามองด้วย
ครั้งนี้คุณชายแห่งฮาร์ปี้ไม่ได้เดินทางมาด้วยตนเอง เพียงส่งขุนนางคนหนึ่งของอาณาเขตมาร่วมล่า เธอจึงส่งทหารของตนเองไปจับตามองเท่านั้น
ในขณะที่คุณชายห้าแห่งเขตพันปีเดินทางมาถึงตั้งแต่ 2 วันก่อนแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะต้องต้อนรับคุณหนูแห่งอัศวินหงส์ขาวด้วยตนเอง เนื่องจากอีกฝ่ายมีฐานะเป็นถึงคุณหนูของอาณาเขต ทั้งยังทำเรื่องส่งมาอย่างเป็นทางการ เธอคงจะไม่เสียเวลาไปที่นั่นด้วยตนเองหรอก
“ฉันคือนายพลขวาแห่งอาณาเขตอัศวินราชินีเหมันต์ พวกท่านจากอาณาเขตหงส์ขาวจะเรียกว่านายพลขวาก็ได้ หลังจากนี้ฉันจะเป็นผู้ติดตามพวกท่านเข้าไปในเขตพื้นที่ล่า แต่เนื่องจากฉันขอเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ ดังนั้นหากมีปัญหาใดๆเกิดขึ้น ขออย่าหวังพึ่งพาฉันเป็นอันดับแรก”
คนที่เสวี่ยจิงพามาก็คือคนใหญ่คนโตคนหนึ่งของอาณาเขตอัศวินราชินีเหมันต์ เขามาพร้อมกับโล่ขนาดใหญ่ที่มีหนามแหลมคม ซูหยวนยังสังเกตเห็นว่าโล่ขนาดใหญ่นั้นมีพิษร้ายติดอยู่ด้วย หากศัตรูโถมเข้าโจมตีโดยไม่ดูตาม้าตาเรือก็คงจะได้รับบาดเจ็บหนัก ถือเป็นวิธีการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมเลย
ทว่า...การใช้อุปกรณ์เช่นนี้ก็ลงทุนไม่น้อยเช่นกัน พิษนี้ไม่ได้เป็นพิษที่เคลือบเข้าไปในโล่ หากแต่เป็นพิษที่เพิ่งราดภายหลัง หากปล่อยไว้เป็นเวลานานแล้ว หรือต่อสู้กับศัตรูจำนวนมากแล้วพิษร้ายนี้จางลง ศัตรูคนต่อๆไปก็จะมีโอกาสได้รับพิษน้อยไปด้วยจนอาจจะไม่ตกตายในการโจมตีเดียวเหมือนกับครั้งแรกๆ ดังนั้นเขาจะต้องพิจารณาให้ดีและคอยระวังโล่ของตนเองด้วย
โชคดีที่พื้นที่ล่านี้ไม่ได้มีสัตว์ร้ายที่โจมตีเป็นกลุ่ม การที่เขาเลือกจะใช้พิษเช่นนี้ราดบนโล่ก็ถูกต้องแล้ว ถึงอย่างนั้น...การระมัดระวังพิษร้ายชนิดนี้อาจจะไม่ใช่แค่พวกสัตว์กลายพันธุ์เท่านั้น แต่หมายถึงกลุ่มของซูหยวนด้วย
เขาร่วมเดินทางไปกับพวกตนด้วยพิษร้ายเช่นนี้ ถ้าพลาดท่าโจมตีโดนคนของเธอเข้า ไม่ใช่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่หรือ? เพื่อไม่ให้มีคนใช้ข้ออ้างใดๆได้ ซูหยวนจำเป็นต้องกำชับเขาให้ดี
“ดี ในเมื่อท่านนายพลขวากล่าวว่าตนเองเป็นผู้สังเกตการณ์ เช่นนั้นก็ช่วยเว้นระยะห่างจากคนของฉันด้วย หากทหารของฉันได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีโดยบังเอิญของท่านแม้เพียงคนเดียว ฉันสาบานได้เลยว่าจะไม่ละเว้นท่านแน่”
“แล้วก็เหมือนกับที่ท่านกล่าวออกมา ไม่ขอให้พวกเราคาดหวังที่จะพึ่งพาท่าน ท่านนายพลเองก็ต้องระมัดระวังตัวให้ดี พวกเราก็จะไม่ดูแลความปลอดภัยของท่านเช่นกัน แม้ท่านจะถูกพวกสัตว์ร้ายโจมตีต่อหน้า พวกเราก็จะสนใจแค่การล่าของพวกเราเท่านั้น”
เห็นเด็กสาวโต้แย้งกลับมาอย่างถือดี นายพลขวาที่มั่นใจในฝีมือมากก็แค่นหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขารู้แล้วว่าทำไมคุณหนูจึงได้เตือนเอาไว้แล้วว่าไม่ต้องทำตัวดีกับคนพวกนี้นัก ท้ายที่สุดแล้วเด็กอวดดีเช่นนี้ก็จะต้องเจอกับของจริงเสียก่อนจึงจะได้รู้สำนึก!
ตัวเขาเป็นนายพลของท่านอัศวินราชินีเหมันต์ พื้นที่ล่านี้เขาเข้าออกจนเหมือนกับสวนหลังบ้านแล้ว จะยังมีอะไรให้ต้องกลัวอีก
พิษร้ายที่อยู่บนโล่นี้ก็เพื่อขับไล่สัตว์ร้ายไม่ให้เข้าใกล้ตนเอง มันเป็นพิษร้ายที่ได้มาจากพวกสัตว์ร้ายในพื้นที่ล่าแห่งนี้นี่แหละ จะมีก็แค่สัตว์ร้ายไม่กี่ตนที่มีระดับสูงกว่าเจ้าของพิษนี้ที่จะกล้าพุ่งเข้ามา แต่โอกาสปรากฏตัวของพวกมันก็ต่ำมาก เรียกได้ว่าเขาแทบจะมีอุปกรณ์โกงอยู่ในมือเลย
เช่นนั้นยังจะต้องกลัวว่าจะถูกโจมตีอีกหรือ? คนที่ต้องกลัวก็คือพวกเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมพวกนี้ อย่างแรกที่พวกเขาพลาดก็คือเรื่องข้อมูล ชุดเกราะที่พวกเขาใช้บางเกินไป โดยเฉพาะคนของเขตมลพิษ จากที่เขามองๆดู เหมือนจะสวมชุดเกราะจากเขตมลพิษ เพราะคุณภาพค่อนข้างต่ำ
พวกทหารที่ติดตามมายังดูมีเกราะหนักที่ทนทานมากกว่าเลย ดังนั้น...อาจจะไม่ถึงสิบนาทีหลังจากเข้าไป พวกเขาคงต้องร้องไห้หนีตายกันเป็นแถวแน่!!
ความคิดที่ดูถูกของนายพลขวาฉายชัดในดวงตาของเขา ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อทุกคนเข้าไปในพื้นที่ล่า ผ่านไป 10 นาที ร่างทั้งร่างของคนเป็นนายพลก็ต้องสั่นสะท้าน
เขาในฐานะผู้สังเกตการณ์ย่อมไม่ช่วยลงมืออะไรเลย แต่....ใครจะไปรู้ว่าแม้แต่ทหารของอาณาเขตอัศวินหงส์ขาวก็ไม่จำเป็นต้องช่วยอะไรเหมือนกัน
ตู้ม!!
“หลุดไปทางขวาสองตัว!”
“ปล่อยมาเลย ดาบของฉันยังไม่ได้เจอกับเลือดเลยเนี่ย!”
“ฮ่าๆ ใครใช้ให้พวกมันอ่อนหัดขนาดนี้กันล่ะ ขวานของฉันกวาดรวดเดียวก็ตัดหัวพวกมันล้มลงไปหมดแล้วเนี่ย”
“เฮ้! อย่าบ่นให้มากนักเลย ตอนนี้ทางซ้ายแทบจะไม่ได้กินเลือดกับเขาเลย ฉันยังต้องการหวดค้อนของตนเองอยู่นะ อุตส่าห์คิดว่าจะได้ยืดเส้นยืดสายแล้ว ไม่อย่างนั้นคงต้องหันกลับไปที่เขตพื้นที่ N เพื่อระบายอารมณ์แทน”
“ใจเย็นๆก่อนไอ้เสือร้าย อย่าลืมว่าพวกเราเพิ่งเข้ามาได้ไม่นานนะ ยังเหลือสัตว์ร้ายอีกมาก เข้าไปข้างในอาจจะเจอตัวดีๆกว่านี้ก็ได้”
“เอาเถอะ ฉันก็คาดหวังอยู่เหมือนกัน”
บทสนทนาที่ทำให้ผู้คนต้องหมันไส้นี้ แท้จริงแล้วเกิดจากคนเพียงไม่กี่คนที่จางอู่หยางพามาด้วยเท่านั้น คนพวกนี้ก็คือคนขององค์กรนักล่าสกุลจาง เขาพาคนของตนเองมาด้วย 5 คน ในขณะที่เหลือก็ปล่อยให้ดูแลเมืองต่อไป ซึ่งทั้ง 5 คนนี้...ตั้งแต่ 10 นาทีก่อนก็เป็นผู้ลงมือทั้งหมด ไม่มีสัตว์ร้ายตนเองหลุดออกมาถึงมือของทหารเลยแม้แต่ตัวเดียว
“เบื่อหรือเปล่า” จางอู่หยางเอ่ยถามเด็กสาวตัวเล็กที่เดินตามมาไม่ห่าง ทั้งสองคนตอนนี้เหมือนมาเดินเล่นกันมากกว่า ยังไม่แม้แต่จะต้องหยิบอาวุธออกมาด้วยซ้ำ
พวกทหารของอัศวินหงส์ขาวเองก็ตื่นเต้นกับภาพที่เห็นเช่นกัน ทุกคนรู้ดีว่าคนของเขตมลพิษแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่คิดว่าจะแข็งแกร่งถึงขนาดนี้
คนสุดท้ายที่ประหลาดใจตั้งแต่แรกก็คือนายพลขวาแห่งอัศวินราชินีเหมันต์นั่นแหละ ตัวเขาแม้จะคุ้นเคยกับการต่อสู้ที่พื้นที่ล่านี้แล้ว แต่ถ้าเทียบกับประสิทธิภาพของคนพวกนี้...ตัวเขายังนับเป็นอะไรได้
“ไม่ค่ะ ถือว่ามาพักผ่อนก็ได้”
“อืม ดีแล้ว”
บทสนทนาของคนข้างหน้านี้มันอะไร ยิ่งฟังก็ยิ่งเจ็บใจเหลือเกิน!
………………………………..