นางสิบสองแห่งอสวากุล
นางสิบสองแห่งอสวากุล


“คุณนี่ ถ้ามีสามีคงข่มพิลึก”
“กระเป๋านี้รุ่นลิมิเต็ด ทั้งโลกมีแค่ร้อยใบ!”
“สะพายแล้วเหาะได้ว่างั้น?”
“เหาะไม่ได้หรอก แต่ฟาดกบาลคนกวนได้”
ถ้าเป็นคนอื่น คงไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเวรา อสวากุล แบบนี้ เพราะในโลกธุรกิจ เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ใครจะล้อเล่นด้วยได้ง่าย ๆ
‘นางสิบสอง’ คือฉายาที่ใครบางคนใช้เรียกเธอ ตามรองเท้าส้นสูงสิบสองเซนติเมตรที่มักส่งเสียงกระทบพื้นเป็นจังหวะก่อนเจ้าตัวจะปรากฏตัว
สำหรับคนในอสวากุลกรุ๊ป เสียงรองเท้าคู่นั้นอาจหมายถึงการประชุมที่ไม่มีใครกล้าประมาท คำถามที่ต้องมีคำตอบ และการตัดสินใจที่ไม่มีที่ว่างให้ข้อแก้ตัว
เวราเติบโตมากับอาณาจักรธุรกิจมูลค่ามหาศาล เธอรู้ว่าความสามารถไม่ได้วัดจากนามสกุล และการเป็นลูกสาวคนโตไม่ได้รับประกันว่าเธอจะได้รับสิ่งใดโดยไม่ต้องต่อสู้
เธอจึงทำงานหนัก ไม่ยอมแพ้ และไม่ยอมให้ใครมองข้าม
แต่ต่อให้เธอทำได้ดีเพียงใด ก็ยังมีคนหนึ่งที่เธอไม่อาจทำให้ยอมรับได้ง่าย ๆ
บิดาของเธอเอง
“ไม่ว่าเป็นนิ้วไหน ถ้าไม่เป็นประโยชน์ต่ออสวากุล นิ้วนั้นก็หมดความหมาย”
คำพูดของเจ้าสัวอนันต์กลางรายการสัมภาษณ์ทางธุรกิจ ไม่ได้ระบุว่าเขาเลือกใครเป็นผู้สืบทอด
แต่ก็ไม่ได้รับรองตำแหน่งนั้นให้เธอเช่นกัน
“ผมไม่ตัดสินลูก ธุรกิจของผมและสังคมต่างหากที่จะตัดสินพวกเขาทั้งสองคน”
สำหรับคนภายนอก นี่อาจเป็นคำตอบที่ชาญฉลาดของนักธุรกิจผู้มากประสบการณ์
แต่สำหรับเวรา มันคือการประกาศให้คนทั้งวงการจับตามองการแข่งขันระหว่างเธอกับธีรภัทร น้องชายต่างมารดา
ทุกความสำเร็จจะถูกเปรียบเทียบ
ทุกความผิดพลาดจะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น
และทุกก้าวต่อจากนี้อาจเป็นตัวตัดสินว่าใครเหมาะสมจะครอบครองบัลลังก์อสวากุลกรุ๊ป
ทริปนี้ เธอจะพลาดไม่ได้!
ทว่าผู้หญิงที่สามารถเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากทั้งครอบครัวและโลกธุรกิจได้โดยไม่แสดงความหวั่นไหว กลับเกือบเสียอาการเพราะนาฬิกาเก่าเรือนหนึ่ง
เพียงสายถักไหมขาดและตัวเรือนหลุดจากข้อมือ ความเย็นชาในดวงตาของเธอก็แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว
เธอคว้ามันไว้ได้ทัน
นาฬิกาที่ดูไม่มีราคาเมื่อเทียบกับเครื่องประดับอื่น ๆ กลับเป็นสิ่งที่เธอหวงแหนจนไม่อาจยอมให้สูญเสีย
และมีชายแปลกหน้าคนหนึ่งสังเกตเห็น
เขาไม่ได้สนใจว่าเธอเป็นใคร ไม่ได้สนใจเสื้อผ้าหรือกระเป๋าราคาแพง
สายตาของเขากลับจับอยู่ที่ลายถักโบราณบนสายนาฬิกา
ลวดลายที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด
ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ แต่เพียงเธอเงยหน้าขึ้นสบตา เขาก็ได้รับคำเตือนโดยไม่ต้องมีเสียงพูด
อย่าเสนอหน้า
กวินเก็บรอยยิ้มจาง ๆ เสียทันควัน
เขาคงยังไม่รู้ว่า ผู้หญิงตรงหน้าคือเวรา อสวากุล ผู้ที่ใคร ๆ ต่างเกรงกลัว
ส่วนเวราก็คงไม่คิดว่า ชายหนุ่มท่าทางธรรมดาคนนี้จะกลายเป็นคนที่กล้าต่อปากต่อคำกับเธออย่างไม่มีใครเหมือน
ผู้หญิงที่เคยชินกับการออกคำสั่ง
กับผู้ชายที่ไม่คิดจะทำตามเพียงเพราะเธอเป็นคนสั่ง
คนหนึ่งพร้อมจะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่เธอเชื่อว่าคู่ควร
อีกคนกลับมองเห็นคุณค่าของสิ่งเล็ก ๆ ที่เธอเกือบทำหล่นหาย
ในวันที่เวราต้องพิสูจน์ว่าเธอแข็งแกร่งพอจะครอบครองบัลลังก์ ผู้ชายที่ไม่ยอมเกรงกลัวเธอคนนี้ จะเป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งในชีวิต... หรือเป็นคนที่ทำให้เธอไม่ต้องเข้มแข็งอยู่เพียงลำพัง?
เมื่อเกมธุรกิจมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ แต่เกมหัวใจอาจไม่มีใครยอมแพ้ให้ใครง่าย ๆ
บทนำ
ตีห้าแล้วแต่ย่านเมืองเก่าของอะห์มดาบาดยังไม่ตื่นเต็มที่ แสงไฟสีเหลืองซีดจากร้านรวงริมถนนทอดลงบนพื้นหินเก่าที่มีร่องรอยจากการใช้งานมาเป็นเวลานับร้อยปี ตรอกแคบหน้าโฮสเทลในย่านโปล (Pol) จึงยังเงียบสงบ บานประตูไม้เก่าแก่ของบ้านเรือนสองฟากยังปิดสนิท มีเพียงเสียงกวาดถนน เสียงกระทบกันของภาชนะโลหะ และเสียงเครื่องยนต์รถสามล้อที่แล่นผ่านเป็นครั้งคราว กลิ่นธูปหอมจาง ๆ ลอยปะปนกับกลิ่นเครื่องเทศจากร้านค้าที่เริ่มเตรียมของขาย ก่อนถูกกลบด้วยกลิ่นชาร้อนใส่ขิงและกระวานจากแผงเล็ก ๆ ตรงหัวมุมถนน เหนือแนวหลังคาและระเบียงไม้แกะสลัก นกพิราบส่งเสียงกรู ๆ ดังแทรกความเงียบจนทำให้กวินต้องหันไปมองร่างบอบบางที่ยังคงซุกอยู่ข้างกาย และโล่งใจเมื่อเสียงพิราบไม่ก่อกวนการนอนของเธอ
ลมเย็นก่อนอรุณรุ่งพัดผ่านหน้าต่างเหนือเตียงที่ทั้งคู่แง้มเปิดไว้เมื่อคืน แสงนวลของเดือนดวงกลมที่ลอยเด่นจนมองเห็นได้จากหน้าต่างห้องเลื่อนหายไปแล้ว เสียงลมหายใจผ่อนเข้าออกอย่างคนหลับลึกทำให้ชายหนุ่มอดยิ้มไม่ได้ เขาก้มลงสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากหน้าผากกลมเกลี้ยง ก่อนหันไปมองท้องฟ้าด้านนอกอย่างชั่งใจ
ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีน้ำเงินหม่นเมื่อกวินก้าวออกจากประตูโฮสเทล เขาหยุดมองบานประตูไม้เก่า ภาพความจำโผล่ขึ้นมาในหัวจนเรียกรอยยิ้มแรกของวันได้ ไม่ใช่สิ! หากนับจากชั่วโมงแรกของวัน กวินยิ้มไปมากกว่าหลายปีที่ผ่านมาเสียอีก
ตรอกแคบกำลังตื่นขึ้นทีละน้อยราวกับอยากรีบตื่นมาร่วมแสดงความยินดีกับชายหนุ่ม คนขายชามุมถนนโบกมือโบกไม้ราวกับจะถามว่าสนใจชาร้อน ๆ ไหม กวินโบกมือปฏิเสธด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง ทำเอาคนขายชางันไป
“จะไปไหนแต่เช้า รีบจนไม่มีเวลาดื่มชาสักแก้วเลยหรือ” เจ้าของร้านชาถามเมื่อเขาเดินผ่าน กวินบอกสั้น ๆ ว่ามีนัดสำคัญ
“ต้องเป็นเรื่องงานแน่ ๆ เลย ดีใจด้วยนะ”
“รู้ได้ไง”
“รอยยิ้มกว้างของคุณไง มองเห็นได้แต่ไกล แม้กับประตูบ้านเช่าคุณยังยิ้มให้ อารมณ์ดีแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องงานก็เป็นเรื่องความรัก แต่ดูแล้ว ของคุณน่าจะเป็นเรื่องงาน”
“ทำไมคิดงั้น?”
“เพราะคุณไม่เคยสนใจความรักไงล่ะ หรือไม่จริง คนโสดอย่างคุณไม่ยอมเดทกับใครเลย เขาลือกันไปทั่วย่านว่าหนุ่มหล่อคนไทยชื่อกวินจะแต่งงานกับผ้า ไม่ใช่แต่งงานกับคน” เจ้าของร้านชาหัวเราะร่วน
“สิ่งที่ทำให้คุณบ้างานอย่างคุณยิ้มได้ต้องเป็นเรื่องงานเท่านั้น”
กวินเก้อนิด ๆ เขารู้ดีว่าต้นเหตุแห่งยิ้มกว้างขวางคือเรื่องใด ชายหนุ่มตัดบทด้วยการโบกมือลาเจ้าของร้านชา รอยยิ้มยังคงอยู่บนสีหน้าราวกับมันถูกสลักไว้อย่างถาวรด้วยค่ำคืนที่แสนมีความหมาย
❖
แต่งงานกับงาน ไม่ใช่แต่งงานกับคน เออ! เพิ่งรู้ว่าถูกพูดลับหลังแบบนี้ กวินไม่ใช่เป็นคนประหลาดหัวใจไร้รักอะไรแบบนั้นเสียหน่อย เขาเป็นผู้ชายธรรมดาที่เคยมีความรักเหมือนคนอื่น เพียงแต่รักแรกของเขาสร้างบาดแผลเป็นไว้ มันก็เท่านั้นเอง
ความจริง เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดกับเขาคนเดียวเสียหน่อย คนรักเลิกรากันถมไป และเหตุผลเลิกราก็ไม่ได้แปลกแหวกแนวจากหลายคู่ตรงไหน โดยเฉพาะเมื่อผู้ชายไม่ใช่คนมีฐานะ มีอาชีพไม่ทำเงิน และยังไม่มีอนาคตที่แน่วแน่ชัดเจน
การที่คนรักของเขาเลือกชายที่มีฐานะดีกว่า จึงไม่ได้ทำให้เขาโกรธฝ่ายนั้นแม้แต่นิดเดียว!
แม้เข้าใจเหตุผล แต่เมื่อวันถูกบอกเลิกมาถึงไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน เขาก็เจ็บปวดมาก มันเหมือนฟ้าผ่าจนร่างชาดิก แต่กวินก็คือกวิน เขาน้อมรับการตัดสินใจของอีกฝ่าย ไม่ตัดพ้อ ไม่ถามเหตุผล และไม่ง้องอนขอเริ่มต้นใหม่
ใบหน้าของเขาเรียบเฉย รอยยิ้มเปื้อนบนดวงหน้าคมคายน้อย ๆ และคำอวยพรคนรักเก่าขอให้โชคดี
มือที่ไขว้อยู่ด้านหลังต่างหากที่กำแน่นจนผิวเนื้อแทบไม่มีสีเลือด!
เมื่อเวลาเลือนผ่านไปพร้อมอุปสรรคมากมายที่ต้องฟันฝ่า กวินก็ยิ่งเข้าใจและไม่เคยโกรธเคืองฝ่ายนั้น เขาเข้าใจดีว่าคนมีแต่ตัวอย่างเขาไม่ควรดึงใครมาลำบากด้วย
ในห้วงเวลาปากกัดตีนถึบ เขาเรียนจบปริญญาตรีแบบทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เหนื่อยสายตัวแทบขาดจนอดีตรักแรกถูกกลบฝัง ชายหนุ่มลืมตาอ้าปากได้เมื่อได้รับทุนเรียนต่อแบบให้เปล่าด้วยความช่วยเหลือจากอาจารย์มหาวิทยาลัย มีโอกาสได้ฝึกงานทั้งในยุโรปและเมืองหลวงผ้าอย่างอินเดีย ได้พบเห็นโลกกว้างกว่าหมู่บ้านในชนบท ได้พบปะผู้คนอีกมากมาย
แต่กระนั้น กวินก็ยังคงเป็นกวิน
หัวใจของเขาลั่นดาลแน่นหนา เขาไม่ได้เกลียดความรัก เพียงแต่เขากลัวมันเมื่อกลัวแล้ว สัญชาตญาณทำให้เขาเลี่ยงและรอดปลอดภัยมาโดยตลอดจนกระทั่งมาเจอเธอ ความรักครั้งที่สองที่เขาปรารถนาจะให้เป็นครั้งสุดท้าย
ความรักเป็นเช่นนี้เอง มีอำนาจหนักแน่นและเงียบงัน กว่าจะรู้ตัวก็หลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้น ปราการใด ๆ ที่เคยตั้งป้อมกลับล้มระเนระนาดเพียงพบกับสายตาแห่งแรงปรารถนาที่เธอส่งมา
❖
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา สัมผัสของเขาอ่อนหวานและตรงไปตรงมา ทุกอย่างไปอย่างช้า ๆ แม้ความรู้สึกจะกระพือโหมพลุกพล่าน ริมฝีปากหยักกดลงบนเปลือกตาขณะที่มือแข็งแรงเกาะกุมมือบอบบางไว้มั่น
“คุณแน่ใจนะ”
คำกระซิบเหนือริมฝีปาก และทำท่าจะถามซ้ำ หากเธอผู้นั้นปิดปากเขาด้วยริมฝีปากเรียกร้อง
เท่านั้น โลกก็ดูจะหยุดหมุน ความคิดลังเลปลิวหายเมื่อลิ้นเล็กสอดเข้ามาอย่างมั่นใจ ไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว
เขาลิ้มรสหอมหวานในอุ้งปากเธอ คิดว่าจะหยุดเพียงแค่นั้น หนทางระหว่างเขาและเธอจะไม่ง่าย เขาจึงไม่ควรถือโอกาส ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพียงเพราะอารมณ์ปรารถนาพัดพาไปหรือเปล่า?
เธอกับเขา...ต่างกันเกินไป
“อย่าคิด..” เสียงเล็กพึมพำ
“รู้หรือว่าผมคิดอะไร” เสียงเขาถามแปร่งปร่าเมื่อมือเล็กปลดกระดุมเสื้อของเขาอย่างซุกซน
“คิดว่าเธอกับฉันเป็นไปไม่ได้ ใช่ไหม? เธอควรเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองนะ” ริมฝีปากนุ่มกดบนคางสากอย่างยั่วเย้า “รู้ไหม ความคิดแรกของเราซื่อตรงเสมอ”
ริมฝีปากเล็กผละไปทำให้กวินอดใจหายไม่ได้จึงคว้าไหล่บอบบางไว้อย่างไม่ตั้งใจ แม้จะเป็นสัมผัสชั่ววูบ แต่ฝ่ามือหนาของเขาก็รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ถูกที่ถูกทาง
ผิวกายอุ่นอยู่ใต้ฝ่ามือ และเปิดเผยความนุ่มละเอียดเมื่อแขนเสื้อถูกปลดลง
เลือดในกายอุ่นจัดพอ ๆ กับริมฝีปากหยักที่ประทับตามฝ่ามือหนา ผิวนวลละเอียดหดไหวเมื่อริมฝีปากเขาแตะต้อง สัมผัสร้อนผะผ่าวตรงหัวไหล่เคลื่อนไปยังแนวไหปลาร้าจนถึงต้นคอระหงในส่วนที่ไวต่อความรู้สึก
อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนเป็นร้อนจัด
พายุอารมณ์กระพือพัด นำพาสัมผัสเร่าร้อนติดตามลมหายใจวาบหวามไปทุกที่ โน้มนำสัมผัสและอารมณ์ของคนทั้งคู่จนลมหายใจสอดประสานเป็นจังหวะเดียวกัน ศีรษะเล็กผ่อนทิ้งไปด้านหลังเปิดเผยเนื้อนวลของลำคอเนียนระหงให้ชายหนุ่มได้ประโลมจูบก่อนจะแนบกดจูบหนัก ๆ ลงไปบนติ่งหูเสียงครางเล็กลอดออกจากริมฝีปากนุ่ม
❖
รอยยิ้มบนใบหน้าของกวินเริ่มจางลงไป ก่อนเลือนหายเมื่อเขาเดินทางถึงสถานที่นัดพบ
มันเป็นบ้านหลังเล็ก ห่างจากเขตเศรษฐกิจไม่กี่ร้อยเมตร อะห์มดาบาดเป็นแบบนี้นี่เองที่ระยะทางห่างกันไม่กี่ก้าว แต่สภาพแวดล้อมของบ้านเรือนและผู้คนสามารถต่างกันได้อย่างสุดขั้ว
นี่คือย่านสลัมที่แทรกตัวอย่างสงบเงียบใจกลางเมือง บ้านเรือนทำจากวัสดุไม่คงทน ทับซ้อนเบียดเสียดแออัด ฝุ่นคละคลุ้ง หากราวตากผ้าของบ้านแต่ละหลังยังสดใสด้วยสาหรี่หลากสีสันและลวดลาย
กวินไม่เคยย่างกรายเข้ามาย่านนี้ ภาษาคุชราตของเขาพอใช้ได้จึงสอบถามคนแถวนั้นจนรู้ความ และมาถึงบ้านหลังเล็กหลังหนึ่งที่มีกี่ทอผ้าเก่าและเคลือบฝุ่นหนา ชายหนุ่มมองกี่ทอผ้าที่ถูกละเลยแล้วอดถอนหายใจยาวไม่ได้ ใบหน้าเหี่ยวย่นดวงหนึ่งแง้มหน้าจากบานประตูเก่าปอน รอยยิ้มจางเข้ากับดวงตาฝ้าหม่น
“ไม่นึกว่าจะมาจริง ๆ เธอจะสนใจเรื่องในอดีตของคนอื่นทำไม อนาคตของเธอต่างหากที่ต้องใส่ใจ”
❖
ความหมายของคำว่าอนาคตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับกวิน อนาคตของเขาหมายถึงความเงียบสงบ การทำมาหากินที่เลี้ยงตัวเองได้ไม่ลำบากทั้งยังสามารถทำในสิ่งที่รักได้ นั่นคือการทอผ้า
จนเมื่อหลายวันก่อน ความคิดของเขาได้ผุดคำถามใหม่
อนาคตของเขา จะมีเธออยู่ได้ไหม
จนเมื่อเธอเป็นคนเผยคำตอบนั้นด้วยการกระทำอย่างตรงไปตรงมา ทำให้กวินกล้าทำในสิ่งที่เหมือนฝัน
อนาคตของเขา ต้องมีเธออยู่ด้วยแน่นอน
นี่คือความคิดที่สร้างรอยยิ้มตลอดทางจนกวินอดหัวเราะเก้อ ๆ กับตัวเองไม่ได้ เขามาถึงสถานที่นัดหมายแห่งที่สองก่อนเวลานานพอสมควร จึงแวะชมอาคารเก่าใกล้เคียงกันเพื่อฆ่าเวลา พร้อมกับคำพูดของอิศรานช่างทอผ้าเก่าแก่ที่เขาได้พบเมื่อเช้าวนแทรกเข้ามาในความคิดเป็นบางคราว
“เธอไม่เหมือนกวินที่ฉันเคยได้ยินมานะ” อิศรานชี้ให้เขานั่งลงบนผ้าปูพื้น ก่อนส่งชาร้อนในถ้วยสังกะสีให้
“กวินที่ฉันเคยได้ยินมา คงไม่ยอมรับนัดเดฟง่าย ๆ ทั้งที่ยังลังเลแบบนี้”
“ทำไมคิดว่าผมลังเล?”
“ถ้าเธอไม่ลังเล เธอคงไม่มาหาฉันแต่เช้า ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนแบบเธออยากมานักหรอก ก่อนที่เธอจะถาม ฉันขอถามก่อนได้ไหม อะไรทำให้เธอยอมเปลี่ยนตัวเอง”
ใบหน้าหวานลอยมาในความคิด
“มีคนคนหนึ่งอยากให้ผมลองพบเดฟ เขาอยากให้ผมลองรับโอกาสใหม่ ๆ”
ดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามของอิศรานมองหนุ่มไทยอึดใจ ก่อนรอยยิ้มแสดงความเข้าใจปรากฎขึ้น ควันจากชาร้อนพุ่งขึ้นเหนือริมฝีปาก
“คนหนุ่ม ฮึ ๆ ดีแล้วถ้าเธอมีเป้าหมาย สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับฉันและคนอื่น ๆ เราไม่มีหลักฐานโดยตรงถึงเดฟ แต่ของบางอย่างไม่ต้องมีหลักฐานหรอก ไม่มีใครเชื่อว่าเดฟไม่ข้องเกี่ยว คนที่เกิดมากับธุรกิจผ้าย่อมวางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว เขาโกงเรา โกงช่างทอผ้าโบราณอย่างหน้าด้าน ๆ แม้แต่ทักษะที่ปู่ย่าตายายสั่งสอนมายังถูกปล้นไป”
“งั้นผมไม่ควรไปพบเขา”
“เธอควรไปพบเขาต่างหาก อย่าให้ความกลัวครอบงำและขังเธอไว้กับโลกใบเดิม ความล้มเหลวของพวกฉันเกิดขึ้นเพราะเราเป็นคนแปลกหน้าเกินไปสำหรับโลกใหม่ เธอฟังแบบนี้คงเข้าใจแล้ว ที่ฉันเล่าเพื่อให้เธอไม่เดินตามรอยเท้าพวกฉัน เดฟได้บทเรียนเรื่องนี้ไปแล้ว ชื่อเสียงของเมห์ตา เท็กซ์ไทล์ในหมู่นักทอผ้าแย่มาก เขาย่อมต้องการกอบกู้ชื่อเสียง เธอต้องหาใครสักคนเป็นที่ปรึกษา คนที่เก่งพอจะปกป้องเธอจากเดฟ แล้วงานผ้าทอมือของเธอจะไปได้ไกล”
ใบหน้าของหญิงสาวที่เขารักแทรกมาในความคิด เขาเป็นช่างทอผ้า เธอคือนักธุรกิจระดับต้น ๆ ของประเทศ
ความแตกต่างราวฟ้ากับเหว น่าจะเปลี่ยนเป็นความเติมเต็มได้อย่างลงตัว
❖
กวินไม่รู้เลยว่า อีกชั่วโมงต่อมา ทุกสิ่งจะกลับตาลปัตรไปหมด
เขาเพ้อฝันไปเอง
เธอกับเขา แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว และไม่มีทางเติมเต็มให้กันและกันได้
มีแต่เธอเท่านั้นที่ใช้ความโง่ซื่อของเขาเติมเต็มความปรารถนาของตัวเอง
ไม่มีความจริงใจ ไม่มีการปกป้อง มีแต่เล่ห์ร้ายที่หลอกลวงจอมปลอม!
ในสายตาของเธอ เขาเป็นเพียงเครื่องมือที่เธอหลอกใช้เพื่อแลกบัลลังก์พันล้าน!!!
❖
ตอนที่ 1 นางสิบสองแห่งอสวากุล
กึก กึก กึก เสียงส้นสูงปลายแหลมหนังแก้วมันปลาบสีดำพื้นแดงด้วยความสูงถึง 120 มิลลิเมตร ยี่ห้อคริสเตียน (คริสเตียง) ลูบูแตงจากฝรั่งเศสกระทบพื้นหินอ่อนหรูของชั้นผู้บริหารการตลาด มันไม่ใช่เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นธรรมดา ๆ แต่เป็นเสียงที่สั่นคลอนโสตประสาทในทุกจังหวะก้าว ทำเอาพนักงานทั้งแผนกพากันนิ่งขึงขนคอลุกชันไปตาม ๆ กัน
ท่ามกลางบรรยากาศเย็นยะเยือก ไลน์กลุ่มพนักงานกลับลุกเป็นไฟ
มิว: แจ้งด่วน! อุณหภูมิลดระดับด่วน! ย้ำ! อุณหภูมิลดระดับ คลื่นความเย็นแผ่รัศมีมาถึงลิฟต์ฝั่งผู้บริหารแล้ว
ฟ้า: congrats ล่วงหน้าให้แผนกนางนะคะ เห็นว่าตรวจไฟล์พรีเซนต์ทั้งคืน สมเป็นนางสิบสอง
ปั้น: หมายถึงส้นรองเท้าหรือจ๊ะ เข้าใจตั้งฉายา
ฟ้า: หมายถึงจำนวนครั้งที่แก้งานขร่ะ 55555 ลืมแล้วเหรอ ตอนนั้นที่พรีเซนต์โครงการสร้างภาพลักษณ์แบบยั่งยืนขององค์กร แล้วนางสั่งแก้สไลด์สามรอบภายในคืนเดียว
มิว: พิมพ์ ๆ กันเนี่ย หลบมุมกล้องวงจรปิดบริษัทด้วยนา
ก้อย: ทุกคนใจเย็นค่ะ คุณวาถึงชั้น 45 แล้ว ยังไม่เข้าห้องประชุม แค่แวะทักเลขา เห็นยิ้มอยู่นะ ไม่ได้โหดตลอดเวลาหรอก
ฟ้า: ยิ้มของคุณวาคือรอยยิ้มก่อนพายุ
มิว: อือ…อย่าให้ส้นสูงคู่โปรดเธอเคาะพื้นใกล้ใครเลย ขอเถอะ
ก้อย: พักนี้คุณวาใส่ So Kate[1][i] บ่อย ถ้านางสิบสองประทับ So Kate อารมณ์คือ “พร้อมลุย” ทุกคนเตรียมไฟล์เผื่อถูกเรียกได้เลย
ปั้น: โอ้โห! สมกับอยู่กับคุณวามานาน บรรลุสุดยอดวิชาจนแปลอารมณ์นายจากรองเท้า
ก้อย: พรสวรรค์ย่ะ! ไม่งั้นชั้นจะได้อยู่แผนกกลยุทธ์รึ อิอิ
ฟ้า: ไหว้ย่อสายข่าวทีมสิบแปดอรหันต์ของนางสิบสอง
มิว: สรุปเราต้องพร้อมรับทุกอารมณ์ เย็นชา, เนี้ยบ, หรือระเบิดได้ทุกเวลา
ก้อย: ไม่ต้องกลัวค่ะ แค่ทำงานให้ดี เธอไม่กัดใครก่อนหรอก เว้นแต่คนนั้นจะขี้เกียจ
ฟ้า: ...แล้วคนขี้กลัวนับไหม
มิว: (ส่งสติกเกอร์ “ไหว้เจ้าแม่เวรา ขออย่าเรียกชื่อหนู”) ไปก่อนล่ะ พลอยแจ้งว่าคุณวาถึงห้องประชุมแล้ว อ้อ วันนี้ นางสิบสองประทับ So Kate จ๊ะ
ไม่มีสมาชิกกลุ่มคนไหนกล้าพิมพ์อะไรเพิ่ม นอกจากเปิดคอมพิวเตอร์ประจำที่นั่ง รอคำสั่งการด้วยใจไม่สู้ดี
❖
ในเสี้ยวนาที เสียงกึกกึกดังมาถึงห้องประชุมกระจกใส ทุกคนภายในห้องอันได้แก่ หัวหน้าแผนก ผู้ช่วย จนถึงเลขานุการ ต่างพร้อมใจกันหันพรึ่บไปยังร่างสูงโปร่งในสูทเทาเข้มที่เปิดประตูเข้ามาในห้อง เวรา อสวากุล กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ ผู้บริหารหญิงที่ถูกตั้งสมญานามลับหลังในองค์กรอย่างมากมายเป็นปรากฏการณ์
บางคนเรียกเธอว่านางสิบสอง อันเป็นความสูงของส้นรองเท้าระดับมาตรฐาน สมญานามนี้เกิดจากความชื่นชมส่วนหนึ่ง หมั่นไส้อีกส่วนหนึ่ง แต่เป็นสมญานามที่พนักงานใช้เป็นรหัสลับนินทานายจ้างสาว
หากสมญานามที่มีคนเห็นด้วยมากที่สุด คือเจ้าหญิงอุณหภูมิติดลบ เพราะทุกที่ที่เธอไป รังสีอำมะหิตจะแผ่ความเย็นยะเยือกเข้าครอบงำ
คนในห้องลุกพรึ่บเมื่อเธอมาถึงโต๊ะประชุม
“ขอโทษที่วันนี้เรียกประชุมแต่เช้า” เวราวางแฟ้มลงบนโต๊ะ กวาดตามองผู้เข้าประชุมด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“สรุปว่าเรายกเลิกแคมเปญ ‘ปรับลุ๊คอย่างไทย’ ใช่ไหม ?”
“คุณวาทราบ?” คนรับผิดชอบแคมเปญหน้าเจื่อน “กำลังจะรายงานคุณวาพอดีเลยครับ ท่านประธาน...เอ่อ”
“ไม่เป็นไร ฉันคุยกับคุณพ่อเรียบร้อยแล้วว่าเราจะเปลี่ยนไปใช้แคมเปญคอลเลกชันไลฟ์สไตล์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟแทน คุณตั้งทีมทำงานได้เลย แล้วใส่ชื่อคุณธีรภัทรเป็นผู้ดูแลโครงการนี้แทน”
“อะไรนะครับ! คุณธีร์จะมาดูแลตรงนี้เหรอครับ”
“ตามนั้น คุณคุยตรงกับคุณธีร์ได้เลย”
“แล้วตัวเลขล่ะครับ เป้าหมายรายได้?”
“เป้าหมายรายได้จะเป็นเป้าหมายเดิมที่ฝ่ายกลยุทธ์เสนอไป เราไม่สามารถปรับตัวเลขให้ต่ำลงได้ แต่ถ้าคุณธีร์ดูแลตรงนี้เอง เป้าหมายก็อาจสูงขึ้น ไม่มีอะไรต้องกังวล เอาล่ะ เรามีเวลาไม่มาก ที่ให้แก้ไขสไลด์การนำเสนอเมื่อวาน ขอดูตอนนี้เลยค่ะ หากมีการเปลี่ยนแปลง ทุกทีมจะต้องแก้ไขให้ทันภายในครึ่งชั่วโมง ส่วนนโยบายของฝ่ายกลยุทธ์...ฉันจะดูแลตรงนี้เอง”
❖
ออกจากห้องประชุม เวราตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัว ปิดประตูเงียบ เป็นที่รู้กันว่า ก่อนประชุมบอร์ด เวราจะไม่ให้พนักงานหรือใครเข้ามารบกวนเป็นอันขาด
ร่างโปร่งพิงประตูอยู่อึดใจ
ปรับลุ๊คอย่างไทย กับคอลเลกชันไลฟ์สไตล์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟ!
ขาวกับดำ คลาสิกกับหรูหรา ดั้งเดิมและทันสมัย
หรือว่า ลูกสาว...กับลูกชาย!
เวราถอนหายใจ เดินไปเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทบทวนสิ่งที่ต้องนำเสนอในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า หาก สมาธิไม่ค่อยมีนัก มันคอยจะแวะเวียนไปยังเหตุการณ์เมื่ออาทิตย์ก่อน
“แคมเปญที่ลูกเสนอ…มันยากเกินไป ความเป็นไทยขายความตื่นเต้นยาก พ่อคุยกับธีร์แล้ว เขาเสนอให้ใช้คอลเลกชันไลฟ์สไตล์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟ เพราะเข้าใจง่ายกว่า เข้าถึงกว่า”
เวราเม้มปาก
“แนวคุณหนูไฮโซที่ใส่กระโปรงจับจีบถือกระเป๋าในห้าง? ฟังดูตื่นเต้น ไม่จำเจดีค่ะ”
“เราก็อย่าทำให้จำเจ อย่าลืมว่าลูกค้ากลุ่มนั้นนั่นแหละที่ยังมีกำลังซื้อ!”
เจ้าสัววางแก้วชาลงบนโต๊ะค่อนข้างแรง
“เรื่องธุรกิจเป็นเรื่องครอบครัว พี่น้องช่วยกันทำให้ยอดขายเติบโต แกแม่นเรื่องหลังบ้าน บางทีก็อาจจะมองข้ามบางส่วนไป เจ้าธีร์มันเก่งเรื่องการตลาด มาช่วยกัน ทุกอย่างจะเร็วขึ้น”
“ทีมผมสั่งของมาแล้ว เราต้องรีบระบายสต๊อก สินค้าแฟชั่นมีอายุสั้น แต่ถ้าเราไม่สั่งมา จะกลายเป็นเราไม่ตามเทรนด์” ธีรภัทรชี้ไม้ตาย นั่นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เธอต้อง...ถอย
เธอมองภาพหน้าจอ โลโก้ของอสวากุลโดดเด่น โดยมีเงาดวงหน้าของเธอสะท้อนจาง ๆ เป็นพื้นหลัง
❖
จอสกรีนภายในห้องประชุมบอร์ดของอสวากุลกรุ๊ปฉายภาพโลโก้หลักของอสวากุลกรุ๊ป โดยมีโลโก้ธุรกิจในเครือเรียงเป็นระเบียบด้านล่าง ผู้บริหารระดับสูงต่างพากันตบเท้าเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง สายตาของผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดพุ่งไปยังเก้าอี้พนักสูงหุ้มหนังราคาแพงที่ตั้งในตำแหน่ง ‘หัวโต๊ะ’ คนที่กำลังนั่งเก้าอี้ทรงสิทธิ์ตัวนั้นคือเจ้าสัวอนันต์ ประธานผู้ก่อตั้งธุรกิจในเครืออสวากุล แม้จะอยู่ในวัยเลยเจ็ดสิบปี แต่ร่างท้วมยังคงผึ่งผาย ดวงหน้าอูมเคร่งขรึม ตารีเต็มไปด้วยอำนาจ ซึ่งดูเหมือนทุกคนจะสำนึกศักดิ์และสิทธิ์ของท่านประธานในข้อนี้ เบื้องหน้าของเขาไม่มีป้ายชื่อระบุตำแหน่งเหมือนของคนอื่น ตารีนิ่งขรึม ไล่สายตาไปยังป้ายชื่อรายเรียงบนโต๊ะพร้อมกับดวงหน้าเจ้าของป้ายทีละดวง ทำให้ห้องประชุมกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์ ไร้เสียงพูดคุย
ด้านซ้ายของประธานคือนางสุรีย์วรรณ อสวากุล ป้ายตรงหน้าเธอบอกตำแหน่งรองประธานบริหาร สตรีวัยหกสิบปีมีดวงหน้างดงามอ่อนเยาว์เกินอายุจริงอยู่มาก รูปร่างสมส่วนอยู่ในกระโปรงผ้าไหมสีงาช้างเรียบหรู สุรีย์วรรณไม่ชอบสวมเครื่องประดับมากชิ้น แต่เลือกเฉพาะดีไซน์สง่าเหมาะเจาะ อย่างวันนี้ เธอเลือกต่างหูระย้ามุกเม็ดเล็ก เข็มกลัดมุกทรงหยดน้ำล้อมเพชรประดับเหนืออักษรย่อของตระกูลเดิมก่อนสมรส ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่เธอใช้ติดตัวเป็นประจำ เธอก้มอ่านรายงานประจำเดือนอย่างเอาใจใส่ ยกแก้วชาทำจากกระเบื้องเนื้อดีพิมพ์ลายเถากุหลาบแบบยุโรปขึ้นจิบเป็นระยะ
ธีรภัทรทายาทหนุ่มนั่งข้างมารดา เป็นที่รับรู้กันว่าธีรภัทรคือว่าที่รองประธานฝ่ายบริหาร แม้ป้ายหน้าชื่อของเขาบอกตำแหน่งเพียงผู้อำนวยการฝ่ายบริหารในตอนนี้ แต่ด้วยมีพ่อเป็นถึงประธานบริษัทและมีแม่เป็นถึงรองประธานบริหาร จึงเป็นที่คาดการภายในอาณาจักรอสวากุลกรุ๊ปว่าธีรภัทคงได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานบริหารในไม่ช้า ทำให้ความเกรงใจและความคาดหวังของทุกคนถ่ายเทมาที่เขามากกว่าทายาทอีกคนของเจ้าสัว ผู้กำลังยืนอยู่อีกฟากของห้องประชุม
เวราเป็นบุตรสาวคนโตของเจ้าสัวอนันต์ อายุมากกว่าธีรภัทรหลายปี หากทว่าเวราไม่ใช่บุตรสาวของสุรีย์วรรณ ไม่มีใครรู้ว่ามารดาของเวราเป็นใคร คนเก่าคนแก่น้อยคนจะรับรู้เรื่องนี้ คนที่รู้ไม่พูด คนที่พูดคือคนไม่รู้ จึงได้แต่คาดเดากันว่ามารดาของเวราคงเป็นบุตรสาวจากตระกูลการค้าตระกูลใดตระกูลหนึ่ง มีธุรกิจไม่ใหญ่โตและค่อนข้างเก็บตัว ต่างจากสุรีย์วรรณ ภรรยาคนที่สองและเป็นคนปัจจุบันของเจ้าสัวอนันต์ สุรีย์วรรณมาจากตระกูลเก่าแก่ ร่ำรวยเป็นทุนเดิมและเป็นที่รู้จักทั้งสังคมชั้นสูงและนักธุรกิจ หลังเจ้าสัวอนันต์แต่งงานกับสุรีย์วรรณ อาณาจักรอสวากุลขยับขยายอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกใหญ่ของประเทศ ดังนั้น ต่อให้เวราเป็นผู้บริหารคนเก่งของอสวากุลกรุ๊ป เธอก็ยังไม่ใช่ทายาทตัวจริงในสายตาของคนทั่วไปอยู่ดี
เวรารับรู้ความจริงในข้อนี้ เธอกวาดมองผู้เข้าร่วมประชุมจากมุมที่ยืนอยู่ ร่างสมส่วนอยู่ในสูทกางเกงสีเทาเข้ม อันเป็นโทนสีที่พนักงานของอสวากุลกรุ๊ปเห็นเจนตา เธอไม่ใส่ใจกริยาของธีรภัทรที่จงใจไม่กล่าวทักทายหรือทำความเคารพเธออย่างที่ควรจะเป็น เขาส่งยิ้มเก๋ให้ผู้เข้าร่วมประชุมอื่น ๆ หมุนปากการาคาแพงในมือเล่น สูทสีน้ำเงินครามที่สวมขัดกับรองเท้าผ้าใบยี่ห้อหรู ทราบแหละว่ารองเท้าคู่นั้นมีราคาแพงลิบ แต่มันก็เป็นรองเท้าผ้าใบ ธีรภัทรไม่ใช่พนักงานฝึกหัดหรือเจ้าหน้าที่ตำแหน่งเล็ก ๆ ที่สามารถแต่งตัวลำลองเข้าประชุมบอร์ดได้เสียหน่อย
อย่าว่าแต่ธีรภัทรเลย แม้วาระประชุมวันนี้เกี่ยวกับงานต่างประเทศซึ่งเป็นความรับผิดชอบของเธอโดยตรง แต่สายตาทุกคู่ไม่ได้จับจ้องมายังเวราผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ หากพุ่งไปยังเก้าอี้พนักสูงหัวโต๊ะ
เจ้าสัวอนันต์เปิดแฟ้มที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้ รายงานที่คนทั้งแผนกอดหลับอดนอนหลายคืนเพื่อให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดนั้น ถูกประธานเปิดเร็ว ๆ เพียงผ่านตา ก่อนจะส่งสัญญาณให้เวราเริ่มการนำเสนอ
ร่างสูงโปร่งเหยียดตรง แม้กำลังสวมรองเท้าส้นสูงกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบมิลลิเมตร ส้นเข็มเล็กปักพื้นมั่นคง
สไลด์แรกปรากฏภาพแผนที่โลกซ้อนภาพร้านฟลากชิป[2]
“ตลาดหรูในวันนี้…ไม่ได้วัดกันที่โลโก้หรือราคาอีกต่อไป”
เวราเปลี่ยนสไลด์ขึ้นภาพร้านหรูของอสวากุลกรุ๊ปที่เต็มไปด้วยสินค้าจากแบรนด์นำเข้า
“โมเดลนี้ทำให้เราครองตลาดมานาน แต่เป็นการค้าปลีกจากสินค้าแบรนด์อื่น เราต้องการสินค้าที่มั่นคง แข็งแรง และ...เป็นรากของเราเอง”
เธอสบตาคนรอบโต๊ะ เห็นความคลางแคลงใจในแววตาหลายคู่ หากไม่ใส่ใจ เธอหันไปยังคนที่สำคัญที่สุดของโต๊ะประชุม...เจ้าสัวอนันต์!
ดวงตารีว่างเปล่า ไม่มีความชื่นชม หรือแม้กระทั่งสนับสนุนให้กำลังใจ
หัวใจของเวราว่างเปล่าไม่แพ้ดวงตารีคู่นั้น
❖
“และนี่ ถึงเวลาที่อสวากุลจะต้องก้าวไปอีกขั้น ทุกวันนี้ สถานะทางสังคมและรสนิยมการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปมาก ทุกคนล้วนต้องการอัตลักษณ์ที่ชัดเจน เป็นของแท้ ของดั้งเดิมที่มีคุณค่า ไม่ใช่แค่ของฉาบฉวยไปตามเทรนด์ หรือของใหม่ที่ใครต่อใครเลียนแบบได้ง่าย”
เวรากดเปลี่ยนสไลด์อีกครั้ง ปรากฏภาพผ้าทอพื้นเมืองไทยที่นำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าหรูในแบบทันสมัยทัดเทียมรันเวย์[3] แบรนด์ดัง เวราใช้เวลาไปมากกับการปั้นไอเดียให้บอร์ดเห็นภาพ
“ถ้าเรากล้าที่จะสร้างสินค้าที่เล่าเรื่องราวของเราเอง เชื่อมรากคุณค่าดั้งเดิมเข้ากับแบรนด์ เราจะไม่ใช่แค่ตัวแทนขาย แต่เป็นผู้นำตลาดเอเชียตัวจริง”
เวรคลิกสไลด์ถัดไป ปรากฎภาพกราฟเส้นเรียบสะอาดพุ่งขึ้นพร้อมคำสำคัญ ความหรูหราที่ยั่งยืน, มรดก , แนวคิด ส.ส.ธ หรือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
“จากการทำวิจัยด้านการตลาดรวมถึงสถิติการจับจ่ายของลูกค้าหลังโควิด เราพบว่ากลุ่มลูกค้าทุนสูงไม่ได้ซื้อ ‘โลโก้’ อย่างเดียวอีกต่อไป พวกเขาซื้อ ‘เรื่องราว’ และ ‘ความหมาย’ วันนี้แบรนด์ระดับโลกไม่สามารถมองแค่ตัวเลขกำไร แต่ต้องสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจนตามแนวคิด ส.ส.ธ. หรือ ESG
ส คือสิ่งแวดล้อม เราต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่าอสวากุลกรุ๊ปใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน ไม่ใช่แค่แคมเปญชั่วคราว ฉาบฉวย แต่ต้องฝังเข้าไปในดีเอนเอของแบรนด์
ส ที่สองหมายถึงสังคม หรือ Social สำหรับอสวากุลกรุ๊ป เราไม่ได้ขายแค่สินค้านำเข้า แต่เราขายภาพลักษณ์ด้วย ถ้าเรายังทำธุรกิจแบบซื้อถูกแล้วขายแพง ลูกค้าระดับบนจะเริ่มตั้งคำถามว่า เราให้คุณค่ากับแรงงานหรือชุมชนไหม? แต่ถ้าเราเชื่อมช่างทอไทยและงานหัตถกรรมพื้นถิ่นเข้าสู่ซัพพลายเชน[4] อย่างโปร่งใส เราไม่ได้แค่สร้างงาน แต่เราสร้างเรื่องราวที่ลูกค้าภูมิใจจะซื้อ
ธ ธรรมาภิบาล หรือ Governance ถ้าเราก้าวนำด้วยระบบที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่เส้นใยจนถึงร้านค้า เราจะกลายเป็นบริษัทไทยไม่กี่รายที่นักลงทุนระดับโลก กล้าพูดได้เต็มปากว่าเชื่อถือได้”
เวราคลิกปิดสไลด์บนจอ เพื่อให้สายตาทุกคู่หันมามองเธอ
“ทั้งหมดนี้จะไม่ใช่แค่โปรเจกต์ แต่จะเป็นจุดเปลี่ยนของอสวากุลกรุ๊ปสู่การเป็นผู้นำในเอเชีย”
ทุกคนเงียบกริบ มีคำถามเต้นระริกในดวงตา แต่ไม่มีใครกล้าพูด ทุกคนรอฟังคำตัดสินใจจากเก้าอี้หัวโต๊ะ
มืออูมหมุนแหวนหยกบนนิ้ว
“ระยะเวลาของแผนล่ะ” เจ้าสัวอนันต์เปิดประเด็น เวราเตรียมคำถามเหล่านี้ไว้อยู่แล้ว
“โครงการจะต้องเปิดตัวคอลเลกชันนำร่องในไตรมาสสี่ กำไรขั้นต้นเป้า 18–22% แม้ปริมาณน้อยกว่าสินค้า massที่ผลิตปริมาณมากเพื่อตลาดวงกว้าง แต่จะยกระดับมูลค่าของแบรนด์ในกลุ่มอย่างถาวร”
ผู้อำนวจการฝ่ายการเงินยกมือทันที
“งบประมาณทั้งหมดล่ะครับ? ถ้าเทียบกับดีลนำเข้าเดิม กำลังการผลิตช่างทอเป็นอย่างไร รองรับสต๊อกได้แค่ไหน หรือเราต้องแบกความเสี่ยงเรื่องการผลิต”
“เกมนี้ไม่ใช่เกมปริมาณ เราไม่ได้วางเกมให้ชนะด้วย ‘ปริมาณ’ เราจะชนะด้วย ‘คุณค่า’ โมเดลคือคอลเลกชันตามฤดูกาลที่ผ่านการคัดสรรอย่างประณีต โดยใช้วิธีเปิดให้ลูกค้าจองสินค้าในปริมาณจำกัดเพื่อสร้างความต้องการ และเราจะกระจายความเสี่ยงด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศระดับแนวหน้าที่มีมาตรฐานการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของเรา”
ผู้อำนวยการฝ่ายค้าปลีกจ่อคำถาม
“คอนเซ็ปต์ดีนะครับ คุณเวรา คงประชาสัมพันธ์อสวากุลได้ดีทีเดียว แต่สินค้าแบบนี้...ขอโทษนะครับ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เราจะเดินสโตร์ยังไงไม่ให้ชนไลน์เดิม? สินค้าแบบหัตถกรรมจะดูธรรมดาไปไหม?”
เวราคลิกภาพบนจออีกครั้ง ปรากฎภาพผ้าทอมือโทนสีเรียบหรูวางกับกระเป๋าสไตล์ลักชัวรี มินิมัล[5]
“อสวากุลกรุ๊ปไม่ได้ขาย ‘หัตถกรรมพื้นบ้าน’ เราขาย ‘ศิลปะผ่านการตีความใหม่’ การออกแบบร่วมสมัย ตัดเย็บพรีเมียม เรื่องเล่าที่พิสูจน์ได้ว่าคุณค่ามาจากหัวใจของผู้คน ชุมชน ไม่ใช่โรงงานนรกและเครื่องจักรเย็นชืด เราจะเปิดข้อมูลซัพพลายเชิงรุก ใช้องค์กรหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้รับรองและตรวจสอบ และเล่าเรื่องช่าง ชุมชน มรดกวัฒนธรรมให้ลูกค้าเห็นชีวิตและจิตวิญญาณหลังผืนผ้า นี่ไม่ใช่แคมเปญกิจกรรมเพื่อสังคมฉาบฉวย แต่คือโมเดลธุรกิจ”
ธีรภัทรหัวเราะเบา ๆ
“ฟังดูโรแมนติกดีนะพี่ แต่คนซื้อกระเป๋าไม่ได้อยากซึ้งทุกใบหรอก จะให้ขายผ้าทอมือแข่งกับแบรนด์โลโก้ระดับโลกยังไง?”
เวราหันไปสบตาน้องชาย เห็นความไม่เชื่อมั่นอยู่ในนั้นเต็มเปี่ยม ยังดีว่าเสียงอ่อนของสุรีย์วรรณแทรกขึ้น
“อย่าเพิ่งขัดพี่เค้า เมื่อกี้เวราก็เน้นอยู่ว่าความหรูหราที่แท้จริงไม่ได้มาจากราคา แต่คือ...ราก รากที่แท้จริงของสิ่งของนั้น ๆ แม่เห็นด้วยนะ ทุกวันนี้ส่วนแบ่งการตลาดไหลไปทาง fast fashion[6] พวกผลิตเร็วขายเร็ว แต่ตอนนี้สังคมเริ่มตั้งคำถามสินค้าประเภทนี้แล้ว เราควรรักษากลุ่มลูกค้าพรีเมี่ยมไว้ให้ดี ต้องนำเสนอคุณค่าที่ดีที่สุด สำหรับโครงการของเวรา ถ้าเราเลือกรากที่ดีที่สุดจะช่วยสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็ง หรืออย่างน้อย แตกต่างจากคู่แข่ง”
“แน่ใจโครงการนี้แค่ไหน” เจ้าสัวอนันต์ถามบุตรสาวตรง ๆ เวราใจชื้น เธอหันไปสบตามารดาเลี้ยงเพื่อขอบคุณ
“ทีมกลยุทธ์ขอนำเสนอแผนงาน 6 เดือนค่ะ เดือนแรกคือการคัดเลือกพันธมิตรต้นน้ำ รากที่ดีที่สุดของเรา เดือนต่อมาคือการก่อตั้งศูนย์หัตถกรรมรุ่นแรกของอสวากุลกรุ๊ป เดือนที่สามคือการพัฒนาต้นแบบ ใช้เวลาผลิตอีกสองถึงสามเดือน ในเดือนสุดท้าย เราจะเปิดตัวและรับออร์เดอร์สินค้า”
สายตาทั้งห้องเลื่อนไปที่หัวโต๊ะ เจ้าสัวอนันต์ปลดแหวนหยกจากนิ้วออกมาวางบนโต๊ะ ก้มมองแหวนครู่ใหญ่ ก่อนเงยหน้ามองลูกสาว
“ดี… แต่ยังไม่พอ”
ห้องประชุมเงียบกริบ ไม่มีใครคุย ใครถาม หรือแม้แต่ขยับตัว
ที่สำคัญ ไม่มีสายตาคู่ไหนมองเธอ
เวรากำคลิกเกอร์แน่น รับคำสั้นนั้นด้วยหน้าเรียบเฉย ทั้งที่รู้สึกขมในคอ ธีรภัทรหมุนปากกาเล่น ยักคิ้วให้พี่สาวต่างมารดาเหมือนจะบอกว่า เห็นไหม ผมว่าแล้ว!!!
“นำโครงการของแกกลับมาเสนอที่ประชุมใหม่เดือนหน้า สิ่งที่อสวากุลกรุ๊ปทำจะต้องดีที่สุดเสมอ เอาล่ะ ถึงคราวฝ่ายการเงินนำเสนอรายงานประจำเดือน”
เวราเก็บรีโมต เดินกลับไปยังเก้าอี้ของตนอย่างสงบทั้งที่ความคิดคุกรุ่น ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ สำหรับพจนานุกรมของเจ้าสัวอนันต์ ไม่เคยปรากฎคำว่าดีแล้วหรือเก่งมากแล้ว ลูกทำดีที่สุดแล้ว
พจนานุกรมเล่มหนาเล่มนี้ มีแต่คำว่าดีไม่พอ ต้องทำได้ดีกว่านี้ ต้องลงแรงและขยันกว่านี้ ลามไปจนถึง ต้องฉลาดกว่านี้
สำหรับบิดา อาณาจักรอสวากุลคือสนามรบจำลองเพื่อเคี่ยวกรำลูกทั้งสอง ถ้ายังชนะในสนามนี้ไม่ได้ ก็อย่าหวังชนะในสนามอื่น!
❖
หลังออกจากห้องประชุมบอร์ด เวราเรียกทีมของเธอเข้าห้องประชุมแผนก มีการสั่งงานเพิ่มอีกหลายอย่างก่อนจะปิดการประชุมเร็วกว่าเคย พนักงานดูไม่แปลกใจทั้งที่แผนกของเวราเป็นแผนกที่พนักงานทำงานล่วงเวลาเป็นประจำ ทุกคนรู้ดีว่า ทุกเย็นหลังการประชุมบอร์ด เวราจะมีนัดสำคัญเสมอ
แต่ไม่มีใครรู้ว่า นัดสำคัญนั้นคืออะไร!
แสงโคมระย้าบนฝ้าเพดานสูงของห้องรับประทานอาหารภายในคฤหาสน์อสวากุล ส่งแสงวับวาวสะท้อนผิวหินอ่อนเป็นมันปลาบ บนโต๊ะอาหารยาวมีเพียงจานช้อนตระเตรียมไว้แค่สี่ที่ แสดงความประสงค์ว่าไม่รับแขก มีเพียงสมาชิกในครอบครัวจริง ๆ เวราไม่ใส่ใจอาหารบนโต๊ะนัก เพราะมั่นใจว่าเธอจะไม่รู้สึกเอร็ดอร่อยแน่
ใครจะไปกระเดือกลงต่อให้อาหารเลิศรสปานใด ในเมื่อทุกเย็นหลังวันประชุมบอร์ด จะเป็นวันพิพากษาของเธอกับน้องชาย บิดาเรียกมันว่าวันพูดคุยภายในครอบครัว แต่ด้วยคนพูดส่วนใหญ่คือประมุขของบ้าน และการพูดคุยไม่แคล้วตำหนิสิ่งที่เขาขุ่นข้องใจ และปิดท้ายด้วยการเปรียบเทียบลูกคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง
แล้วเธอก็คิดถูก!
“หัตถกรรมไทยธรรมดาไป คุณหญิงคุณนายใส่กันเกร่อ ส่วนมากใส่ไปงานสังคม ไม่ใช่ของที่ใช้ทุกวัน ทำไมแกต้องทำเรื่องยากให้มันวุ่นวาย” เจ้าสัวอนันต์เปิดฉากเมื่อนั่งประจำที่หัวโต๊ะ เวรานั่งข้างบิดาฝั่งหนึ่ง ดวงตานิ่งเหมือนกำลังจดจ่อกับคำพูดที่ยังคงดังก้องเมื่อเช้า
“ดี… แต่ยังไม่พอ”
ธีรภัทรนั่งฝั่งตรงข้ามข้างมารดาเขา ยิ้มสบาย ๆ เหมือนธุรกิจเป็นเรื่องง่ายดาย และสิ่งที่เวรานำเสนอฟังดูไม่เข้าท่าเสียเหลือเกิน
“ผ้าไทยผืนหนึ่งราคาไม่เท่าไหร่ ผมชอบไอเดียพี่วานะครับ ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ด้าน CSR[7]) ที่มีมูลค่าไม่แพงเลย น่าจะทันงานเฉลิมวันคล้ายพระราชสมภพเจ้านายสักพระองค์ หรือวันส่งเสริมหัตถกรรมสักจังหวัด”
เวราเม้มปาก รู้ทันคำพูดเชิงแดกดันของน้องชาย
“ผ้าไทย งานหัตถกรรม ของพวกนี้ชุมชนผลิตได้ปริมาณไม่มาก ไม่มีปัญหาเรื่องสต๊อกของด้วย จริงไหม นายธีร์” เวราเหน็บกลับ ธีรภัทรหน้าเจื่อน สุรีย์วรรณเข้ามาขัดตาทัพตามเคย
“วา…เรื่องงานวันนี้ แม่เห็นว่าหนูตั้งใจดีนะ เอาอย่างนี้สิ ให้น้องช่วยประสานหอการค้าจังหวัดดีไหม เป็นการสร้างเครือข่ายที่ดีด้วย”
ธีรภัทรรีบรับคำ
“ได้ครับ ผมรู้จักกรรมการหอการค้าหลายคน”
อนันต์ขยับแหวนหยกที่นิ้ว ตวัดมองลูกชายแว่บหนึ่ง
“จะลองดูก็ได้ ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กันอีกที”
เวราเม้มปาก เข้าใจความหมายของบิดาดี เธอขอบคุณมารดาเลี้ยงและน้องชาย แล้วหันกลับมาสนใจอาหารตรงหน้า ตักอาหารฝีมือพ่อครัวเข้าปากแต่ไม่รู้รสเอาเสียเลย
รู้จักคนหอการค้า? ใครว่าเวราต้องการประสานผ่านองค์กรใหญ่กันเล่า องค์กรพวกนี้มีเครือข่ายการค้าเฉพาะกลุ่ม กว่าจะคุยกันรู้เรื่องคงเลยกรอบเวลาที่นำเสนอห้องประชุมแน่ หนำซ้ำ ธีรภัทรน่ะหรือ การช่วยประสานของเขาคือการส่งเบอร์โทร.คนใดคนหนึ่งในหอการค้าฝากมาทางเลขาของเธอ หรือไม่ก็นัดใครสักคนกินข้าวร่วมกันสักมื้อ คุยเรื่องงานของเธอสักหน่อย จากนั้น ทุกอย่างจะเงียบหาย
“ถ้าอย่างนั้น…ก็ให้เป็นอย่างที่คุณแม่แนะแล้วกันค่ะ”
“ไว้ผมจะแวะไปคุยกับพี่เรื่องนี้ที่ออฟฟิศนะฮะ” ธีรภัทรเอื้อเฟื้อ
“ขอบใจธีร์มากนะ” สุรีย์วรรณมองบุตรชายด้วยแววตารักใคร่ “นี่แหละดีที่สุดแล้ว สองคนพี่น้องช่วยกันทำงาน อีกอย่าง เวราเป็นผู้หญิง พวกหอการค้าจังหวัดมีแต่ผู้ชายทั้งนั้น น้องชายจะได้คอยดูแลพี่สาว”
❖
- [1] รองเท้า So Kate ของ Christian Louboutin คือส้นสูงปลายแหลมที่ขึ้นชื่อที่สุดรุ่นหนึ่งในโลกแฟชั่น รูปทรงของมันโดดเด่นด้วยส้นเข็มสูงราว 120 มิลลิเมตร ส่วนตัวรองเท้าเป็นแบบปิดหน้าเท้า เรียบ ไม่มีสายรัด ทำให้ลุคดูมินิมัลแต่แพง ผู้สวมจะเห็นพื้นรองเท้าสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของลูบูแตงทุกย่างก้าว
- [2] ร้านฟลากชิพ (Flagship Store) คือ ร้านหลักประจำแบรนด์ที่ถูกออกแบบให้เป็น “หน้าตา” ของบริษัท ใช้แสดงเอกลักษณ์ คอลเลกชันสำคัญ และประสบการณ์ระดับพรีเมียมเพื่อสร้างภาพลักษณ์และมาตรฐานให้สาขาอื่นยึดตาม
- [3] รันเวย์ (Runway) เวทีแคตวอล์กที่ใช้ในการนำเสนอคอลเลกชันใหม่ของแบรนด์แฟชั่น โดยออกแบบเพื่อให้ผู้ชมเห็นรายละเอียดเสื้อผ้า การเคลื่อนไหวของผ้า และภาพลักษณ์ของคอลเลกชันอย่างใกล้ชิด
- [4]ซัพพลายเชน (Supply Chain) กระบวนการไหลเวียนของสินค้า ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงถึงมือผู้บริโภค รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในขั้นตอนนั้น ๆ ใช้เพื่อวัดประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืนของธุรกิจโดยรวม
- [5]สไตล์ ลักชัวรี มินิมัล Luxury Minimal แนวการออกแบบที่ผสานความหรูหราเข้ากับความเรียบง่าย ใช้เส้นสายสะอาด วัสดุคุณภาพสูง และรายละเอียดน้อยแต่พิถีพิถัน
- [6]Fast Fashion คือระบบการผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าที่มุ่งสร้างสินค้าตามกระแสให้เร็วที่สุดเพื่อให้ผู้บริโภคซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง สินค้ามีอายุใช้งานสั้นเป็นแฟชั่น “ไวต่อกระแส” ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือการสร้างขยะสิ่งทอปริมาณมหาศาล ใช้น้ำและพลังงานอย่างสิ้นเปลือง รวมถึงผลักภาระการผลิตไปสู่แรงงานราคาถูกในประเทศ
- [7]CSR (Corporate Social Responsibility) แนวคิดที่ให้องค์กรรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยแสดงออกผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม การดูแลแรงงานอย่างเป็นธรรม การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการดำเนินงานโปร่งใส
ฝากผู้อ่านติดตามตอนต่อไปนะคะ ตอนแรก นางสิบสองแห่งอสวากุล อาจจะมีข้อมูลเยอะ อ่านยากหน่อย แต่ตอนต่อไป จะเป็นการเดินเรื่องตัวพระนาง อ่านง่ายขึ้นค่ะ
ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ
หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป อลินน์ขอฝากคะแนนหรือรีวิวสั้น ๆ ตามความรู้สึกจริงของคุณไว้บนแพลตฟอร์มที่กำลังอ่าน เพียงไม่กี่ถ้อยคำจากคุณ จะช่วยให้หนังสือเล่มนี้มีโอกาสเดินทางไปพบผู้อ่านคนใหม่ ๆ และเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนอย่างมากค่ะ
พิเศษสำหรับโปรโมชั่นอีบุ๊ก Flash Sale จะมีจำนวนจำกัดนะคะ
ฝากกดติดตามสำนักพิมพ์อลินน์ เพื่อไม่พลาดโปรโมชั่นต่าง ๆ ค่ะ
https://www.mebmarket.com/p/alynn
กดลิงก์เพื่อเพิ่มบัลลังก์ทอรักในชั้นหนังสือของคุณ และอ่านตัวอย่าง ฟรี
