โมด์ฮีร่า สุริยเทพ
โมด์ฮีร่า สุริยเทพ

งานบูชาสุริยเทพจัดขี้นในวันรุ่งขึ้น แสงอาทิตย์แรกของวันส่องผ่านเสาหินแกะสลักแห่งวิหารสุริยะโมด์ฮีรา[1] จนเกิดประกายทองระยิบระยับเหนือสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ สถาปัตยกรรมหินทรายเหลืองที่ทอประกายเมื่อยามต้องแสงตะวัน วัดสุริยะโมด์ฮีร่าแห่งเมืองปาฏัณ สร้างขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 โดยพระเจ้าภีมเทวที่ 1 แห่งราชวงศ์โซลังกี เพื่ออุทิศแด่สุริยะเทพ เทวะผู้เป็นสัญลักษณ์ของแสงและชีวิต โครงสร้างทั้งวัดถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ เมื่อถึงวันวิษุวัต แสงแรกของเช้าจะลอดผ่านประตูและช่องทางเดินตรงเข้าสู่ห้องครรภคฤหะ ส่องตรงไปยังเทวรูปสุริยะที่เคยประดิษฐานอยู่ ณ ใจกลางศาลหลัก
เบื้องหน้าโบราณสถานคือสุริยะกุณฑ์ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์สี่เหลี่ยมที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันไดยาวกว่าร้อยขั้น รอบสระเรียงรายด้วยวิมานเทพน้อยใหญ่เกินกว่าร้อยหลังประหนึ่งจักรวาลจำลอง ผู้แสวงบุญจะก้าวลงบันไดเพื่อชำระกายใจในน้ำก่อนเข้าสู่วัด การออกแบบอันวิจิตรนี้สะท้อนคติจักรวาลวิทยาของฮินดูอย่างชัดเจน จากโลกมนุษย์ที่เบื้องล่าง สู่การเดินทางไต่ระดับเพื่อพบเทพเจ้า
ตัววัดประกอบด้วยสองศาลาหลัก คือ ศาลา Sabha Mandapa สำหรับประกอบพิธีและการแสดงศิลปะ มีเสากว่า 50 ต้น แต่ละต้นแกะสลักเทพ เทวี นักดนตรี นักร่ายรำ ฉากจากมหากาพย์รามายณะและมหาภารตะ รายละเอียดอ่อนช้อยจนหินแข็งดูราวกับอ่อนละมุนเป็นผืนผ้า และ ศาลาหลัก Garbhagriha อันเป็นหัวใจของวัด แม้เทวรูปสุริยะไม่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน
ทุกส่วนของวัดคือบทกวีแห่งศิลา บอกเล่าความรุ่งเรืองของศิลปะและศาสนาประสานไปพร้อมกัน ยามแสงแดดอาบผิวหินแกร่ง ลวดลายเรขาคณิตที่ถูกสลักเมื่อพันปีก่อนยังสะท้อนประกายงดงามไม่เสื่อมคลาย วัดสุริยะโมเดห์ราจึงไม่ใช่เพียงโบราณสถาน หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งแสง ความศรัทธา และภูมิปัญญาที่ถูกสลักไว้ในประวัติศาสตร์อินเดียอย่างไม่มีวันเลือน
ชาวบ้านจากปาฏัณและหมู่บ้านใกล้เคียงพากันเดินขบวนมายังลานกว้างหน้าวิหาร แต่ละคนแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองสีสด เสียงกลองดั๊ฟและขลุ่ยอินเดียดังสะท้อนรับเสียงสวดมนต์ หัวใจของพิธีคือผ้าปาโตลาผืนงาม
หญิงสูงวัยตระกูลซัลวีประคองผ้าออกมาจากหีบไม้จันทน์ที่ห่อหุ้มด้วยผ้าฝ้ายขาวสะอาด ทันทีที่ชายผ้าโผล่พ้นห่อ เสียงฮือฮาและเสียงสวดก็ประสานกึกก้อง มาดามลักษมีนำผ้าปูบนแผงไม้ ชาวบ้านช่วยกันชูแผงไม้ขึ้นสูงเหนือศีรษะราวกับกำลังแบกคำอธิษฐานของทุกครัวเรือน
เมื่อขบวนเคลื่อนไปถึงบันไดหินของวิหาร รังสีจากพระอาทิตย์ยามเช้าส่องตรงมาที่ลายผ้า เกิดเป็นแสงสะท้อนระยิบระยับเหมือนผืนผ้ากำลังมีชีวิต ทุกคนพนมมือ บางคนหลั่งน้ำตาด้วยความปีติ นักบวชประจำวิหารรับผ้าแล้วนำไปห่มบนรูปเคารพสุริยเทพ เสียงสังข์และกลองดังขึ้นพร้อมกัน เสมือนเสียงจักรวาลตอบรับ ดอกดาวเรืองและกลีบกุหลาบโปรยปรายปกคลุมลานหินจนทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยกลิ่นหอมและสีสัน
สำหรับเวรา นี่คือครั้งแรกที่เธอเห็น “ผ้า” ไม่ได้เป็นเรื่องแฟชั่นหรือการลงทุน แต่คือเครื่องเชื่อมระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และระหว่างหัวใจของชุมชนกับความศรัทธา
เดฟปรากฎตัวขึ้นที่งาน เขาคุ้นเคยกับครอบครัวซัลวีจึงได้รับการต้อนรับอย่างดี เมื่อเขาขอพบกับกวินอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มไม่ปฏิเสธ
❖
[1] วิหารสุริยะแห่งโมด์ฮีรา (Modhera Sun Temple) เทวสถานฮินดูที่สร้างถวายแด่พระสุริยเทพ ตั้งอยู่ในรัฐคุชราต สร้างขึ้นราว ค.ศ. 1026–1027 ในรัชสมัยพระเจ้าภีมะที่ 1 แห่งราชวงศ์จาลุกยะ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมหินแกะสลักและการวางแนวอาคารให้สัมพันธ์กับแสงอาทิตย์