เกมบัลลังก์
เกมบัลลังก์

‘ไว้ผมจะแวะไปคุยกับพี่’ ฟังดูเหมือนธีรภัทรจะไปหาพี่สาวในอีกวันสองวัน แต่เวรารู้ดีว่าธีรภัทรไม่เคยเห็นเรื่องของเธอเป็นเรื่องเร่งด่วน
เธอคัดทีมทำงานเพื่อเตรียมการบางอย่างและรอคอยผลของมันอย่างจดจ่อ จนเมื่อได้รับข้อมูลที่รอคอย ธีรภัทรก็ยังไม่ติดต่อกลับมาตามคาด
“ตัวเลขสินค้าคงคลังรอบที่แล้วเป็นไงบ้างพลอย ให้ฝ่ายสินค้าทำสรุปขึ้นมาที” สินค้าคงคลังคือจำนวนสินค้าที่ยังนิ่งค้างอยู่ในโกดัง จำนวนสินค้าคงคลังมากเท่าไหร่ ย่อมหมายถึงเม็ดเงินลงทุนที่นอนนิ่งจมอยู่กับจำนวนสินค้าเหล่านั้น จริงอยู่ว่าธุรกิจซื้อมาขายไปจะต้องมีสินค้าคงคลังเพื่อเตรียมจำหน่าย แต่จำนวนสินค้าคงคลังที่มากเกินไป หรือขาดการเคลื่อนไหว เป็นสัญญาณอันตรายที่เวราคอยจับตาอยู่เสมอ
“พลอยเตรียมไว้ให้แล้วค่ะ สินค้าระบายไม่ได้เลยค่ะ”
“อ้าว! แล้วแผนการตลาดที่นายธีร์เขาทำไว้?”
คำตอบคือยิ้มแห้งของเลขา ทำเอาเวรากลอกตาด้วยความระอาจัด
“เอกสารที่เคยให้เตรียม พรุ่งนี้เช้าพลอยนำส่งคุณธีร์แล้วกันนะ”
“คุณธีร์แจ้นมาหาคุณวาแน่เลย” พลอยเสียงอ่อยเพราะไม่อยากเผชิญหน้าธีรภัทร แต่คำสั่งของเวราศักดิ์สิทธิเกินปฏิเสธ
“บอกเขาแล้วกันว่า ไว้ฉันจะแวะไปคุยด้วย บอกแบบนี้นะ จำได้ไหม”
เวรากำชับโดยไม่สนใจสีหน้าเจื่อนของลูกน้อง เธอแจ้งเลื่อนนัดหมายหลายอย่าง จึงเห็นสีหน้าของลูกน้องสาวดูดีขึ้น
“งานน้อยไปเหรอ ถึงทำหน้าโล่ง”
“โอ๊ยย! เปล่าค่า พลอยโล่งต่างหาก ไม่ต้องทนคุณธีร์ปึงปังใส่ ลองว่าคุณวาเลื่อนนัด อยู่ออฟฟิศตลอดแบบนี้ คุณธีร์มาถึงคงไม่กล้าเอ็ดตะโรน่ะค่ะ”
เวราเงียบไปอึดใจ ดวงตาคมมีรอยขัน
“ทำงานด้วยกันนานแค่ไหนแล้วนะพลอย” คำถามเล่นเอาลูกจ้างสาวไปไม่เป็น เวราคลี่ยิ้ม ตบบ่าลูกน้องแทนคำปลอบใจล่วงหน้า
“อ้าว! ถามแค่นี้ทำหน้าเสีย ไม่ได้ไล่ออกหรอกน่า เอาล่ะ! แยกย้ายกลับบ้าน รีบเข้านอนแต่หัววัน พรุ่งนี้มีงานหนักรอพลอยไว้แล้ว”
❖
เวราในวัยสามสิบกลางและกำลังก้าวข้ามโค้งสุดท้ายสู่แยกหลักสี่ ชีวิตมีแค่งาน งาน และงาน การทำงานร่วมทีมเวรานั้น ฝ่ายบุคคลจะคัดสรรทีมงานที่อึดและทนระดับสูงกว่ามาตรฐาน พลอยจึงชินกับงานหนัก ภาระงานที่ต้องรับผิดชอบในเกณฑ์ธรรมดาของเวราหมายถึงงานที่มีคุณภาพไร้ที่ติ ซึ่งต้องใช้เวลาและความทุ่มเทค่อนข้างมาก ดังนั้น เมื่อเวราเตือนแกมหยอกว่าพลอยจะต้องพบกับงานหนักในวันรุ่งขึ้น ลูกจ้างสาวจึงเตรียมใจเตรียมกายมาเพื่อพบกับปริมาณงานมากมายมหาศาลโดยเฉพาะโครงการใหม่ของเจ้านายซึ่งมีกรอบเวลาทำงานจำกัด
แต่พลอยไม่คิดมาก่อน ว่างานหนักที่เวราหมายถึง .....
เฮ้อ! พลอยไม่ใช่คนเกี่ยงงานเลยสักนิด แต่เรื่องหนักใจตอนนี้ ไม่ได้มาจากตัวงาน หากมาจากคน
ในความเงียบเชียบ พลอยไม่รู้ว่าในกลุ่มไลน์กลุ่มหนึ่งของบริษัท กำลังพูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ฟ้า: รู้ข่าวไหม แคมเปญ "Exclusive Lifestyle Collection" ที่คุณวาสั่งเปลี่ยน จริง ๆ แล้วเป็นเจ้าสัวสั่งเอง ไม่ใช่คุณวาหรอก
มิว: เห็นว่าคุณธีรภัทรเสนอให้เปลี่ยนเป็นแนว “คุณหนูไฮโซ” ใช่ป่ะ จะได้ขายง่ายขึ้น
ฟ้า: นางแบบพรีเซนเตอร์ก็ไม่ใช่ใคร... คนที่คุณธีร์ควงอยู่ไง
ก้อย: เฮ้ย! เดี๋ยวนะ นี่มันงานพี่สาวนี่นา!
ฟ้า: ไอเดียกับชีวิตจริงมันสวนทาง ลูกค้าซื้อแฟชั่น ไม่ได้ซื้อศีลธรรมไงพี่ก้อย
มิว: เบาได้เบาจ้า นี่มันสนามบอร์ดไฟต์ของจริงเลยนะ เห็นว่าเจ้าสัวเองก็เห็นด้วยกับคุณธีร์
ฟ้า: แต่คุณวาก็สู้ไม่ถอยนี่ นางสิบสองของอสวากุลกรุ๊ปเคยยอมถอยที่ไหน
มิว: มิน่า นางใส่ So Kate 120 mm คู่โปรดเพราะต้องออกรบนี่เอง ศึกสายเลือดเจง ๆ
ฟ้า: สายส่งข่าวว่ายัยพลอย เลขาคนโปรดของคุณวาไปถึงออฟฟิศแต่เช้า ศึกเมื่อวานคงหนักจริงอ่ะ น่าเหนื่อยแทน แต่อาจจะเหนื่อยเปล่า ก็เห็นอยู่ว่าเจ้าสัวดันลูกชาย รอดูเหอะ ยังไง ๆ คุณธีร์ก็ชนะ คนไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่อ่ะ!
❖
โถงออฟฟิศชั้นบนเงียบเชียบเพราะยังเช้าอยู่มาก แสงเช้าเล็ดลอดม่านบานเกล็ดเข้ามายังโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกราฟ ยอดขายและกองเอกสารสูงเหมือนแนวกำแพงรบ พลอยรวบเอกสารสำคัญ กะว่าจะนำไปฝากเลขาของธีรภัทรตั้งแต่เช้า ธีรภัทรไม่ใช่คนมาทำงานเช้าเหมือนพี่สาว กว่าผู้บริหารหนุ่มจะเดินทางมาถึงสำนักงาน เธอคงมีเวลาพอจะหาข้ออ้างออกไปทำงานนอกบริษัท และหากโชคดีพอ งานนั้นอาจกินเวลาตลอดบ่าย
เสียงรองเท้าหนังลงส้นดัง ตึง! ตึง! ตึง! กระแทกแผนของพลอยอย่างจัง!
ธีรภัทรเดินปึงปังทะลุถึงกลางห้อง แววตาขุ่นเคืองและหยิ่งยโส แทนที่จะหยุดสอบถามเธอ (ไม่หวังจะให้เขาทักทายอยู่แล้ว) เขากลับแล่นผ่านเธอตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของพี่สาว
“คุณธีร์คะ คุณเวรายังไม่เข้ามาค่ะ” พลอยแล่นเข้าไปขวาง ทำเอาธีรภัทรชักสีหน้า
“พี่สาวชั้นมีนัดกับใครแต่เช้า?”
“ไม่มีนะคะ คุณเวราไม่มีนัดค่ะ เมื่อวานพลอยยกเลิกนัดให้หมดแล้ว เอ่อ! คุณเวราฝากเอกสารให้คุณธีร์ด้วยค่ะ” หญิงสาวปรี่ไปยังโต๊ะทำงานของตัว คว้าเอกสารส่งให้ชายหนุ่ม แต่ไม่รู้ว่าเขาก้าวตามมาติด ๆ จึงชนเข้าอย่างจัง
ใบหน้าเธอบี้แบนแนบแผงหน้าอก ยังไม่ทันได้ขอโทษ ธีรภัทรก็กระชากเอกสารไปจากมือ ก่อนจับให้เธอทรงตัวบนพื้นให้มั่น เขาชูเอกสารอย่างเอาเรื่อง ไม่เปิดอ่านด้วยซ้ำ
“เจ้านายเราเขาว่ายังไงบ้างล่ะ”
น้ำเสียงประชดประชันเต็มแก่ พลอยพยายามไม่มองคราบลิปสติกบนเนคไทชายหนุ่ม
โดนเธอประทับรอยเสียแล้วสินะ แหม่ รู้งี้ ทาลิปสติกสีเข้มกว่านี้ก็ดีหรอก เอาให้ลือกันทั้งบริษัท
“คะ?”
เธอตีหน้าซื่อ หากอีกฝ่ายทำเสียงรู้ทัน
“อย่าทำเป็นไม่รู้เรื่อง เมื่อวานเราเป็นคนลงไปเอารายงานสินค้าไม่ใช่เหรอ”
“คุณวาฝากบอกว่า ไว้จะแวะไปคุยด้วย ค่ะ” พลอยเน้นคำเจ้านายไม่ตกหล่น
ตาของธีรภัทรวาววับ
“สินค้าค้างสต๊อกสองพันชิ้น กับคำถามว่าลดราคาครึ่งเดียว หรือบริจาค พร้อมช่องเว้นไว้ให้ฉันเซ็นอนุมัติ ทำไมไม่เซ็นเสียเองเลยล่ะ” ชายหนุ่มเยาะ
“พลอยไม่ทราบค่ะ” เธอย้อน “คุณธีร์จะรอพบคุณวาไหมคะ เดี๋ยวเธอคงเข้ามา เธอไม่เคยสาย”
ธีรภัทรตวัดตาฉับ เขาไม่ใช่คนขี้ระแวง แต่พลอยเป็นมือขวาของเวรา โขกมาเป็นพิมพ์เดียวกัน ประโยคเมื่อกี้ต้องแดกดันเขาแน่ นี่ถ้าไม่ใช่คนโปรดของพี่สาว เขาไม่มีวันปล่อยให้ปากคอเราะรานแบบนี้
หน้าตาน่ารักดีอยู่หรอก แต่สำนักนางชีของเวรากลายร่างคนหน้าตาน่ารักให้กลายเป็นปีศาจเย็นชาปากร้าย
“มั่นใจจริงนะ พี่สาวฉันออกจากบ้านแต่เช้า แม่บ้านยังไม่รู้เรื่อง ป่านนี้ยังไม่ถึงออฟฟิศ เขาแวะไปไหนหรือไปหาใคร?”
พลอยชักสีหน้า ความภักดีเด่นชัด ใครแตะต้องเจ้านายคนโปรดได้ที่ไหนกัน แววตายิกเหมือนอยากเถียง แต่ยังเกรงเขาอยู่บ้าง จึงยืนนิ่งหุบปากทำไมรู้ไม่ชี้เหมือนจะไล่เขาในที
“โทร.หาสิ ถามว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ ฉันจะรอ”
ธีรภัทรแกล้ง เพราะรู้ว่าในความภักดีนั้น พลอยกลัวเวราเหมือนหนูกลัวแมวทีเดียว
“นี่เพิ่งเจ็ดโมงกว่านะคะ พลอยไม่กล้าโทร. เกรงใจคุณเวรา คุณธีร์ลองโทร.ไหมคะ?”
พลอยยิ้มหวาน หากแต่โทรศัพท์ตัวเองมีข้อความเข้ามา หางตาเห็นชื่อเจ้านายจึงรีบกดอ่าน ยอมรับว่าตกใจเมื่อเห็นข้อความทั้งหมด ถึงกับอ่านทวนถึงสองรอบ แต่เมื่อนึกถึงธีรภัทรที่กำลังยืนทำหน้าแบกโลก ยิ้มก็ปรากฎขึ้นที่มุมปาก
“คุณวา…ลาพักร้อนค่ะ”
“หา! อะไรนะ!! แล้วทำไมเพิ่งมาบอก!!”
“ก็พลอยเพิ่งรู้นี่คะ คุณวาเพิ่งส่งข้อความมาหา”
“พี่วาไปไหน! จะไปกี่วัน!”
“สิบวันค่ะ ส่วนไปไหน เธอไม่ได้บอกพลอยไว้”
ธีรภัทรชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตวาดเสียงดังจนเลขาพี่สาวสะดุ้งโหยง
“พักร้อน?! มีแก่ใจเที่ยวตอนนี้เนี่ยนะ! แล้วเรื่องสต๊อกนี่ใครจะรับผิดชอบ!”
“คุณวาทิ้งทางเลือกไว้แล้วค่ะ… ลดราคา... หรือบริจาค คุณธีร์เป็นผู้ตัดสินใจ”
ธีรภัทรเผลอเกาศีรษะด้วยความขัดใจจัด เขาหลับตานึกถึงเหตุการณ์เมื่อปีก่อน ตอนถูกเจ้าสัวอนันต์ตำหนิต่อหน้ามารดาและพี่สาว
“ใช้เงินบริษัทเหมือนเด็กเล่นของเล่น”
ใบหน้าตนเองที่ก้มต่ำด้วยความอับอาย และเสียงเวราแทรกขึ้นมา
“ถ้าเราบริจาค…มันจะไม่ใช่ความล้มเหลว แต่จะกลายเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของบริษัท”
เหตุการณ์วันนั้นทำให้คดีพลิก ครั้งนั้นสื่อชื่นชมเขา แต่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดจากความผิดพลาด สินค้าคงคลังที่ค้างสต๊อกนานเกินไปจนเข้าสู่ภาวะขาดทุนกลายเป็นความคุ้มทุนเมื่อธีรภัทรตั้งโครงการเพื่อสังคมและนำสินค้าคงคลังไปบริจาค ทำให้ผลตอบรับออกมาดี สังคมให้ความชื่นชมที่อสวากุลกรุ๊ปมีโครงการเป็นประโยชน์ต่อผู้ด้อยโอกาส บริษัทยึดพื้นที่สื่อได้หลายวัน เขาเอาตัวรอดอย่างสวยงามได้ในครั้งนั้น แต่ถ้าเรื่องแบบเดิมเกิดขึ้นอีก บิดาต้องรู้แน่
“เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะไม่รู้ว่าพี่สาวของฉันไปไหน ตั้งสิบวัน แล้วไปกับใคร” ธีรภัทรคว้าโทรศัพท์มือถือมาเปิดดูไอจี
“เพื่อนสนิทเขาอยู่เมืองไทยกันทั้งนั้น หรือตอนนี้พี่วาสนิทกับใครเป็นพิเศษ คนเย็นชาอย่างพี่สาวฉันยอมเปิดใจให้ใครตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“พลอยไม่รู้ค่ะ พลอยไม่กล้าละลาบละล้วงถามเรื่องส่วนตัวเจ้านาย”
ธีรภัทรมองคนตอบด้วยสายตาอาฆาต รู้ว่าถูกหลอกด่าทุกดอก และรู้ดีว่า ยัยพลอยไม่ยอมง้างปากแน่ เขากัดฟันคว้าแฟ้มเอกสารแนบอก ก้าวปึงปังออกจากห้องด้วยกริยาแย่กว่าตอนเข้ามาเสียอีก พลอยได้แต่มองตามหลัง ส่ายหน้า
“พักร้อน?! มีแก่ใจเที่ยวตอนนี้เนี่ยนะ! แล้วเรื่องสต๊อกนี่ใครจะรับผิดชอบ!”
ลาพักร้อนฉุกเฉินเพื่อเที่ยวน่ะหรือ? ธีรภัทรนี่ ไม่เคยรู้ใจพี่สาวต่างมารดาเลยจริง ๆ
❖
แสงแรกของวันแทรกผ่านหน้าต่าง พร้อมเสียงบางอย่างที่ปลุกเวราให้ตื่น กวาดมองรอบตัวอย่างไม่เชื่อสายตา
ให้ตายเหอะ! ถ้าเล่าให้เพื่อนฟัง จะเชื่อเธอไหม?
ห้องพักของเธอเมื่อคืนนี้ ไม่ใช่ห้องนอนสะดวกสบายในคฤหาสน์อสวากุล และไม่ใช่เพนท์เฮ้าส์หรูใจกลางกรุงเทพฯ แต่เป็นบ้านพักแห่งหนึ่งในเมือง ๆ หนึ่ง และเป็นเมืองที่ไม่มีใครคาดคิด!
จะเรียกห้องพักนี้ว่ารูหนูก็คงใจร้ายเกินไป แต่มันอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมซอมซ่อจนคำนี้ผุดขึ้นมา
ผนังก่ออิฐฉาบปูนสีอบอุ่นที่ซีดจนกลายเป็นสีโทนทราย มีรอยแตกร้าวจาง ๆ ช่องลมไม้ฉลุลายยังคงความงามราวกับจะเชิดหน้าปลอบใจผู้มาเยือนว่าความเก่าไม่อาจบดบังอดีตที่งดงามได้ ประตูไม้สักหนักหนาจนเกือบเทอะทะได้รับการซ่อมแซมทาสีพอกซ้ำ ๆ จนผิวนูนเป็นระลอกคลื่น ภายในห้องมีเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานพอประทังชีวิต เตียง ตู้ โต๊ะ ส่วนครัวที่แยกไปอีกมุมและมีระเบียงเชื่อมต่อไปด้านนอกบ้าน
เตียงเหล็กหัวโค้งส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดยามขยับตัว โต๊ะเขียนหนังสือเก่า พัดลมเพดานหมุนครืดคราด และหน้าต่างที่มองออกไปเห็นตึกแถวเรียงชิดประหยัดพื้นที่จนน่าใจหาย
เธอพักข้างคืนกลางตลาด!
ข้างนอกนั้นแตกต่างกับโลกที่เธอคุ้นเคยจนไม่น่าเชื่อว่าสองโลกจะมาบรรจบกันได้ เสียงตลาดเช้าโหวกเหวกรุกล้ำทะลุผนังห้องเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ เสียงแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้า เสียงตักเครื่องเทศลงกระทะดังแซ่ก ๆ กลิ่นผงมาซาล่า ลอยปะปนกับควันไฟ เสียงแตรรถสามล้อออโต้ริกชอว์ แข่งกันสนั่นถนน คนเร่ขายผักสดลากรถเข็นส่งเสียงลั่น ผู้คนพูดคุยภาษาคุชราตี รัวเร็วราวลูกปัดกระทบกันไม่หยุด
เธองัวเงียหยิบโทรศัพท์ขึ้นฝากข้อความให้เลขารู้ว่าเธอไม่ได้อยู่เมืองไทย
“คุณธีร์เอะอะแต่เช้า หาว่าพลอยปิดบัง ดูเธออยากพบคุณจริง ๆ นะคะ ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมคะ วันหลังบอกพลอยนะคะ ไม่ต้องจองตั๋วจองโรงแรมเอง พลอยทำให้ได้”
หญิงสาวควานหาสติกเกอร์ขอบใจส่งตอบ พลางนึกเสียใจที่รั้นทำอะไรทุกอย่างเอง ไม่ไหว้วานให้เลขาทำให้ เพราะอยากปิดการเดินทางนี้เป็นเรื่องลับจริง ๆ
เธอเลยได้ความวิบัติแถมมากับความลับ!!
การจองตั๋ว จองโรงแรมไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับคนทั่วไป หากสำหรับผู้บริหารที่ไม่เคยทำเรื่องพวกนี้เองอย่างเวรา สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานเข้าข่ายหายนะ
เวรากวาดตาไปทั่วห้องพลางหวนนึกถึงความวิบัติเมื่อคืน
❖
ช่วงดึกของเมื่อวาน เวราเดินเข้าเลาจน์สายการบินด้วยความอ่อนล้า เธอเร่งเคลียร์งานตลอดทั้งวันแล้วรีบกลับบ้านจัดกระเป๋า เพราะอยากให้เรื่องนี้เป็นความลับ จึงจงใจทิ้งรถส่วนตัวไว้ที่บ้าน แอบเรียกรถรับจ้างด้วยตัวเองเพื่อเดินทางไปสนามบิน เล่นเอาเพื่อนสนิทแทบร้องกรี๊ด
"แกเนี่ยนะ! จะนั่งแท็กซี่! เอางี้! ฉันไปรับ"
"ไม่ต้องแก ชั้นจะไปเอง" เวราละล่ำละลักปราม พยายามไม่นึกถึงสีหน้า ‘ไม่เชื่อมือ’ ของเพื่อนรัก
ก็เธอเคยนั่งแท็กซี่ที่ไหนกัน
แต่แหม มันก็แค่นั่งแท็กซี่ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเสียหน่อย
"ชั้นย่องออกมารอรถแล้วด้วย ขืนแกมารับแผนได้พังพอดี แค่เรียกแท็กซี่ ชั้นไม่ได้ไปปีนยอดเขาเอเวอเรสสักหน่อย บอกวิธีมาแล้วกันว่าต้องทำไง"
"ทำไมไม่ให้เลขาทำให้?"
"เซอร์ไพรส์น่ะ"
"แล้วพลอยไปด้วยป่าว"
"ก็บอกแล้วว่าเซอร์ไพรส์"
คราวนี้ กุลภรณ์ร้องกรี๊ดขึ้นมาจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อรู้จุดหมายปลายทางของเพื่อนรัก
"แกต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ แค่ปากซอยบ้านแกยังไม่เคยไปเองเลย นี่แกจะไปประเทศที่...เอ่อ...ไม่ง่ายอ่ะแก เข้าใจไหม ไม่-ง่าย ชั้นไม่ได้ว่าแกไม่เก่งนะวา แต่ประเทศนี้ไม่ง่ายเลย ไม่ใช่ยุโรปหรือญี่ปุ่น แกยกเลิกไฟลต์ซะ รอชั้นว่าง ชั้นจะไปเป็นเพื่อน"
"ขอบคุณนะกุล แต่ชั้นรอไม่ได้ แกไม่ต้องเป็นห่วงนะ ชั้นบินไปหาหุ้นส่วนทางธุรกิจ ไม่ได้ไปเที่ยว"
คำว่า หุ้นส่วนธุรกิจ’ เป็นเหมือนน้ำเย็นเทลงน้ำซุปร้อน เสียงของกุลภรณ์ดูโล่งขึ้นมาก
"งั้นแล้วไป หุ้นส่วนธุรกิจของอสวากุลกรุ๊ปต้องดูแลเพื่อนฉันดีอยู่แล้ว เอางี้ ฉันกดเรียกแท๊กซี่ให้ จะได้มีข้อมูลด้วยว่าคนขับเป็นใคร เดินทางปลอดภัยนะแก ถ้ามีอะไรต้องโทร.บอกนะ เข้าใจใช่ไหม"
"เข้าใจค่า คุณแม่กุล"
"ถ้าชั้นเป็นแม่แกจริง แกก้นลายไปแล้ว!"
กุลภรณ์จัดการเรียกรถให้เรียบร้อย ทั้งยังส่งข้อความหาเธอต่อเนื่องจนมั่นใจว่าเพื่อนรักไม่ถูกฆาตกรรมหมกป่ากลางทาง เมื่อถึงสนามบิน เวราแจ้งฝ่ายนั้นว่ากำลังรอขึ้นเครื่อง และจะส่งข้อความหาเมื่อเดินทางถึงที่หมาย
เวราเลือกที่นั่งเป็นโซฟานุ่ม เดินไปเลือกเครื่องดื่มและอาหารรองท้อง ค่ำแล้วแต่ยังไม่ได้กินอะไรเลย ดีว่าเลาจน์สายการบินมีข้าวต้มรอบดึกและผลไม้ หยิบใส่จานมาได้สองสามอย่างจึงกลับที่นั่ง ระหว่างนั้นเองที่ข้อความของเลขาดังขึ้น
พลอยส่งลิงก์รายการสัมภาษณ์ เป็นรายการสตรีมมิ่งเจาะลึกแวดวงธุรกิจ ออกอากาศช่วงดึก พิธีกรกำลังสัมภาษณ์เจ้าสัวอนันต์ บิดาของเธอ
❖
“อสวากุลกรุ๊ปกำลังเผชิญการแข่งขันดุเดือดจากทุนจีน สิงคโปร์ และล่าสุดยังมีอินเดียเข้ามาเป็นผู้เล่นใหญ่ในตลาดค้าปลีกเอเชีย… เจ้าสัวมองทิศทางต่อไปอย่างไรคะ?”
“สิ่งที่อสวากุลทำมาทั้งหมด คือการวางรากฐานที่มั่นคง เราทำแบบนั้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด แม้มีการแข่งขันรุนแรงจริงจากตลาดเดิมและตลาดใหม่ แต่ผมยังมั่นใจ สำหรับหลายคน ธุรกิจคือสงคราม มีผู้ชนะหรือไม่ก็ผู้แพ้ แต่สำหรับผม ธุรกิจคือครอบครัว เราเติบโตด้วยความมั่นคงในแบบของเรา”
“และคำถามที่หลายฝ่ายจับตามอง… ใครเป็นผู้สืบทอดอาณาจักรอสวากุลกรุ๊ป? คนในแวดวงพูดกันถึงบอร์ดไฟต์ระหว่างทายาททั้งสอง”
เจ้าสัวอนันต์เลิกคิ้ว
“ผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้นะ บอร์ดไฟต์ ? นั่นแปลว่าคุณยังมองธุรกิจเป็นสงคราม สำหรับผม สำหรับอสวากุลกรุ๊ป ธุรกิจคือครอบครัว ไม่ใช่แค่ในครอบครัวของผม แต่คือทุกคน เราทุ่มเทเพราะที่นี่คือครอบครัว เรามอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า เพราะพวกเขาก็เป็นหนึ่งในครอบครัวเหมือนกัน ผมไม่เชื่อในระบบสืบทอด แต่เชื่อในหน้าที่ คุณเห็นนิ้วไหม นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วนาง แต่ละนิ้วไม่เหมือนกัน และแต่ละนิ้วมีหน้าที่ต่างกัน รวมกันเข้าเป็นมือที่แข็งแรง มือของผู้สร้าง”
นิ้วมือน่ะหรือ เวราอดสงสัยไม่ได้ว่าสำหรับบิดา เธอและน้องชายคือนิ้วมือนิ้วไหนสำหรับอสวากุลกรุ๊ป
“ถ้าอย่างงั้น ขออนุญาตเปรียบเทียบทายาททั้งสองของท่าน คุณเวราและคุณธีรภัทร แต่ละท่านคือนิ้วไหนสำหรับอสวากุลกรุ๊ป?”
ใบหน้าเจ้าสัวอนันต์ยังคงยิ้มละไม หากสังเกตดี ๆ จะเห็นรอยขมวดที่หัวคิ้วจาง ๆ คนใกล้ชิดเท่านั้นจะรู้ว่าเจ้าของอาณาจักรอสวากุลกำลังไม่พอใจ
“ไม่ว่าเป็นนิ้วไหน ถ้าไม่เป็นประโยชน์ต่ออสวากุล นิ้วนั้นก็หมดความหมาย นิ้วชี้ย่อมอยู่ไม่ได้หากไม่มีนิ้วโป้งและนิ้วอื่น เหมือนผู้ชายและผู้หญิง ความเข้มแข็ง ความละเอียดอ่อน ขาดใครไปสักคนสังคมย่อมไม่สมบูรณ์ อสวากุลกรุ๊ปต้องการผู้นำที่พร้อมขึ้นสนามจริง… ไม่ใช่คนที่ทำงานเก่งบนกระดาษ แต่ต้องสู้ได้ท่ามกลางแรงกดดัน ลูกทั้งสองคนของผมจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าพวกเขาเหมาะจะนำอสวากุลกรุ๊ปไปสู่ความเติบโตยั่งยืนหรือไม่”
ภาพบนจอเปลี่ยนเป็นภาพตัดสลับเวราและธีรภัทร
“ถ้าอย่างงั้น ในสายตาเจ้าสัว คุณเวราเป็นผู้หญิง มีความละเอียดอ่อน เปรียบได้กับนิ้วชี้ และคุณธีรภัทเป็นผู้ชาย มีความเข้มแข็ง เปรียบได้กับนิ้วโป้ง ถูกต้องไหมคะ?”
“ผมไม่ตัดสินลูก ธุรกิจของผมและสังคมต่างหากที่จะตัดสินพวกเขาทั้งสองคน... ..อสวากุลกรุ๊ปต้องการคนแกร่งพอจะฝ่าคลื่น ไม่ใช่คนที่เอาแต่เขียนแผนสวยงามบนกระดาษ”
❖
ผู้โดยสารหลายคนเหลือบมองทำให้เวรารู้สึกตัว นี่เป็นเลาจน์สำหรับผู้โดยสารเฟิร์สคลาสและชั้นธุรกิจ หลายคนคุ้นตาเธอบ้าง รวมถึงสนใจฟังรายการสัมภาษณ์ที่จั่วหัวเรียกความสนใจได้ดีเกินความจำเป็น
ใครคือผู้สืบทอดตัวจริงของอสวากุลกรุ๊ป?
หัวข้อรายการสร้างความร้าวฉานแบบนี้แต่บิดายังไปออกรายการ เพราะรู้ดีว่าเรียกความสนใจมากกว่าหัวข้อเรียบง่ายอย่างทิศทางและธุรกิจของบริษัท เขาไม่แคร์ด้วยซ้ำว่าหลังจากบทสัมภาษณ์ออกไป คนจะยิ่งจับตามองและเปรียบเทียบเธอกับน้องชายมากแค่ไหน
การสร้างกระแสแบบนี้ ตัวเธอและน้องชายจะกลายเป็นเครื่องมือการตลาด เพื่อเพิ่มความนิยมองค์กร และมีแนวโน้มปูทางไปสู่การเป็นทายาทตัวจริง
เวรารู้ทันทีว่าทริปนี้ เธอจะพลาดไม่ได้!
❖
เวรารวบแท็บเล็ตใส่กระเป๋า ก้าวยาวออกจากเลาจน์ พยายามข่มใจไม่สนสายตาหลายคู่ที่หันตามมา ไม่ว่าจะเป็นความสงสาร เห็นใจ ใคร่รู้ เธอไม่อยากเห็นทั้งนั้น หญิงสาวยืดไหล่ตรง เชิดหน้า รองเท้าส้นเข็มกระทบพื้นกระเบื้องหินขัดเป็นจังหวะชัดเจน เธอเร่งฝีเท้า หันรีหันขวางเหมือนไม่รู้จะไปไหนดี ในโซนร้านอาหารแบบเร่งด่วนพลุกพล่านเต็มที่ ผู้โดยสารแบบสะพายเป้ แบบครอบครัว แบบนักเดินทางท่องเที่ยว จับจองที่นั่งแทบไม่มีที่ว่าง ไม่มีใครตรงนั้นสนใจคนแบบเธอ ซึ่งคือสิ่งที่ต้องการ เวราสาวเท้าไป หมายตาโต๊ะว่างที่มีขนาดกระทัดรัดแค่พอข้อศอกกาง จังหวะเร่งรีบ สายกระเป๋าก็เกี่ยวเข้ากับข้อมือซ้าย
ฉึก! เสียงสายถักไหมนาฬิกาเก่าแก่ที่เธอพกติดตัวขาดออกหนึ่งช่วง ตัวเรือนเหล็กเก่าไถลหลุดจากข้อมือ ดิ่งลงเกือบกระแทกพื้น
หัวใจเวรากระโจนตามลงไปในเสี้ยววินาทีนั้น!
มือเรียวตวัดคว้าทัน แววตาที่เคยเย็นเฉียบเผยความหวาดหวั่นราวเด็กน้อยกลัวของรักตกแตก ใจเต้นระรัว เธอกำนาฬิกาไว้แน่น หลุบตาลงชั่วครู่ โดยไม่รู้ว่าใครบางคนชะงักเมื่อเห็นภาพนั้น
❖
ไม่ไกลออกไป ชายคนหนึ่งหยุดก้าวโดยไม่ตั้งใจ
เขาสวมเชิ้ตเนื้อผ้าค่อนข้างหยาบหากทนทาน พับแขนขึ้นเหนือศอก กางเกงยีนส์ซีดจากการใช้งาน รองเท้าหนังสีเข้มมีรอยขีดข่วนตรงปลายเท้า เป้ผ้าใบเก่าและกระเป๋ากล้องฟิล์มคล้องบ่าให้ภาพเหมือนนักเดินทางสายประหยัด เสียงคนรอบด้านดูวุ่นวาย แต่ดวงตาของเขากลับจับจ้องไปที่สายนาฬิกาที่ห้อยค้างในมือเธอ ลายถักโบราณที่ดูคุ้นตา
ลายถักแบบนี้..
กวินเผลอสะบัดผมที่ระต้นคอด้วยความเคยชิน เพ่งพิศดวงหน้าหญิงสาวเจ้าของสายนาฬิกานั่น มันเป็นสายถักมือลวดลายค่อนข้างซับซ้อน ปลายสายรุ่ยบอกความเก่าของเส้นด้ายทำให้เขาเผลอเข้าไปใกล้ และคงจะเอ่ยปากอาสาอะไรออกไปสักอย่าง ถ้าไม่เห็นอาการผงะเมื่อเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
ดวงตาคมเฉียบตวัดมา แววตานั้นไม่ใช่คำพูด แต่หนักพอจะกั้นโลกทั้งใบให้อยู่ห่างจากเธอได้ เธอเชิดคางขึ้น สัญญาณชัดว่า อย่าเสนอหน้า
กวินนิ่ง เก็บรอยยิ้มจาง ๆ เสียทันควัน
❖
พิเศษสำหรับโปรโมชั่นอีบุ๊ก Flash Sale จะมีจำนวนจำกัดนะคะ
ฝากกดติดตามสำนักพิมพ์อลินน์ เพื่อไม่พลาดโปรโมชั่นต่าง ๆ ค่ะ
https://www.mebmarket.com/p/alynn
กดลิงก์เพื่อเพิ่มบัลลังก์ทอรักในชั้นหนังสือของคุณ และอ่านตัวอย่าง ฟรี
