ริมน้ำสะบามาติ
ริมน้ำสะบามาติ

ตรอกแคบย่านเมืองเก่าอะห์มดาบาดในค่ำคืนนี้สว่างไสวด้วยโคมไฟน้ำมันและแสงไฟหลากสีที่ห้อยระย้าตามระเบียงไม้ของบ้านเรือน กลิ่นกำยาน ดอกไม้สด คลุ้งในอากาศ เสียงกลองดันโดลเคาะจังหวะก้องจนหัวใจผู้ฟังเต้นตาม
กลางลานกว้างเล็ก ๆ หน้าชาตรียา (ศาลเล็กสำหรับบูชาเทพ) ผู้คนเริ่มรวมตัวกัน ชายหนุ่มหญิงสาวแต่งชุดพื้นเมืองสีสด ผู้หญิงสวมฆาคราชอลีหรือกระโปรงบานปักกระจกระยิบระยับ ส่วนผู้ชายสวมเคอดียาหรือเสื้อท่อนบนปักลายลูกปัดและกระจกเช่นกัน แสงไฟสะท้อนกระจกเล็ก ๆ จนเหมือนฝูงดาวหมุนวนอยู่บนพื้นดิน เสียงสวดบูชาเทพีทุรคาดังขึ้นสั้น ๆ ก่อนจังหวะกลองจะเร่งเร้า ผู้คนพากันร่ายรำเป็นวงกลมรอบตะเกียงไฟกลางลาน ก้าวเท้าพร้อมกัน เคาะมือเป็นจังหวะสนุกสนาน
กวินพาเวราฝ่าฝูงชนเข้ามา เธอเบิกตากว้าง แทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองกำลังอยู่ในวงระบำพื้นบ้าน
“ฉันไม่เต้น” เวราส่ายหน้า ปางห้ามญาติทำงานทันที
“ไม่ต้องเต้นก็ได้ แค่ดู” กวินยิ้ม แต่ไม่นานนักมีเด็กผู้หญิงท้องถิ่นมาจับมือเวราแล้วดึงเข้าวง เธอจะปฏิเสธ แต่เสียงดนตรีเร่งจังหวะ บรรยากาศรอบตัวแรงเกินต้าน
เวราหัวเราะเสียงดังครั้งแรกในรอบหลายปี หัวเราะจริง ๆ แบบไม่สนใจภาพลักษณ์ผู้บริหารระดับสูง เวลานี้ ที่นี่ ทุกคนรับรู้แค่เธอคือหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น เธอหมุนตัวตามฝีเท้าเด็ก ๆ กระโปรงยาวสะบัด ลายปักสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ
เมื่อจังหวะเพลงผ่อนลง เวราหัวเราะเต็มเสียง หน้าแดงก่ำ
“ดีจัง ได้ออกกำลังกายเสียบ้าง กินทาลีจนตัวจะกลมเป็นถาดอยู่แล้ว นี่ถ้านายยังต้องอยู่ที่ปาฎัณ เราสองคนได้กลิ้งกลับอะห์มดาบาดแน่ ไปนั่งเล่นรับลมตรงโน้นไหม” ตรงโน้นที่หญิงสาวชวนคือทางเดินริมแม่น้ำสะบามาติ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักไหลผ่านเมือง ผู้คนบางตากว่าตรงนี้มาก กวินเลือกซื้อของว่างและเครื่องดื่มส่งให้ หญิงสาวรับมาลองชิมอย่างละนิดละหน่อย
“สนุกจัง บอกตรง ๆ นะ ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ ฉันไม่กล้าออกไปเต้นแร้งเต้นกาตามถนนแบบนั้นแน่”
“ตอนอยู่กรุงเทพฯ คุณเป็นไงล่ะ”
“ก้อ...เป็นนางมารร้าย”
“ตอนนี้ก้อ...” กวินแกล้งลากเสียงจึงเจอค้อนวงใหญ่ขวับเข้าให้ เวราเลื่อนตาไปจับยังท้องฟ้ามืดสนิทเหนือผืนน้ำ ลมพัดจนลูกผมปลิว หญิงสาวรวบผมตัวเองไว้ไม่ให้ฟูบาน ผ้าผืนบางถูกวางลงบนศีรษะก่อนมือแข็งแรงของกวินจะคลุมรวบผมให้อย่างเบามือ
ไม่น่าเชื่อ เขาจะทำอะไรนุ่มนวลแบบนี้เป็น
“หือ ผ้าคลุมไหล่ของผู้หญิงนี่” เวราปลดผ้าออกมากางดู “นายพกผ้าแบบนี้ด้วยเหรอ”
“ผมเพิ่งได้คืนมาจากมาดามลักษมี ผ้าคลุมไหล่แบบนี้ ทางคุชราตเรียกว่าโอฮานี ใช้คลุมไหล่ก็ได้ คลุมศีรษะไม่ให้ผมกระเซอะกระเซิงก็ได้”
เวราตาคว่ำ รู้ว่าถูกพาดพิง แต่ความอยากรู้เรื่องผ้ามีมากกว่า
ผ้าผืนนี้ยาวเกินสองเมตร ทอด้วยไหมผสมฝ้าย
“สีแดงอมส้มเป็นสีมงคลของคุชราต ส่วนสีเขียวที่แซม คือความหวังของชีวิต สีทองหมายถึงพรของเทพ”
นิ้วเรียวสะอาดชี้ไปตามแนวเส้นด้าย เวราชะโงกไปมองจนชิด หน้าของเธอเฉียดหน้าชายหนุ่มไปนิดเดียว กวินเก้อไป เขาเป็นคนผิวขาว ใบหน้าขาวจัดอย่างหนุ่มเมืองเหนือจึงตัดกับใบหูที่เริ่มแดงขึ้น
“ผ้าผืนนี้ไม่สมบูรณ์แบบ ตอนนั้นยังไม่มีเงินซื้อไหมสำหรับทอผ้าทั้งผืน ต้องใช้ฝ้ายผสมเอา ผมทอไว้หลายปีแล้ว
ตอนยังเป็นเด็กฝึกงาน มาดามลักษมีเก็บไว้ เพิ่งคืนให้…เธอบอกว่า ถึงเวลาที่ผืนนี้จะได้อยู่กับเจ้าของที่แท้จริง”
“ถ้าอย่างนั้น ผ้าผืนนี้ก็สำคัญมาก นายเป็นเจ้าของตัวจริง มาดามลักษมีถึงคืนให้ แล้วทำไมถึงเอามาให้ฉันใช้”
“คุณดูลายตรงนี้” กวินชี้ผืนผ้าราวกับเลี่ยงคำถาม “วงกลมตรงกลางหมายถึงดวงอาทิตย์…ผมตั้งใจวาดมันเอง ถึงจะไม่คม แต่มันคือแสงที่ทำให้ผมเชื่อว่า ต่อให้อับจนหนทาง จะยังมีพลังเริ่มต้นใหม่ ขอบผ้า ผมพยายามทำเป็นบันดานีจุดเล็ก ๆ ผมอยากให้เป็นดวงดาวที่กระจายรอบดวงอาทิตย์”
“…เลยกลายเป็นท้องฟ้า แต่ดาวกับดวงอาทิตย์ ฟังดูไม่เข้ากันไม๊”
“ท้องฟ้าสำหรับคนอื่นอาจใช่ แต่นี่เป็นท้องฟ้าที่ผมทอขึ้นมาเอง”
เวราแตะมุมผ้า เห็นลายเส้นรูปต้นข้าวเล็ก ๆ
“แล้วนี่?”
“ลายรวงข้าว เป็นลายแรกที่มาดามสอน มันเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่งอกงาม เหมือน…”
กวินหยุดเสียงทุ้มนุ่มไว้แค่นั้น คงเหลือแววตาเป็นประกายปนเก้อเขินที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
อีกครั้งที่แก้มร้อน เธอเบือนหน้าไปยังแม่น้ำสะบามาติที่มืดสนิท หากในความมืด ประกายคลื่นยังส่องกระทบดวงไฟระยิบระยับกระจายทั่วผืนน้ำกว้าง
❖