คนแปลกหน้า
คนแปลกหน้า
“นั่นหน้าคนหรือหน้าศพ”
“ซึ้งเลย คำทักทายจากเพื่อนรัก” เวราแยกเขี้ยว ก่อนลูบหน้าด้วยความรู้สึกเหนื่อยจริง ๆ เธอบึ่งรถมาถึงบ้านกุลภรณ์โดยนึกขึ้นได้ว่ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องสำหรับมื้อเย็น
“เหนื่อยก็พักสิวะ จะทำงานหามรุ่งหามค่ำทำไม ทำอย่างกับว่าได้มรดกอยู่คนเดียว ไม่มีนายธีร์คอยผลาญ”
“เออ จบงานนี้จะลาพักยาว ๆ สักที แต่ตอนนี้ยังพักไม่ได้” เวราวางถุงผ้าใหญ่ที่หอบมาด้วย ก่อนบรรจงวางผ้าทอมือที่ได้จากศรีพรรณลงบนโต๊ะ
“ผ้าอะไรก็ไม่รู้ มีคนให้มา ฉันอยากเลือกไว้ตัดชุดสำหรับงานสำคัญอ่ะ”
“ปรึกษาถูกคน นั่งก่อนนะ จะไปตามผู้เชี่ยวชาญ”
“นั่นแหละเหตุผลที่มา ในตู้เย็นมีอะไรโซ้ยป่าว”
“หมูทอดน้ำพริกหนุ่ม ลูกศิษย์คุณสามีเพิ่งเอามาฝาก จัดการโลด”
เวราเดินไปชงกาแฟด้วยความคุ้นเคยต่อสถานที่ เธอเปิดลิ้นชักหยิบแคบซูลกาแฟใส่ลงในเครื่องแล้วกดให้เครื่องทำงาน ก่อนถือวิสาสะเปิดตู้เย็นบ้านเพื่อนควานหาถุงหมูทอดหอมพริกไทยกระเทียมชวนน้ำลายสอมาใส่จาน โปะด้วยน้ำพริกหนุ่มเย็นจัดไม่ต้องอุ่นให้เมื่อยตับ แล้วตักหมูราดน้ำพริกเคี้ยวกร้วม ๆ ระหว่างรอกาแฟมื้อค่ำ
ตั้งแต่เหตุการณ์ Fake CSR คราวนั้น ประธานอสวากุลกรุ๊ปประกาศให้บุตรทั้งสองทำงานแก้ตัวเพื่อกู้ชื่อเสียงตระกูลและธุรกิจในเครือกลับคืนมา ระหว่างที่เธอดำเนินโครงการของเธออย่างไม่ท้อถอย ธีรภัทรซึ่งแน่นอนว่ามีสุรีย์วรรณอยู่เบื้องหลังกลับเปิดโครงการใหม่ที่รวบแนวคิดของเธอไปทำเองหน้าตาเฉย
ที่แย่ไปกว่านั้น บิดาไม่ท้วงสักคำ
ทั้งบริษัทรู้ดีว่าธีรภัทรจับโครงการสินค้าแบรนด์มาโดยตลอด เธอเป็นคนแรกที่นำเสนอความคิดพัฒนาแบรนด์เพื่อความยั่งยืน
แล้วจู่ ๆ ธีรภัทรหันมาชูประเด็นเรื่องการคืนคุณค่าสู่สังคม ทั้งหมดเป็นคนละเรื่องเดียวกันแท้ ๆ ท้ายสุดจะกลายเป็นว่า ทุกอย่างที่เธอทำ จะต้องอยู่ภายใต้แนวคิดของธีรภัทร
“กินเป็นปอบเลยแก นี่แปลว่าทำงานจนไม่ได้กินข้าวปลา เดี๋ยวได้หามเข้าโรงบาลอีกหรอก บอกก่อนนะ ชั้นไม่ว่างไปนอนเฝ้าให้แล้ว แกต้องหาหนุ่ม ๆ มาเฝ้าเองย่ะ”
“โอย ทำงานงก ๆ ไม่มีปัญญาไปหาหนุ่มที่ไหน มีแต่น้ำพริกหนุ่มนี่แหละ พอไหว” เวรางับหมูทอดชุ่มน้ำพริกหนุ่ม กาแฟหอมกรุ่นอยู่ในแก้ว
“อย่ามาทำพูดดี เสียงผู้ชายที่อินเดียน่ะ หลอกเพื่อนไม่ได้นะ”
เวราชะงัก รีบเปลี่ยนเรื่อง
“มีอย่างอื่นกินไหมอ่ะ หิวจริง ๆ นะ”
เท่านั้น กุลภรณ์ก็ถลึงตาดุ
“อย่ามาเนียน ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร เศรษฐีไทยหรือเทศ”
“ไม่มี๊ ใครเขาจะมาชอบชั้น คบได้เกินอาทิตย์ฉันจะกราบแทบตัก” เวราย่นจมูก “ไม่ใช่ดาวพระศุกร์นะ จะได้รอคุณภาคตาปริบ ๆ อยู่เป็นโสดแบบนายธีร์ไปเรื่อย ๆ ดีกว่า”
“ทำพูด เดี๋ยวเอาสบู่ล้างปาก แกจะเปลี่ยนผู้ชายบ่อยแบบน้องชายแกเปลี่ยนผู้หญิงเหรอ” กุลภรณ์ยกมือทาบอก ก่อนทำตาโต
“ก็ดีเหมือนกันนะ มิน่า นายธีร์มันฉลาด”
สองสาวหัวเราะคิก กุลภรณ์ทำท่าจะซักไซ้ไล่เลียงต่อ หากเสียงฝีเท้าของสามีดังขึ้นเสียก่อน
“เปลี่ยนเป็นไวน์ไหมวา กาแฟตอนนี้จะได้นอนกี่โมง” เสียงทักคือวรุตม์ สามีของกุลภรณ์ ชูขวดไวน์หรา แต่เขาไม่ได้มาคนเดียว
รอยยิ้มค่อย ๆ เลือนจากใบหน้า เมื่อเห็นคนที่มาพร้อมเจ้าของบ้าน
“ได้เจอกันเสียที นี่กวิน ลูกศิษย์ของวรุตม์ คนที่ฉันตามมาช่วยแกเลือกผ้าไง เขาเก่งด้านนี้ แล้วนี่” กุลภรณ์ผายมือมาที่เธออย่างล้อเลียน
“เพื่อนสนิทของภรรยาอาจารย์วรุตม์จ่ะ ฝากด้วยนะคะกวิน แนะนำพี่วาหน่อย เขาต้องออกงานหญ่ายยยย”
เวราพยายามตีหน้าเฉย พอ ๆ กับที่กวินมองหน้าเธอราวคนแปลกหน้า
โลกกลมเกิ๊น ผู้ชายที่เธอชอบพอจนถึงขั้นหลับนอน กลายเป็นลูกศิษย์สามีเพื่อน แค่คิดก็อยากอัญเชิญเท้าไปประทับก่ายหน้าผาก
“ไปนั่งทางโน้นเหอะคุณ ผมอยากเห็นผ้าเต็มแก่ ปกติเห็นคุณเวรา อสวากุล เลือกใส่แต่แบรนด์ยุโรป งานนี้สะเทือนวงการผ้าไทยแน่”
กุลภรณ์ยิ้มถูกใจ ก่อนหันมาสั่งเพื่อนสาว
“ดีสิวา ยิ่งสะเทือนยิ่งดี แกอย่าลืมให้พลอยจ้างสื่อมาทำข่าวเยอะๆ จะได้มีพื้นที่ข่าวกับเขาบ้าง”