ไออุ่นที่เย็นเยียบ
ไออุ่นที่เย็นเยียบ
ระหว่างเลือกผ้า เวราไม่พูดอะไรเลย เธอสมัครใจดื่มไวน์ที่เจ้าของบ้านกุลีกุจอเปลี่ยนแทนกาแฟ มองชายหนุ่มสองคนที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ใช้คำศัพท์ที่เธอไม่ค่อยเข้าใจนักเกี่ยวกับผ้าทอแต่ละผืน โดยมีกุลภรณ์สอบถามด้วยความสนใจ
“โชคดีจริงที่วาได้ผ้าผืนงาม ๆ ทั้งนั้น แล้วแบบเสื้อล่ะคะ วรุตม์ กวิน หุ่นอย่างวา น่าจะเลือกแบบเข้ารูปหน่อย เป็นเดรสเรียบ ๆ ให้ลายผ้าเด่นก็ไม่เลวนะ ว่ามะ”
“ไม่ต้องเอาผ้าไปตัดชุดหรอกคุณ เสียดาย ผ้าแบบนี้เขานิยมเก็บเป็นผืน กวินแหน่ะ สาธิตหน่อย คุณผู้หญิงสองคนจะได้วางใจ”
สองสาวทำหน้าเหวอเพราะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก วรุตม์บอกให้เวรามายืนกลางห้อง ส่วนกวิน เขากวาดตามองผ้าอีกรอบ โดยเลี่ยงไม่ยอมสบตาเธอจนแล้วจนรอด ผ้าผืนหนึ่งถูกหยิบออกมาคลี่กาง มันเป็นผ้าจกที่มีลวดลายอย่างไหมเชียงรายแบบที่เคยเห็น หากลายละเอียดเล็กกว่ากันมาก กวินนำผ้ามาพันรอบตัวเธอ โดยเลี่ยงไม่ให้ถูกเนื้อตัวราวกับเธอเป็นเชื้อโรคที่เขารังเกียจ
แต่กระนั้น ไออุ่นของฝ่ามือก็ยังแผ่มาถึง
ใจเธอเต้นแรง จดจำไอร้อนของฝ่ามือนั้นได้ดี
กวินยังมีอิทธิพลต่อเธอจนน่าเจ็บใจ
กุลภรณ์ลากเธอไปยืนหน้ากระจก ผ้าทอมือผืนกว้างกลับกลายเป็นเดรฟที่จับจีบพันทบจนกลายเป็นชุดยาวอย่างน่าสนใจ
“สวยจริงวา กวินนี่สุดยอด”
“จำแบบไว้นะกุล จะให้พลอยช่วยแต่งตัว”
“เจ้าพลอยเนี่ยนะ เลขาอเนกประสงค์จริง สากกะเบือยันเรือรบ”
“อย่าเลย สงสารเลขา อะไร ๆ ก็พลอย กวินเขารับปากผมไว้แล้วว่าจะไปแต่งตัวให้ ใช่ไหมกวิน” วรุตม์สำทับ ทำให้กุลภรณ์ยิ้มกว้าง
“ดีจริง ศิษย์เอกอาจารย์วรุตม์ไปเองค่อยวางใจได้หน่อย งานนี้แกจะเปิดตัวผู้ชายทั้งที ต้องสวยจนลือไปสามวันแปดวัน มันถึงจะสมมงคุณหนูเวรา”
ตาเจ้ากรรมตวัดมองคนพันผ้าให้อย่างไม่ตั้งใจ
กวินกำลังมองหน้าเธอ เป็นครั้งแรกที่แววตาของเขาดุจัด
ลองผ้าเสร็จแล้ว สองสาวหามุมซดไวน์ ส่วนฝ่ายชายแยกไปคุยงาน เวราไม่เห็นกวินอีกจึงคาดว่าเขากลับไปแล้ว เสียงเพลงคลอแผ่วเบาเคล้ากลิ่นป๊อบคอร์นกับแกล้ม แก้วแล้วแก้วเล่าถูกยกขึ้น ชนกันเองบ้าง ดื่มกันเองบ้างตามประสาเพื่อนสนิท
เวราไม่มีสติเท่าไหร่นักในตอนแรก แต่เมื่อกุลภรณ์คอยชวนคุย เธอก็ระบายหลายเรื่องที่อัดอั้นออกมาเหมือนเคย
เรื่องงาน เรื่องน้องชาย เรื่องมารดาเลี้ยง และเรื่องบิดา
“อย่าคิดมากเลย พ่อนะโว้ยย ยังไงเขาก็ต้องยุติธรรม คงอยากให้พี่น้องรักกันมากกว่า”
ไวน์ขวดที่สามถูกเปิดอย่างคล่องแคล่ว กุลภรณ์ปรบมือเมื่อเห็นเพื่อนรักยังคงรักษาสถิติไขจุกไวน์ภายในเวลาจำกัด
“ลูกน้องแกจะรู้ไหม ว่าฉายานางสิบสองไม่ได้มาจากความสูงส้นรองเท้า แต่มาจากจำนวนกระป๋องเบียร์” กุลภรณ์หัวเราะกิ๊ก “นี่ถ้าพวกนั้นรู้ว่าแกมีสายคอยเช็คไลน์กลุ่มเม๊าท์เจ้านาย คงแย่งกันโดดตึกหนีความผิด”
“แค่เสียงรองเท้าส้นสูงก็กลัวหัวหดกันหมดแล้ว แกว่าฉันเหมือนพ่อไหมวะกุล”
“โขกกันมาเลยแก โดยเฉพาะไอ้ความไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมคน”
“นี่คงเป็นสาเหตุที่แม่ทิ้งชั้นไว้กับพ่อสินะ”
กุลภรณ์วางแก้วไวน์ มองเพื่อนด้วยสายตาค้นคว้า
“เกิดอะไรขึ้น ร้อยวันพันปีไม่เคยพูดถึงแม่”
เวราไม่ตอบ ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า ก่อนจะคว้ากระเป๋าและกุญแจรถ
“เดี๋ยว ไอ้วา แกจะกลับแบบนี้ไม่ได้ คุณจ่าด่านเป่ายิ้มตาย”
“แกสบประมาทนางสิบสองแห่งอสวากุลกรุ๊ปอยู่นาว้อยยย ไวน์ห้าขวด ทำอะไรคุณหนูเวราไม่ได้หรอกค่า”
เสียงยานคางทำเอากุลภรณ์ตาเหลือก มองเพื่อนรั้นจะออกนอกบ้าน ก่อนวิ่งเข้าไปในบ้านหาตัวช่วย
ไม่ใช่ว่าเธอไม่ห่วงเพื่อน แต่เพราะถ้าไอ้วามันรู้ว่าประตูบ้านล๊อค ล๊อคแบบที่เปิดจากข้างในไม่ได้ถ้าไม่มีรหัส มันคงกรี๊ดบ้านแตก
และไอ้ระบบล็อคแบบนี้ สองสามีภรรยาทำมาเพื่อรับรองคุณหนูวาตอนดื่มเท่านั้นเลย
แสงโคมไฟเพดานสาดลงพื้นหินอ่อน สะท้อนเงาร่างผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ สุรีย์วรรณเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยง เธอนั่งอยู่ตรงนั้นนานกว่าครึ่งชั่วโมงเพื่อรอใครบางคน
เสียงเครื่องยนต์สปอร์ตดับลงหน้าบ้าน ก่อนเงาของธีรภัทรจะโผล่เข้ามาพร้อมกลิ่นเหล้าฟุ้ง เสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมสองเม็ด ดวงตาข้างหนึ่งหรี่ขึ้นอย่างประหลาดใจ
“ยังไม่นอนหรือฮะ แล้วนี่แม่ไปไหนมา”
“งานคุณหญิงมณี ลูกสาวเพิ่งกลับจากเมืองนอก เลยว่า...”
“โห แม่ เขาเพิ่งเรียนจบก็จะนัดให้เจอกับผู้ชายเลย ผู้หญิงสมัยนี้เขาไม่ยอมให้พ่อแม่ตัดสินใจเรื่องคู่ครองหรอกฮะ”
“แล้วจะปล่อยให้ลูกควงดารานางแบบเป็นว่าเล่นน่ะหรือ” สุรีย์วรรณหลุดปาก ธีรภัทรนั้นโวยวายเก่งตามประสาลูกชายคนเดียว หากเมื่อเอาน้ำเย็นเข้าลูบ อารมณ์ร้อนจะผ่อนลงและยอมรับฟังในที่สุด
สุรีย์วรรณเปลี่ยนไปใช้ไม้อ่อน
“ธีร์ อายุเราไม่ใช่น้อย ๆ แล้วนะ ลูกชายของแม่เติบโตมาอย่างเพียบพร้อม ลูกมีสิทธิเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง อย่าลืมสิ แล้วช่วงนี้เพลา ๆ เรื่องดื่มบ้าง ปัญหา fake CSR เพิ่งผ่านไปหมาด ๆ”
ธีรภัทรหัวเราะกลบความรู้สึกบางอย่าง
“แม่…ผมแค่ไปดื่มกับทีมงานนะครับ ฉลองที่แคมเปญผ่านไปด้วยดี”
“ช่วงเวลาน่าสิ่วน่าขวาน ยังมีแก่ใจฉลองอีกรึ? แม่ถามจริง ๆ ธีร์ ลูกตรวจของก่อนส่งไหม สินค้าหมดอายุไม่ใช่เรื่องเล็กนะ”
เขาเบือนหน้า แววมั่นใจบนใบหน้าเริ่มกระจายเป็นริ้วบาง
“ฝ่ายคลังรับผิดชอบครับ ผมแค่ดำเนินงานตามเมโมของพี่วา”
สุรีย์วรรณมองหน้าลูกชาย ภาพลูกเลี้ยงกำลังนำเสนอแนวคิดใหม่ต่อหน้าบอร์ดเข้ามาแทนที่ ในภาพนั้น มีสายตานิ่งของเจ้าสัวอนันต์ สายตาที่มองลูกสาวด้วยแววตาที่คนใกล้ชิดอย่างภรรยาจึงเข้าใจความหมาย
สามีเธอภูมิใจในลูกสาวของเขา ในขณะที่ธีรภัทร...
นี่เป็นเพราะเธอเองใช่ไหม เธอเองที่ไม่ชี้ข้อบกพร่องให้ลูกเห็นชัด ๆ เพื่อแก้ไข
“ลูกพูดว่า...ทั้งหมด ลูกไม่ผิด ใช่ไหม?”
น้ำเสียงของสุรีย์วรรณช้าและนุ่มจนแทบฟังไม่ออกว่าเธอกำลังโกรธหรือผิดหวัง ทำให้สีหน้าธีรภัทรดีขึ้น
“อย่างที่แม่ชี้แจงในบอร์ดล่ะครับ พี่วาเป็นคนเสนอให้ใช้ของค้างสต็อก ผมแค่ทำให้มันดูดีขึ้นเท่านั้นเอง”
“ธีร์…ในบอร์ด ไม่มีคำว่า ‘ดูดี’ มีแต่คำว่า ‘รับผิดชอบ’”
เธอลุกขึ้นช้า ๆ เดินมาหยุดตรงหน้าบุตรชายที่เป็นแก้วตาดวงใจ มือแตะไหล่กว้าง
“แม่สร้างทุกอย่างนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ลูกยืนได้ ไม่ใช่ล้มเพราะความประมาท เข้าใจไหม”
ธีรภัทรก้มหน้า เหมือนถูกบีบให้กลับไปเป็นเด็กสิบขวบอีกครั้ง
“แม่อยากเห็นแผนฟิวเจอร์กรีนเร็วที่สุด ดีที่สุด ไม่มีข้ออ้าง ไม่มีงานปาร์ตี้ และไม่มีภาพควงนางแบบคนนั้นอีก”
“แม่ไม่คิดว่าเราจะเสียเวลาเปล่า ๆ เพราะฟิวเจอร์กรีนหรือฮะ” ไม่รู้ว่าคำสั่ง คำตำหนิ หรือคำห้ามทำให้ธีรภัทรย้อนมารดาเสียงขุ่น “ผมรู้มาว่า พี่วาไปอินเดีย แม่คิดหรือว่าคนอย่างพี่วาจะไปอินเดียเพื่อท่องเที่ยว?”
“อินเดีย?”
“ใช่ฮะ ไปอินเดีย ไปหลายวันเสียด้วย คนทั้งแผนกไม่มีใครรู้เรื่องนอกจากเลขาตัวดีซึ่งไม่ยอมเปิดปากเหมือนกัน คงต้องไปพบใครสักคนแน่ พี่วาไม่เคยกลับมามือเปล่า แม่รู้นี่ครับ”
“ใช่…ลูกพูดถูก เวราไม่เคยกลับมามือเปล่า”
เธอพูดเบา ๆ ราวกับพูดกับตัวเองมากกว่ากับลูกชาย สายตาคมกริบเลื่อนผ่านดวงหน้าธีรภัทรไปหยุดที่รูปภาพบนผนัง ราวกับคนที่เพิ่งเห็นหมากเกมใหม่บนกระดาน
“ถ้าเวราเปิดเกมใหม่ นั่นแปลว่าเกมของเราได้ผลไงล่ะ ให้คนของธีร์คอยตามเวราอย่าให้คลาดสายตา พี่สาวเราไปไหน พบกับใคร ต้องรายงานให้แม่รู้ เรื่องง่าย ๆ แบบนี้อย่าให้พลาด”