บทที่ 13 ใครทิ้งเด็กรูปงามขนาดนี้ไว้กัน?
บทที่ 13 ใครทิ้งเด็กรูปงามขนาดนี้ไว้กัน?
บทที่ 13 ใครทิ้งเด็กรูปงามขนาดนี้ไว้กัน?
ฟู่ไป่ว่านโอบอุ้มฟู่จิวจิวเดินลึกเข้าไปได้เพียงไม่กี่สิบก้าว ก็สังเกตเห็นพุ่มไม้หนาทึบด้านหน้ามีเสียงสวบสาบไหวเอน สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดด้วยความหวาดหวั่นในทันที
ทว่า ฟู่จิวจิวกลับไม่มีท่าทีรีบร้อนหรือตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
"จิวจิวไม่ต้องกลัวนะลูก พ่ออยู่นี่!"
ฟู่จิวจิวแสดงท่าทางสื่อสารว่าตนเองนั้นไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิด หากไม่ใช่เพราะร่างกายนี้ยังเล็กจ้อยเกินกว่าจะทำอะไรได้สะดวก ต่อให้นางต้องเดินอยู่ในป่าแห่งนี้เพียงลำพังก็หาใช่ปัญหาใหญ่ ยิ่งถ้าหากพละกำลังและฝีมือจากชาติภพก่อนของนางฟื้นคืนมาได้ทั้งหมด ความเชื่อมั่นย่อมมีล้นปรี่
เฮ้อ… ต้องรีบเติบโต นางต้องรีบเติบโตให้ได้โดยเร็ว
ด้วยความช่วยเหลือจากการสื่อสารกับมวลไม้และนกกระจอกที่คอยบินวนเวียนนำทาง ฟู่จิวจิวจึงสามารถพาบิดาไปพบฟู่ซานจินได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
แม้แต่ฟู่ไป่ว่านเองยังนึกประหลาดใจในใจว่า การเดินสุ่ม ๆ ตามใจลูกสาวเช่นนี้กลับพบตัวลูกชายได้ง่ายดาย หากต้องเดินตามความคิดของตนเอง เกรงว่าป่านนี้คงจะหลงทิศหลงทางไปไกลแสนไกลเสียแล้ว
ลูกสาวของข้าช่างมีวาสนาสูงส่งนัก
สองพ่อลูกทอดสายตามองเห็นฟู่ซานจินจากระยะไกล ข้างกายของเขามีไก่ป่าและกระต่ายป่าวางกองอยู่ ทว่าบนโขดหินก้อนมหึมาด้านข้าง กลับมีเด็กชายตัวน้อยที่สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีหรูหราผิดแผกจากชาวบ้านทั่วไปนอนสลบไสลอยู่ด้วยคนหนึ่ง
ฟู่จิวจิวซึ่งนั่งอยู่บนบ่าสูงจึงมองเห็นทัศนียภาพได้ไกลกว่า นางจึงเหลือบเห็นใบหน้าของเด็กชายคนนั้นเพียงแวบเดียว และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้นางตกตะลึง
ให้ตายเถอะ... งามล่มเมืองชัด ๆ!
บาปกรรมแท้ ๆ เด็กน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดูปานนี้ยังมีคนใจดำทิ้งลงคออีกหรือ? โลกใบนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
แม้เหล่าพี่ชายของนางจะจัดว่าหล่อเหลาไร้ที่ติในสายตาชาวบ้านแล้ว ทว่าเมื่อนำมาเทียบกับเจ้าหนูน้อยคนนี้แล้ว ก็ยังถือว่าดูด้อยกว่าอยู่เล็กน้อย
หากเขาผู้นี้อาศัยอยู่ในยุคปัจจุบันของนาง คงไม่พ้นได้เป็นดาราเด็กชื่อดัง และเมื่อเติบโตขึ้นก็คงมีมาดท่านประธานบริษัทผู้ทรงเสน่ห์และเย่อหยิ่งเป็นแน่ นางอยากจะคลานเข้าไปหอมแก้มเนียนนั่นสักทีจริง ๆ
ฟู่ไป่ว่านเมื่อเห็นฟู่ซานจินปลอดภัยดีไร้รอยขีดข่วน หัวใจที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้ายก็สงบลง เขาเหลือบมองเด็กชายที่สวมอาภรณ์ไม่ธรรมดาบนโขดหิน แล้วก็พอจะคาดเดาสถานการณ์ได้คร่าว ๆ
"เกิดเรื่องอันใดขึ้นรึ?"
ฟู่ซานจินส่ายหน้าด้วยความงุนงง "ยามที่ข้าล่าสัตว์และกำลังจะเดินทางกลับ ก็เห็นเขานอนแน่นิ่งอยู่ที่นี่แล้วขอรับ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ข้าไม่กล้าสุ่มสี่สุ่มห้าแตะต้องตัวเขา แต่ก็เกรงว่าหากทิ้งไว้เขาจะถูกหมูป่าทำร้ายเอาได้ เลยตั้งใจว่าจะรอพบครอบครัวของเขาอยู่ที่นี่... แล้วท่านพ่อมาถึงที่นี่ได้อย่างไรกันขอรับ? แถมยังพาจิวจิวมาด้วยอีก มันอันตรายมากนะขอรับ"
ฟู่ไป่ว่านถลึงตาใส่ลูกชาย ในใจคิดว่านึกว่าเขาไม่ล่วงรู้หรืออย่างไรว่ามันอันตราย? ก็เพราะเป็นห่วงเจ้านั่นแหละถึงได้ตามมา ทว่าวิสัยบุรุษ ย่อมไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำพูดที่ฟังดูน่าขนลุกเช่นนั้นออกมาได้
ขณะเดียวกัน ถังเซี่ยนที่นอนอยู่เริ่มได้ยินเสียงบทสนทนาจึงเริ่มลดความระแวดระวังลงเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าตนเองหมดสติไปนานเพียงใด ยามนี้เฟิงจี๋ที่ร่างกายบาดเจ็บสาหัสได้แยกตัวออกไปเสาะหายามาช่วยเขา ไม่รู้ว่าป่านนี้สถานการณ์จะเป็นอย่างไรบ้าง?
ฟู่จิวจิวขมวดคิ้วเล็ก ๆ พลางจ้องมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของเจ้าหนูน้อย เมื่อคนเราถูกพิษร้ายย่อมต้องรู้สึกทรมานเป็นธรรมดา
"พี่… พี่…"
ฟู่ซานจินรีบเช็ดมือกับเสื้อผ้าสองสามครั้งเพื่อให้สะอาดที่สุด ก่อนจะยื่นมือออกไปหวังจะอุ้มน้องสาวตัวน้อย ทว่าผลปรากฏว่าเขากลับอุ้มได้เพียงความว่างเปล่า เพราะเจ้าก้อนแป้งน้อยกลับมุ่งความสนใจตรงไปยังเด็กชายบนโขดหินแทน เขาได้แต่เกาหัวด้วยความขัดเขิน
เด็กหญิงใช้มือน้อย ๆ เอื้อมไปตบแก้มของเจ้าหนูน้อยเบา ๆ หวังจะเรียกสติไม่ให้เขาจมดิ่งสู่ภวังค์หลับลึกไปเสียก่อน เพราะหากหลับไปในยามนี้ เกรงว่าเขาอาจจะไม่มีวันได้ลืมตาขึ้นมาอีกเลย
ถังเซี่ยนขมวดคิ้วแน่นด้วยความขุ่นเคือง เด็กคนนี้ช่างบังอาจนัก กล้าดีอย่างไรมาตบหน้าข้าตามใจชอบ รู้หรือไม่ว่าความผิดนี้มีโทษหนักหนาเพียงใด?
เดิมทีฟู่จิวจิวเพียงต้องการเรียกสติเขาเท่านั้น ทว่าต้องโทษที่ใบหน้าของเขานั้นน่ารักน่าเอ็นดูเกินไป นางจึงอดไม่ได้ที่จะฉวยโอกาสสัมผัสผิวเนียนละเอียดนั้นเสียหน่อย
ถังเซี่ยนคืนสติกลับมาสมบูรณ์ตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเริ่มสนทนากัน ทว่าด้วยร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิม อีกทั้งยังต้องตรากตรำเดินทางไกล และยังมาประสบเคราะห์ถูกพิษร้ายเข้าอีก เกรงว่าพละกำลังของเขาจะถึงขีดจำกัดแล้ว
ทั่วทั้งสรรพางค์กายของเขารู้สึกเหมือนตกอยู่ในขุมนรกที่แสนทรมาน ยามครู่ยังรู้สึกเหมือนตกลงไปในบ่อน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ ยามนี้กลับรู้สึกเหมือนถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนร้อนรุ่ม... ทันใดนั้น ที่ข้างปรางของเขาก็มีความรู้สึกเย็นวาบสัมผัสลงมา
ผิวเนื้อภายใต้ฝ่ามือนั้นเรียบเนียนละเอียดปานหยก ฟู่จิวจิวซึ่งมีจิตวิญญาณเดิมเป็นหญิงวัยกลางคนจึงอดไม่ได้ที่จะบีบแก้มเขาเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยว
ชั่วขณะที่ถังเซี่ยนลืมตาขึ้น แววตาของเขากลับแฝงไปด้วยจิตสังหารที่แรงกล้า คำว่า ‘อย่าแตะต้องข้า’ ที่กำลังจะหลุดรอดจากริมฝีปากพลันต้องชะงักงัน เมื่อเห็นว่าต้นเหตุคือเจ้าก้อนแป้งน้อยที่น่ารักราวกับตุ๊กตาหยกจ้องมองเขาอยู่
"เช็ดน้ำลายของเจ้าออกเสียด้วย..."
เอ่อ... ช่างน่าอายจริงเชียว ฟู่จิวจิวอาศัยว่าตนอยู่ในรูปลักษณ์เด็กน้อย จึงแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกขัดเขินแม้แต่นิดเดียว
"จิวจิว มาหาพ่อเร็วเข้าลูก"
ฟู่จิวจิวหันไปมองฟู่ไป่ว่าน แล้วหันกลับมามองเจ้าหนูน้อยรูปงามอีกครั้ง หล่อเหลาก็หล่ออยู่น่ามองอยู่หรอก แต่สายตาที่เขามองมายังนางนั้นดูดุดันเกินเด็กไปหน่อย
นางจึงยืนนิ่งเฉยไม่ยอมขยับกาย คงเป็นเพราะนางเคยชินกับสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและตามใจของคนในครอบครัว พอมาเจอท่าทางเย็นชาเย่อหยิ่งเช่นนี้ ฟู่จิวจิวจึงรู้สึกไม่คุ้นชินนัก
แม้จะไม่ได้ลงมือตรวจชีพจรอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพภายนอก ฟู่จิวจิวสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่เขากำลังแบกรับ อีกทั้งริมฝีปากของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำอย่างเห็นได้ชัด อีกไม่นานพิษร้ายคงจะกำเริบหนักจนยากจะเยียวยา
"เด็กน้อย ครอบครัวของเจ้าอยู่ที่ใดกัน?" ฟู่ไป่ว่านถอนหายใจยาว เมื่อเห็นเด็กคนนี้ถูกทิ้งไว้ไร้คนเหลียวแล ก็นึกสะท้อนใจถึงเจ้าเจ็ดที่ตนจำใจทิ้งไปในอดีต จึงเกิดความเวทนาสงสารขึ้นมาจับใจ
ถังเซี่ยนเจ็บปวดรวดร้าวทุรนทุรายจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด และไม่มีเรี่ยวแรงพอจะผลักไสมือเล็ก ๆ ของเจ้าก้อนแป้งน้อยที่น้ำลายไหลยืดคนนี้ออกไปได้ ฟู่จิวจิวเห็นดังนั้นจึงจำต้องฝืนใจถอนมือออก หากนางยังขืนลูบไล้แก้มเขาต่อไป เจ้าหนูน้อยรูปงามคนนี้คงได้ขาดใจตายเสียก่อนแน่
"ท่านพ่อ จะทำอย่างไรกันดีขอรับ?"
เดิมทีฟู่ซานจินตั้งใจจะเฝ้ารอจนกว่าครอบครัวของเด็กคนนี้จะปรากฏตัว แต่เขารอมาเกือบหนึ่งชั่วยามแล้วก็ยังไม่เห็นวี่แววแม้แต่เงา กำลังกลุ้มใจหนักว่าควรทำอย่างไรดี ทว่าตอนนี้เสาหลักของบ้านเดินทางมาถึงแล้ว
ฟู่ไป่ว่านสูดลมหายใจลึกพลางวิเคราะห์ "เด็กคนนี้ดูท่าจะถูกพิษร้ายแรง หรือว่าถูกงูพิษกัดเข้า? หากเป็นเช่นนั้นจริง... ก็คงยากจะรอดชีวิตแล้ว"
หมอในตัวตำบลนั้นอยู่ไกลจากหมู่บ้านของพวกเขามากนัก อีกทั้งที่แห่งนี้ยังเป็นป่าลึกทึบ แม้ซานจินจะมีพละกำลังมากและเดินเท้าได้รวดเร็วเพียงใด แต่สภาพร่างกายของเด็กคนนี้เกรงว่าจะทนไม่ไหวจนถึงมือหมอ ฟู่ไป่ว่านส่ายหน้าพลางถอนหายใจเศร้า "ดูจากท่าที แปดส่วนครอบครัวเขาคงรู้ว่าไม่รอดแน่แล้ว จึงได้นำมาทิ้งไว้ที่นี่"
ถังเซี่ยนได้ยินสองพ่อลูกสนทนาปรามาสเช่นนั้น ก็แทบจะโกรธจนสลบเหมือดไปอีกรอบ เขาไม่ใช่เด็กน่าสงสารที่ถูกครอบครัวทิ้งขว้างเสียหน่อย! เพียงแต่ยามนี้เขาจำต้องเก็บออมพละกำลังไว้เพื่อสะกดพิษร้ายในร่างกาย จึงไม่สามารถขยับปากอธิบายความจริงได้
ฟู่ซานจินหลงเชื่อคำพูดของบิดาอย่างสนิทใจ แต่เมื่อฟู่จิวจิวพิจารณาจากเนื้อผ้าของอาภรณ์ที่เจ้าหนูน้อยสวมใส่ รวมถึงผิวพรรณที่ละเอียดนวลเนียน นางย่อมรู้ดีว่าเขาไม่ได้ถูกทิ้งขว้างแน่นอน
ช่างเถอะ... เห็นแก่ความหล่อเหลาที่หาได้ยากยิ่ง ฟู่จิวจิวตัดสินใจจะยื่นมือช่วยเขาสักเล็กน้อย
ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังสนทนากันอย่างเคร่งเครียด ฟู่จิวจิวก็เดินเตาะแตะไปดึงใบไม้ไม่กี่ใบออกมาจากพุ่มหญ้าใกล้ ๆ จากนั้นก็ใช้ขาเล็ก ๆ เดินตรงไปหาเจ้าหนูน้อย
"พี่… พี่…"
"จิวจิวลูกรัก หญ้านั่นมันกินไม่ได้นะ!" ฟู่ซานจินเห็นเช่นนั้นจึงรีบถลันเข้าไปช้อนอุ้มน้องสาวขึ้นมากลางอากาศ
ฟู่จิวจิวออกแรงถีบขาประท้วงสุดแรง นี่คือยาถอนพิษชั้นดีต่างหากเล่า!
ทว่า นางยังไม่สามารถสื่อสารเป็นประโยคได้ มิเช่นนั้นทุกคนย่อมต้องเกิดความสงสัยเคลือบแคลงแน่ว่าเด็กทารกอย่างนางไปล่วงรู้เรื่องสมุนไพรเหล่านี้ได้อย่างไร? หากพี่ห้าอยู่ที่นี่ด้วยก็คงจะดีไม่น้อย เขามีความรู้ด้านการแพทย์สะสมอยู่ ย่อมต้องเข้าใจความปรารถนาดีของฟู่จิวจิวแน่นอน
ทันใดนั้น พุ่มไม้ในบริเวณไม่ไกลเกิดเสียงสวบสาบดังขึ้นอีกครั้ง ฟู่ซานจินและฟู่ไป่ว่านต่างพากันตั้งท่าระแวดระวังภัยขึ้นมาทันที
"ท่านพ่อ... เกรงว่าจะเป็นสัตว์ป่าขนาดใหญ่" น้ำเสียงของฟู่ซานจินเริ่มสั่นเครือ ไม่แน่ชัดว่าเป็นเพราะความตื่นเต้นหรือความหวาดกลัวที่กำลังจู่โจม "ท่านรีบพาจิวจิวถอยไปหลบข้างหลังเถิด อย่าให้พวกท่านได้รับอันตราย ข้าจะจัดการมันเอง!"
ฟู่ซานจินรีบดึงลูกศรที่เขาทำขึ้นเองออกมาจากซองด้านหลัง น้าวคันศรเตรียมพร้อม เล็งตรงไปยังทิศทางที่พุ่มไม้มีการเคลื่อนไหว ฟู่จิวจิวถูกฟู่ไป่ว่านอุ้มไปวางไว้หลังต้นไม้ใหญ่ที่มีขนาดกว้างเท่าคนสามคนโอบ ซึ่งบดบังร่างของพวกเขาได้มิดชิดพอดี
เด็กหญิงลอบเหลือบมองเจ้าหนูน้อยที่ยังคงถูกทิ้งไว้บนโขดหินเพียงลำพัง นางจึงชี้นิ้วไปที่เขาด้วยความห่วงใย ในเวลาคับขันเช่นนี้ ฟู่ไป่ว่านย่อมห่วงใยความปลอดภัยของลูกสาวตนเองเป็นอันดับแรก เพราะนางคือแก้วตาดวงใจและลมหายใจของเขา
"พี่… พี่…"
ฟู่ไป่ว่านกระแอมในลำคอด้วยความลำบากใจ พูดตามตรงว่าเขามีความลังเลอยู่บ้าง ทว่าเขาก็ไม่อาจทนต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจได้ อีกทั้งระยะทางก็หาได้ไกลนัก เดินไปกลับเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
"จิวจิวเด็กดีของพ่อ เจ้ารอพ่ออยู่ที่นี่ครู่เดียวนะลูก"
ฟู่จิวจิวพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ฟู่ไป่ว่านจึงรีบถลันไปอุ้มร่างของเจ้าหนูน้อยรูปงามมาไว้หลังต้นไม้ด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะทำได้