บทที่ 21 เก็บของล้ำค่าได้
บทที่ 21 เก็บของล้ำค่าได้
บทที่ 21 เก็บของล้ำค่าได้
ฟู่จิวจิวไม่ได้หวั่นไหวไปกับบรรดาของมีค่าที่ลูกจ้างร้านพยายามหยิบยกมาหลอกล่อเลยแม้แต่น้อย นางยังคงยืนกรานชี้ไปยังตะกร้าเศษผ้าและข้าวของจิปาถะเหล่านั้นอย่างแน่วแน่
ฟู่ไป่ว่านเห็นท่าทางของลูกสาวแล้วก็นึกอยากจะหอมแก้มขวัญใจตัวน้อยสักฟอดใหญ่ ลูกสาวคนนี้ช่างรู้ความและประหยัดช่วยพ่อเหลือเกิน
อันที่จริง ของจิปาถะในร้านเจินเป่าเก๋อนั้นหาใช่ของถูก ๆ แค่ตะกร้าใบนี้ใบเดียวเขาก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายถึงสามสิบห้าอีแปะ หากนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อผ้าผืนใหม่จริง ๆ ก็คงตัดกางเกงได้สักตัวหนึ่งทีเดียว ทว่าสำหรับการใช้จ่ายเพื่อมอบความสุขให้ลูกสาวตัวน้อย เขาย่อมยินดีจ่ายโดยไม่นึกเสียดาย
ลูกจ้างร้านเกรงว่าชายผู้นี้จะเปลี่ยนใจภายหลัง หลังจากรับเงินใส่กระเป๋าแล้วจึงรีบเอ่ยดักคอไว้ก่อนว่า "ซื้อแล้วไม่รับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าหรอกนะ หากนึกเสียดายขึ้นมาทีหลังก็อย่ามาโทษพวกเราล่ะ"
ทางด้านถังเซี่ยนนั้น แม้จะเป็นเด็กดื้อรั้นและไม่อยากเป็นตัวถ่วงให้ใคร ทว่าขากลับร่างกายของเขาก็เริ่มจะรับไม่ไหวเสียแล้ว แต่เมื่อฟู่ไป่ว่านเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เขาก็ยังคงกัดฟันตอบไปว่าไม่เป็นไร และยังฝืนเดินต่อไปไหว
ฟู่จิวจิวที่นั่งอยู่บนบ่าของท่านพ่อ ลอบสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเด็กชายตัวน้อยมีหยาดเหงื่อซึมออกมาเต็มใบหน้า เขาคงคิดว่านางไม่รู้ความจึงไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าคนอื่น
"ท่านพ่อ... อ่า ๆ ..." ฟู่จิวจิวชี้นิ้วน้อย ๆ ไปยังต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านอยู่ไม่ไกลนัก
ฟู่ไป่ว่านเองก็เหงื่อท่วมกาย ทว่าเพื่อความมัธยัสถ์เขาจึงตั้งใจจะรีบเดินกลับไปกินข้าวที่บ้าน แต่ในเมื่อลูกสาวคนเก่งอยากจะหยุดพัก เขาย่อมต้องตามใจ
"จิวจิวเหนื่อยแล้วหรือลูก? ถ้าอย่างนั้นเราไปนั่งพักผ่อนกันเสียหน่อยเถิด"
ความจริงฟู่จิวจิวไม่ได้ออกแรงเดินเลยสักนิด นางย่อมไม่รู้สึกเหนื่อยแม้แต่น้อย ทว่านางเพียงต้องการหาโอกาสอาศัยจังหวะที่ฟู่ไป่ว่านเดินไปตักน้ำในลำธาร แอบดึงต้นอ่อน "มี่กวา*[1]" ออกมาจากมิติวิเศษอย่างแนบเนียน
ขณะนั้นถังเซี่ยนกำลังหลับตาพักผ่อน เดินปราณทำสมาธิเพื่อฟื้นฟูกำลัง จึงไม่ได้สังเกตเห็นการกระทำประหลาดของนาง
เมื่อฟู่ไป่ว่านเดินกลับมา เขาก็พบว่าฟู่จิวจิวถือต้นหญ้าอีกต้นหนึ่งไว้ในมืออย่างทะนุถนอม เขาจึงได้แต่ขำระคนระอาใจ
"จิวจิว... อยากเอากลับไปปลูกที่บ้านอีกแล้วหรือลูก?" ชาวไร่ชาวนาคนอื่นมีแต่จะเพียรพยายามถอนหญ้าทิ้ง แต่ลูกสาวของเขากลับชื่นชอบการปลูกหญ้าเสียอย่างนั้น ทว่าในเมื่อนางชอบ เขาย่อมไม่ขัดศรัทธา
แน่นอนว่าฟู่จิวจิวได้ดื่มน้ำจนชื่นใจก่อน จากนั้นฟู่ไป่ว่านจึงส่งน้ำให้ถังเซี่ยน บุรุษชาวนาเช่นเขาไม่ใช่คนพิถีพิถันนัก ปกติคนในบ้านก็ใช้กระบวยใบเดียวกันตักน้ำดื่มต่อ ๆ กันไปอยู่แล้ว
ทว่าถังเซี่ยนกลับมีท่าทีปฏิเสธอย่างชัดแจ้ง เจ้าก้อนแป้งน้อยเพิ่งจะดื่มน้ำแบบจ่อริมฝีปากไปเมื่อครู่ เขาไม่มีทางยอมดื่มน้ำต่อจากนางแน่ ๆ เพราะนั่นมันไม่เท่ากับว่า... เขาจึงจำต้องขอปฏิเสธด้วยความกระดากอาย
เมื่อเดินทางถึงบ้าน ฟู่ไป่ว่านก็วางตะกร้าของเหล่านั้นลงบนโต๊ะกลางบ้าน ตอนอยู่ที่ร้านเขายังไม่ได้พิจารณาดูให้ละเอียดนัก โจวซื่อจึงอาศัยจังหวะนี้รื้อค้นดูเป็นคนแรกด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แม้เนื้อผ้าจะดูดีมีราคา ทว่าขนาดของเศษผ้าแต่ละชิ้นนั้นกลับเล็กจ้อยเสียจนแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย ยิ่งรื้อค้นโจวซื่อก็ยิ่งแสดงสีหน้าผิดหวังออกมา "ท่านพ่อ... นี่มันเป็นเพียงเศษผ้าที่ไร้ประโยชน์แท้ ๆ ท่านจะเสียเงินเสียทองซื้อของพวกนี้มาทำไมกันเจ้าคะ?"
"ก็จิวจิวนางชอบนี่นา" ฟู่ไป่ว่านเอ่ยเรียบ ๆ ทว่าแฝงไว้ด้วยความรักที่มีต่อลูกสาวอย่างท่วมท้น
โจวซื่อเบะปากอย่างไม่พอใจ ในใจนางคิดไม่ต่างจากลูกจ้างร้านคนนั้น จึงบ่นพึมพำออกมาว่า "โชคดีที่น้องเล็กชอบเพียงของพรรค์นี้ หากวันหน้านางเกิดชอบของมีราคาขึ้นมาล่ะก็..."
"ถ้าจิวจิวชอบของแพง ข้าก็จะหามาซื้อให้นางให้ได้" ฟู่ไป่ว่านเอ่ยสวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก
ฟู่ต้าจินเห็นบิดาเริ่มมีโทสะ จึงรีบดึงแขนภรรยาให้ถอยฉากออกมา "ท่านพ่อขอรับ นางไม่ได้มีความหมายในทางไม่ดีเช่นนั้นหรอกขอรับ"
"ฮึ!" ฟู่ไป่ว่านเพียงแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์และคร้านจะถือสาหาความ สำหรับเขาแล้ว คนเป็นพ่อจะรักและตามใจลูกสาวมันผิดที่ตรงไหนกัน?
ทว่าโจวซื่อกลับยังไม่ยอมจบ "ท่านพ่อ ข้าเพียงหมายความว่า ท่านซื้อของพวกนี้กลับมามันก็กินไม่ได้ดื่มไม่ได้ สู้เอาเงินไปซื้อลูกอมหรือขนมสักชิ้นมาฝากเด็ก ๆ ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ!"
ความจริงนางลืมไปว่าการซื้อขนมเพียงชิ้นเดียวในบ้านที่มีคนเยอะขนาดนี้ย่อมเป็นเรื่องลำบาก เพราะทุกคนก็ต้องแบ่งปันกัน
อู๋ซื่อที่เพิ่งเดินกลับมาจากการให้อาหารไก่ ทันทีที่นางก้าวพ้นธรณีประตูและเห็นเศษผ้าสีสันสดใสกองอยู่บนโต๊ะ นางก็ยิ้มออกมาจนแก้มปริ
"พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียวหรอกเจ้าค่ะ ถึงผ้าพวกนี้จะกินไม่ได้ แต่ถ้านำมาประยุกต์เย็บต่อกันให้ดีก็ดูมีค่าไม่เบาเลยนะ ดูนี่สิเจ้าคะ... นี่คือผ้าไหมหางโจว ส่วนนี่คือผ้าต่วนเมฆาชั้นดี หากไปหาซื้อแยกชิ้นจริง ๆ ราคาแพงมากเลยนะเจ้าคะ"
เนื่องจากนางรับจ้างปักผ้าอยู่เป็นนิจ จึงพอมีความรู้และเคยสัมผัสผ้าเนื้อดีมาบ้าง ฟู่จิวจิวมองพี่สะใภ้รองที่กำลังยิ้มร่าพลางกะพริบตาปริบ ๆ อย่างขอบคุณ
พี่สะใภ้รองนี่แหละคือที่หนึ่งในใจนางเสมอ เข้าใจนางที่สุดเลยจริง ๆ
อู๋ซื่อดีใจยิ่งนักจนอดไม่ได้ที่จะก้มลงบีบแก้มฟู่จิวจิวเบา ๆ "น้องเล็ก... มอบผ้าพวกนี้ให้พี่สะใภ้รองเถิดนะ เดี๋ยวพี่จะบรรจงตัดชุดสวย ๆ ให้เจ้าสักชุดหนึ่ง ตกลงไหม?"
โจวซื่อแค่นเสียงเบา ๆ ในใจก่นด่าอู๋ซื่อว่าเป็นยัยคนประจบสอพลอ นางมองว่าเมียเจ้ารองช่างประจบประแจงน้องสามีจนเกินพอดี เมื่อก่อนก็รับอาสาซักผ้าอ้อมที่มีทั้งอึและปัสสาวะ ยามนี้น้องเล็กเพียงแค่ผายลม อู๋ซื่อก็คงจะชื่นชมว่าหอมฟุ้งกระมัง
ฟู่จิวจิวไม่นำพาต่อท่าทีปั้นปึ่งของโจวซื่อ นางส่งยิ้มกว้างให้เพียงอู๋ซื่อคนเดียวเท่านั้น ในสายตาของผู้ใหญ่ ยามนี้นางดูเหมือนเด็กที่รับฟังและเข้าใจทุกอย่างได้อย่างน่าอัศจรรย์
อู๋ซื่อจึงเริ่มรื้อค้นกองผ้าต่อเพื่อเสาะหาชิ้นที่พอจะนำมาใช้งานหลักได้ ส่วนชิ้นที่เล็กเกินไปนางก็ตั้งใจจะนำมาทำรองเท้าคู่จิ๋วให้น้องสามี ทว่าในจังหวะนั้นเอง...
"อุ๊ย! นี่... นี่มันคืออะไรกันเจ้าคะ?"
ทุกคนต่างหันไปมองตามเสียงทัก อู๋ซื่อรื้อค้นไปเจอ "ปิ่นปักผมไม้" ชิ้นหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในกองผ้า ซึ่งรูปทรงนั้นดูงดงามอ่อนช้อยทีเดียว ทว่าน่าเสียดายที่ส่วนหัวของปิ่นดูเหมือนจะหักหายไปชิ้นหนึ่ง
"เฮ้อ... พังเสียหายหมดแล้ว หากเป็นปิ่นทองหรือปิ่นเงินก็ยังพอมีราคาบ้าง แต่นี่เป็นเพียงไม้..." โจวซื่อส่ายหน้าอย่างผิดหวัง นางไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าของล้ำค่าอย่างทองหรือเงินจะหลุดมาอยู่ในกองเศษผ้าเช่นนี้ได้อย่างไร ปิ่นชิ้นนี้ที่ถูกทิ้งขว้างมาก็เพียงเพราะมันชำรุดเสียหายแล้วนั่นเอง
ถังเซี่ยนที่ปกติมักจะวางตัวสงบนิ่ง เขาก็จ้องมองปิ่นไม้ชิ้นนั้นอย่างพิจารณา และรับรู้ได้ทันทีว่ามันทำมาจาก ‘ไม้จันทน์ม่วง’ ชั้นเลิศ สำหรับคนที่มีฐานะเช่นเขามันอาจไม่ใช่ของที่แพงระยับ ทว่าสำหรับชาวนาในตระกูลฟู่ มันนับว่าเป็นของที่มีราคาสูงยิ่ง และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากปิ่นไม้ราคาถูกที่สตรีในบ้านฟู่เคยใช้กัน
ทว่าก็น่าเสียดายจริง ๆ ที่มันชำรุดไปเสียแล้ว
"พี่สะใภ้... พังแล้วก็ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ท่านพ่อ... ให้ปิ่นนี้แก่ข้าได้หรือไม่?" ฟู่ปาจินอาสาเสนอตัวขอรับของสิ่งนั้นไว้
ปิ่นไม้ที่ชำรุดเช่นนี้ ฟู่ไป่ว่านจึงไม่ได้ให้ความสำคัญนัก "เจ้าเป็นเด็กผู้ชาย จะเอาของพรรค์นี้ไปทำสิ่งใดกัน?"
"นั่นสิเจ้าแปด เจ้าก็ปักปิ่นไม่ได้ หรือว่าตั้งใจจะเก็บไว้ให้เมียในอนาคตกันรึ?" โจวซื่อค่อนแคะเสียงเย็น
ฟู่ปาจินส่ายหน้าอย่างหนักแน่น "ไม่ได้จะให้เมียหรอกขอรับ ข้าจะเก็บไว้ให้น้องสาวต่างหาก"
เมื่อเห็นเด็กตัวเล็กแค่นี้มีความคิดความอ่านกตัญญูต่อน้องสาว ฟู่ไป่ว่านก็ไม่ได้ขัดขวาง เขาหยิบปิ่นไม้ส่งให้บุตรชายคนเล็กทันที หากเขาล่วงรู้ว่าปิ่นชิ้นนี้แม้จะพังแล้ว แต่นำไปขายอาจได้ราคาถึงหลายร้อยอีแปะ เขาคงไม่กล้าโยนให้ลูกเล่นแบบส่งเดชเช่นนี้แน่
ในยามค่ำคืนก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา ฟู่ไป่ว่านยังคงครุ่นคิดถึงท่าทีที่เย็นชาของบุตรชายคนที่สี่ ยิ่งคิดหัวใจเขาก็ยิ่งว้าวุ่นจนนอนไม่หลับ ได้แต่พลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง
เถียนกุ้ยฮวาที่นอนข้าง ๆ ถูกกวนจนตื่นขึ้นมาด้วยเช่นกัน ส่วนเด็กน้อยทั้งสองนั้นคงจะเหนื่อยจากการเดินทางไกล เมื่ออิ่มท้องก็พากันหลับสนิทไปนานแล้ว
"ไม่หลับไม่นอนเสียที จะกระสับกระส่ายทำอะไรของท่านกัน?"
เมื่อรู้ว่าภรรยายังไม่หลับ ฟู่ไป่ว่านก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที เพราะเขากำลังต้องการใครสักคนมาช่วยรับฟังเรื่องหนักใจ ยามกลางวันที่มีลูกชายและลูกสะใภ้อยู่รอบกาย เขาจึงไม่สะดวกที่จะเปิดเผยความในใจ
"เมียจ๋า... ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะคุยด้วย..."
"ไม่อายฟ้าดินบ้างหรือไร จะมาวุ่นวายทำเรื่องพรรค์นั้นตอนนี้เด็ก ๆ ก็ยังนอนอยู่นะ" เถียนกุ้ยฮวาเอ่ยดักคอ
ฟู่ไป่ว่านทั้งขำทั้งเอ็นดูภรรยา "ไม่ใช่เรื่องแบบนั้นเสียหน่อย เจ้าคิดไปถึงไหนกัน ข้าตั้งใจจะคุยเรื่องของซื่อจินต่างหากเล่า"
โชคดีที่ความมืดปกคลุมไว้ เถียนกุ้ยฮวาจึงรีบเอามือปิดหน้าด้วยความเขินอายที่ตนเองคิดเตลิดไปไกล "ตาแก่บ้า! เรื่องของซื่อจินก็รีบพูดมาสิ มัวแต่อึกอักทำเอาข้าเข้าใจผิด..."
"ฮ่า ๆ หรือว่าเจ้าเองก็อยากอย่างนั้นรึ?"
"อยากบ้านท่านสิ!" เถียนกุ้ยฮวาผลักเขาไปทีหนึ่งด้วยความเขิน ทว่าก็ยังยอมถูกสามีหอมแก้มไปหนึ่งฟอดใหญ่ "ว่ามา... ซื่อจินเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ข้าดูแล้ว... ซื่อจินอยู่ที่นั่นชีวิตไม่ค่อยเป็นสุขนัก อาสะใภ้ของเขาดุร้ายปากจัดเหลือเกิน ข้ามั่นใจว่าแปดเก้าส่วนซื่อจินคงไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีเป็นแน่"
"เฮ้อ..." รอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าของเถียนกุ้ยฮวาอันตรธานหายไปในพริบตา "ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน เป็นเพราะเราสองคนไร้ความสามารถ จึงทำให้เขาต้องไปลำบากเพียงนั้น"
ฟู่ไป่ว่านลอบถอนหายใจยาว "ตอนนั้นข้าสืบเสาะเรื่องเถ้าแก่เฉียนมาอย่างดีแล้ว เห็นว่าสามีภรรยาคู่นั้นเป็นคนดีมีคุณธรรมและยังไร้บุตรไว้สืบสกุล ข้าจึงตัดใจส่งซื่อจินไปให้เขาดูแล แต่ใครจะคาดคิดว่า ทั้งสองคนจะมาจากไปรวดเร็วเพียงนี้"
หากเฉียนซื่อจิ่นยังคงมีพ่อแม่บุญธรรมคอยคุ้มครอง พวกเขาย่อมไม่กังวลใจ เพราะเถ้าแก่เฉียนรักและเอ็นดูลูกชายของเขาจากใจจริง
"แล้วเราจะทำอย่างไรดีเล่า? ในใจซื่อจินคงจะฝังใจโกรธแค้นที่เราสองคนผลักไสเขาออกไปจนต้องเผชิญชะตากรรมลำบากเช่นนี้ หากจะขอให้เขากลับมาตอนนี้ เขาย่อมไม่ตกลงง่าย ๆ แน่... เราเองก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยลองพยายาม"
แม้แต่สตรีที่ฉลาดหลักแหลมอย่างเถียนกุ้ยฮวาก็ยังมืดแปดด้าน ได้แต่ทอดถอนใจด้วยความรันทด "ลูกที่น่าสงสารของแม่..."
[1] เมล็ดแคนตาลูปหรือแตงหวาน