บทที่ 22 มุดเข้าผ้าห่มพี่ชายตัวน้อย
บทที่ 22 มุดเข้าผ้าห่มพี่ชายตัวน้อย
บทที่ 22 มุดเข้าผ้าห่มพี่ชายตัวน้อย
เมื่อสัมผัสได้ว่าลูกสาวตัวน้อยเริ่มขยับตัวพลิกกายและคาดว่านางกำลังจะตื่นจากนิทรา ฟู่ไป่ว่านจึงรีบเอื้อมมือไปตบก้นนางเบา ๆ สองสามทีเพื่อเป็นการปลอบขวัญ ฟู่จิวจิวส่งเสียงฮึมฮัมในลำคอเพียงครู่ ก่อนจะขยับกายเข้าไปซุกพิงแผ่นหลังของบิดาแล้วจมดิ่งสู่ห้วงนิทราต่อไป
“ข้ากำลังตั้งใจจะบอกเจ้าเรื่องนี้พอดี... เจ้าว่ามันแปลกหรือไม่ จิวจิวบ้านเราไม่เคยยอมให้คนแปลกหน้าอุ้มเลยสักครั้ง แต่ยามแรกที่นางได้พบกับซื่อจิน นอกจากจะส่งเสียงเรียกพี่ชายได้อย่างชัดแจ้งแล้ว นางยังส่งยิ้มหวานให้อย่างเป็นมิตร แถมยังยื่นแขนเล็ก ๆ นั่นให้อุ้มอีกด้วย!”
“มีเรื่องอัศจรรย์เช่นนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ?” เถียนกุ้ยฮวาเองก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้ “สายเลือดที่เกิดจากท้องแม่คนเดียวกัน ซื่อจินเองก็มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับบรรดาพี่น้องของเขา จิวจิวคงนึกคุ้นหน้าและรู้ว่าเป็นพี่ชายในบ้านเป็นแน่”
“เรื่องเหตุผลนั้นข้าไม่ล่วงรู้หรอก แต่เท่าที่ข้าสังเกตเห็น ซื่อจินเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจรังงอนจิวจิวเลย ข้าจึงคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่เราจะเชื่อมสัมพันธ์” ฟู่ไป่ว่านซึ่งครุ่นคิดหาหนทางมาตลอดทั้งบ่ายเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ต่อไปพวกเราจงพาจิวจิวไปหาซื่อจินบ่อย ๆ ให้เขาได้เห็นหน้าน้องสาวบ่อยครั้ง จิวจิวของพวกเราเป็นที่รักใคร่ของใครต่อใครขนาดนี้ ไม่แน่ว่าเสน่ห์ของนางอาจจะดึงดูดใจให้ซื่อจินยอมใจอ่อนกลับมาอยู่กับพวกเราก็ได้นะ?”
ฟู่จิวจิวที่กำลังฟังบทสนทนาอย่างสะลึมสะลือ ทันใดนั้นนางก็นึกรู้สึกว่าภาระหน้าที่ที่นางแบกรับไว้นั้นช่างหนักหนาสาหัสยิ่งนัก
“วิธีนี้จะได้ผลจริงหรือท่านพี่?” เถียนกุ้ยฮวาเอ่ยถามด้วยความรู้สึกครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย
“ไม่ลองย่อมไม่รู้ แต่ข้าเชื่อว่าต้องได้ผลแน่ เพราะยามนี้ไม่มีวิธีอื่นให้เลือกแล้ว”
หากพี่สี่มีความสุขดีภายใต้การดูแลของพ่อแม่บุญธรรม ฟู่จิวจิวคงไม่กล้าที่จะดึงตัวเขากลับมาจริง ๆ แต่ในเมื่อยามนี้เขาต้องอยู่อย่างลำบากตรากตรำ มิหนำซ้ำยังถูกอาสะใภ้รังแกข่มเหง ฟู่จิวจิวจึงรู้สึกว่าการพาเขากลับคืนสู่ครอบครัวเดิมนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องและน่ายินดีที่สุด ไม่ใช่การกระทำที่ผิดคุณธรรมแต่อย่างใด
“เจ้าบังอาจมาอุ้มน้องสาวข้าอย่างนั้นหรือ?”
เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนจะถึงเวลาอาหารมื้อแรก ฟู่ปาจินก็ลากตัวถังชีเข้าไปในมุมอับของบ้านอย่างดื้อรั้น ถังชีเหลือบมองเด็กชายหัวโตที่มีร่างกายผอมแห้งแรงน้อย และมีเนื้อนวลที่แก้มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แม้การโอบอุ้มเมื่อเช้าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ และเขาเองก็ไม่ได้เต็มใจกระทำนัก ทว่าลูกผู้ชายย่อมต้องกล้ารับผิดชอบในสิ่งที่กระทำลงไป
ฟู่ปาจินยู่ปากแสดงความไม่พอใจ “การที่เจ้าเงียบไม่พูดจา แสดงว่ายอมรับโดยดุษฎีแล้ว เจ้าแอบหอมแก้มน้องสาวข้าด้วยใช่หรือไม่?”
ถังชีส่งสายตาเย็นชาตอบกลับไปราวกับจะถามว่า เจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร ก่อนจะยังคงรักษาความเงียบขรึมเอาไว้
“เหอะ! ข้าว่าเจ้าคงไม่กล้าหอมนางหรอก แต่ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อนเลยนะ หากเจ้าบังอาจมาล่วงเกินหอมแก้มจิวจิวของข้า ข้าจะอัดเจ้าให้ยับเยินทีเดียว!”
ฟู่ปาจินขยับแขนที่ดูผอมบางไม่ได้หนาไปกว่าน้องสาวเท่าใดนักเพื่อข่มขวัญ “ห้ามฉวยโอกาสรังแกน้องสาวข้าเด็ดขาด”
ถังเซี่ยนทนฟังต่อไปไม่ไหวอีกต่อไป “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็จงดูแลน้องสาวของเจ้าให้ดีกว่านี้เถิด”
เมื่อคืนยามเข้าสู่นิทรานั้นยังมีร่างของฟู่ไป่ว่านนอนกั้นกลางอยู่ ทว่าพอถึงรุ่งเช้ายามที่ผู้ใหญ่ตื่นขึ้น เจ้าเด็กแสบฟู่จิวจิวกลับนอนดิ้นจนมุดเข้ามาซุกอยู่ในอ้อมกอดของเขา
พอเขาตื่นลืมตาขึ้นมาก็พบว่ามีก้อนแป้งนุ่มนิ่มซุกอยู่ในวงแขน เส้นผมที่ละเอียดนุ่มสลวยทิ่มแทงใบหน้าจนเขารู้สึกคันยุบยิบ และที่สำคัญที่สุดคือ เจ้าเด็กน้อยคนนี้เปลือยก้นนอนเสียด้วย... เอ่อ... โบราณว่าบุรุษสตรีไม่ควรใกล้ชิดกันจนเกินงาม
ทางด้านฟู่จิวจิวเองก็รู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ทว่าเรื่องนี้เมื่อถึงหูพวกผู้ใหญ่กลับกลายเป็นเรื่องขบขันประจำวันไปเสียได้
“ท่านแม่ จริงหรือเจ้าคะ? ที่น้องเล็กแอบมุดเข้าไปในผ้าห่มของถังชี?” ฟู่จิวจิวจ้องมองอู๋ซื่อตาปริบ ๆ พี่สะใภ้รอง ท่านจะสอดรู้สอดเห็นเรื่องของข้าเกินไปแล้วนะ!
เถียนกุ้ยฮวาหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี “ก็ใช่น่ะสิ ยามที่แม่กลับเข้าไปในห้องเพื่อจะสวมใส่เสื้อผ้าให้นาง ก็เห็นเด็กสองคนกอดกันหลับปุ๋ยสบายใจเชียวล่ะ” ภาพเด็กน้อยน่ารักทั้งคู่ที่นอนเคียงข้างกันนั้นดูน่านักน่าเอ็นดูไม่น้อยเลย
“โธ่... โชคดีที่ยังเป็นเด็กตัวน้อย หากเติบโตกว่านี้อีกหน่อยเรื่องนี้คงเป็นเรื่องใหญ่แน่”
ถังเซี่ยนถูกพวกผู้ใหญ่ล้อเลียนจนใบหน้าและใบหูแดงก่ำไปหมดด้วยความเขินอาย “ท่านป้าขอรับ ยามนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ท่านช่วยเปลี่ยนห้องนอนให้ข้าใหม่ได้หรือไม่?”
“เรื่องนั้น... ใช่ว่าจะทำไม่ได้หรอกนะ แต่เจ้าก็เห็นสภาพบ้านเรือนของพวกเราแล้ว มีห้องหับอยู่ไม่กี่ห้อง ห้องอื่นบรรดาพี่ ๆ เขาก็นอนเบียดเสียดกันหมดจนไม่มีที่ว่างสำหรับเจ้าหรอก”
“ข้าขอแลกห้องกับปาจินขอรับ”
ฟู่ปาจินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ทันใดนั้นเขาก็ยิ้มออกมาจนแก้มปริพลางคิดในใจว่า เจ้าหมอนี่... ในที่สุดก็รู้จักกาลเทศะและยอมถอยทางให้ข้าเสียที
“ท่านแม่ ข้ายินดีจะแลกกับเขาขอรับ ข้าจะไปนอนห้องของท่านแม่แทน ส่วนเขาก็ไปนอนเบียดกับพวกพี่ ๆ ในห้องโน้น”
เมื่อเป็นวิธีที่ลงตัว เถียนกุ้ยฮวาจึงพยักหน้าตกลง การได้กลับมานอนห้องเดียวกับท่านพ่อท่านแม่และน้องสาวสุดที่รัก ทำให้ฟู่ปาจินมีความสุขยิ่งนัก เขาเดินยืดอกอย่างภาคภูมิใจราวกับได้รับเกียรติยศอันยิ่งใหญ่
ฟู่เทียนฝูเห็นดังนั้น ก็เริ่มส่งเสียงโวยวายอยากจะมานอนห้องเดียวกับท่านอาหญิงบ้าง “ท่านแม่ ข้าก็จะไปนอนห้องนั้นด้วย ข้าอยากกอดท่านอาหญิงนอนเหมือนกันขอรับ”
“กอดกับผีอะไรกัน เท้าเหม็น ๆ ของเจ้าจะทำให้ท่านอาหญิงสลบเอาเสียมากกว่า” ฟู่ไป่ว่านถลึงตาใส่หลานชายตัวน้อยอย่างขำ ๆ
ส่วนฟู่ปาจินรีบสำทับเติมเชื้อไฟทันที “เจ้ายังแอบฉี่รดที่นอนอยู่เลย เดี๋ยวกลิ่นฉี่เจ้าจะพัดพาน้องสาวข้าหายไปพอดี”
“ข้า... ข้าไม่ได้ทำเสียหน่อย!” ฟู่เทียนฝูเขินอายจนต้องมุดหน้าเข้าไปในอ้อมกอดของมารดา
“ข้าไม่ได้ทำจริง ๆ นะ ท่านแม่... ข้าบอกแล้วว่าอย่าเอาเรื่องนี้มาพูด ฮือ ๆ... ข้าไม่ได้ฉี่รดที่นอนเสียหน่อย” ท่าทางอับอายของเขาเรียกเสียงหัวเราะเฮฮาจากทุกคนในบ้าน
เจ้าเด็กคนนี้เป็นคนรักความสบาย ยามตื่นขึ้นมากลางดึกก็คร้านจะลุกไปทำธุระข้างนอก จึงเผลอฉี่รดที่นอนอยู่บ่อยครั้ง ยามฤดูร้อนยังพอทนได้ ทว่าเมื่อถึงฤดูหนาวที่อากาศเย็นจัด เขาไม่ยอมก้าวเท้าออกจากห้องเป็นอันขาด ที่นอนจึงต้องเป็นผู้รับกรรมไปตามระเบียบ
“เห็นหรือไม่ ขนาดท่านอาหญิงของเจ้าที่ยังเล็กนักนางยังไม่เคยฉี่รดที่นอนเลย เจ้าโตกว่านางตั้งสามปี ไม่รู้สึกขัดเขินบ้างหรือไร?” ฟู่เอ้อร์จินตบศีรษะลูกชายเบา ๆ อย่างระอาใจ
ฟู่เทียนฝูได้ยินทุกคนพากันหัวเราะเยาะ ก็ยิ่งอับอายจนไม่กล้าเงยหน้า ได้แต่ซุกศีรษะอยู่ในอ้อมกอดของมารดาแล้วตะโกนเสียงอู้อี้โต้กลับว่า “ข้าไม่ได้ทำ ไม่ใช่ข้าจริง ๆ นะ ท่านพ่อต่างหาก... ท่านพ่อเป็นคนฉี่...”
“เจ้าเด็กบ้า! พูดจาเลอะเทอะเหลวไหลใหญ่แล้ว”
บ้านตระกูลฟู่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขตั้งแต่เช้าตรู่ ถังเซี่ยนที่เดิมทีมักจะทำสีหน้าบึ้งตึงเคร่งขรึม ในตอนแรกเขารู้สึกว่าหัวข้อการสนทนาของคนบ้านนี้ช่างไร้สาระสิ้นดี แต่พอได้เห็นความอบอุ่นและเสียงหัวเราะของพวกเขา เขากลับถูกดึงดูดเข้าไปในบรรยากาศนั้นจนเผลอยกมุมปากยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ทว่าเขาก็รีบหุบยิ้มทันควันเมื่อพบว่าเจ้าก้อนแป้งตัวน้อยฟู่จิวจิวกำลังจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยับ
ป้าฟ่านปรารถนาอยากได้ตัวถังชีไปเลี้ยงดูใจจะขาด ทว่านางกลับไม่อยากเสียเงินทองเป็นค่ารักษา ยามนี้เมื่อเห็นว่าเด็กชายดูแข็งแรงดีไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว ความละโมบในใจก็เริ่มผุดขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อระลึกถึงคำพูดที่ว่าจะมีรางวัลตอบแทนอย่างงามในภายหลัง
สำหรับขนมที่ได้รับแบ่งมาเมื่อวาน อู๋ซื่อไม่กล้าที่จะกินเพียงลำพัง นางตั้งใจจะนำไปมอบให้ท่านพ่อท่านแม่ของนางที่บ้านเดิม ส่วนเงินทองที่ได้จากการรับจ้างปักผ้านางก็เก็บหอมรอมริบไว้อย่างดี นอกจากจะใช้สอยภายในบ้านแล้ว นางยังตั้งใจจะแบ่งปันให้ครอบครัวของนางด้วย เรื่องนี้พ่อแม่สามีต่างก็รับรู้และไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด
ทว่า ในระหว่างทางนางกลับถูกป้าฟ่านดักรออยู่ อู๋ซื่อเป็นหญิงสาวที่เติบโตมาในหมู่บ้านนี้ นางย่อมรู้แจ้งถึงธาตุแท้ของป้าฟ่านเป็นอย่างดี
“ไอ้หยา... ซู่จือ จะกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมรึ?”
อู๋ซื่อไม่ได้นึกชอบพอป้าฟ่านนัก หากเป็นแต่ก่อนนางคงจะกลอกตาใส่แล้วเดินหนีไปเสีย ทว่าหลายปีที่นางติดตามเรียนรู้งานจากแม่สามี ทำให้นางได้ซึมซับเรื่องการเข้าสังคมมาบ้าง แม้จะไม่เชี่ยวชาญเต็มสิบส่วน แต่ก็พอจะมีไหวพริบอยู่บ้างสามสี่ส่วน
นางจึงฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อยตามมารยาท “เจ้าค่ะ ป้าฟ่าน ข้ากำลังจะกลับไปเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่เสียหน่อย”
“แล้วเด็กคนนั้นไปจากบ้านพวกเจ้าหรือยัง? เขาให้รางวัลตอบแทนพวกเจ้ามากมายเท่าไหร่กัน? ได้บอกกล่าวไว้หรือไม่?”
ป้าฟ่านเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนออกนอกหน้า ราวกับต้องการจะป่าวประกาศให้โลกรับรู้ว่าบ้านฟู่เก็บเด็กชายมาเลี้ยงเพื่อหวังผลกำไร ในน้ำเสียงของนางแฝงความนัยว่าคนบ้านฟู่ช่วยถังชีไว้เพียงเพื่อหวังรางวัลที่มีมูลค่าเท่านั้น
สำหรับอู๋ซื่อแล้ว นางไม่ได้ใส่ใจกับคำว่ารางวัลตอบแทนอันงามแต่อย่างใด นางมองว่าเด็กน้อยรู้จักกตัญญูเป็นเรื่องน่ายินดี ทว่าคนในบ้านฟู่ต่างก็พูดจาชัดเจนว่าไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ เพียงแต่ปรารถนาจะทำความดีและสะสมบุญกุศลเท่านั้น
“พ่อแม่สามีของเจ้าช่างฉลาดปราดเปรื่องและคำนวณเก่งนัก เก็บเด็กมาคนหนึ่งยังอุตส่าห์ทำเงินทำทองได้ ช่างล้ำเลิศเสียจริง ๆ” ป้าฟ่านเอ่ยกระทบกระเทียบ
อู๋ซื่อยิ้มที่มุมปากทว่าดวงตาหาได้ยิ้มตามไม่ “ป้าฟ่านเจ้าคะ... เช่นนั้นข้าจะลองกลับไปปรึกษากับถังชีดูดีไหมเจ้าคะ เผื่อเขาจะเปลี่ยนใจไปอยู่ที่บ้านของท่านแทน?”
ป้าฟ่านที่เพียงแต่พูดจาประชดประชันให้สาแก่ใจเท่านั้น เมื่อถูกย้อนถามเช่นนี้ก็ถึงกับชะงัก เพราะนางล่วงรู้ดีว่าเด็กคนนั้นมีร่างกายที่อ่อนแอและขี้โรค หากต้องรับไปเลี้ยงดูจริง ๆ นางก็ไม่กล้าเสี่ยง “เขาคงไม่ยอมมาหรอก”
“อย่างนั้นหรือเจ้าคะ? ข้านึกว่าท่านกำลังนึกเสียดายเงินค่ารักษาของเขาเสียอีก” อู๋ซื่อเอ่ยประโยคนี้ด้วยรอยยิ้มราบเรียบ
ต่อให้ป้าฟ่านจะโกรธขึ้งเพียงใดก็ไม่อาจระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทันที “นังเด็กคนนี้! ตั้งแต่เล็กจนโตก็เป็นแบบนี้ตลอด ไม่เคยยอมเสียเปรียบให้ใครเลยจริง ๆ”
อู๋ซื่อจึงตอบกลับไปอย่างใจเย็นว่า “ป้าฟ่านเจ้าคะ แล้วในโลกนี้มีผู้ใดบ้างที่ปรารถนาจะเสียเปรียบคนอื่นหรือเจ้าคะ?”