LNCrawler

บทที่ 23 คนบ้านฟู่ผู้ชอบอวด

จิวจิว เจ้าก้อนแป้งตัวน้อยผู้มาพร้อมความโชคดี! — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 23 คนบ้านฟู่ผู้ชอบอวด

บทที่ 23 คนบ้านฟู่ผู้ชอบอวด

"ข้า..." ป้าฟ่านถึงกับน้ำท่วมปาก พูดไม่ออกไปชั่วขณะ

"หามีใครในโลกนี้อยากเสียเปรียบผู้อื่นไม่ ข้าเองก็ไม่ยอมเช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกท่านเชิญสนทนากันต่อเถิด ข้าขอตัวกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมก่อน"

อู๋ซื่อเพิ่งจะก้าวเท้าเดินจากไปไม่กี่ก้าว ป้าฟ่านก็แผดเสียงตะโกนไล่หลังนางด้วยท่าทางดุร้าย "เหอะ! นังเด็กบ้า อาศัยเพียงว่าตนเองคลอดลูกชายให้บ้านสามีได้ เลยได้ใจทำตัวอวดดีจองหอง ดูอย่างพี่สะใภ้ใหญ่ของนางสิ ขนาดนั้นยังไม่กล้าทำตัวสามหาวเช่นนี้เลย!"

ป้าฟ่านคงไม่คาดคิดว่าอู๋ซื่อจะแว่วได้ยิน และนางยังจงใจหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามองด้วยรอยยิ้ม

"ป้าฟ่านเจ้าคะ แต่ข้าก็คลอดลูกชายได้จริง ๆ นี่นา"

อู๋ซื่อรู้สึกว่าเพียงเท่านั้นยังไม่สาแก่ใจ จึงแสร้งทำท่าทางไม่ยี่หระพลางเอ่ยต่อ "การมีลูกชายก็หาใช่เรื่องใหญ่อันใดไม่ ผู้หญิงคนไหนเขาก็ทำได้กันทั้งนั้นแหละจริงไหมเจ้าคะ?"

ทว่าป้าฟ่าน... กลับทำไม่ได้

คำพูดนั้นทำให้ป้าฟ่านโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ทว่าในสายตาของชาวบ้านที่มุงดูอยู่ อู๋ซื่อไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยามเจรจาก็ยังประดับไปด้วยรอยยิ้มละไม หากป้าฟ่านยังจะดึงดันถือสาหาความต่อ ก็คงกลายเป็นปัญหาที่ตัวนางเอง เพราะอย่างไรเสียคนทั้งหมู่บ้านก็เห็นว่านางเป็นฝ่ายเริ่มหาเรื่องก่อน

เมื่ออู๋ซื่อก้าวเท้าเข้าสู่บ้านเดิม พี่สะใภ้ทั้งสองก็ออกมาทักทายนางด้วยน้ำเสียงประชดประชันตามความเคยชิน ครั้นเห็นนางกลับมามือเปล่าไร้ซึ่งข้าวของติดมือ ทั้งคู่ก็เบะปากใส่ด้วยความระอาแล้วเดินสะบัดหน้าจากไป

บิดาของนางไม่ได้อยู่บ้าน เนื่องจากยามนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องไปใส่ปุ๋ยในทุ่งนา โดยการนำขี้เถ้าไม้และมูลสัตว์มาผสมกับดิน ซึ่งนับเป็นปุ๋ยธรรมชาติชั้นยอดที่ช่วยให้พืชผลเจริญเติบโตงอกงาม

ในอดีตอู๋ซื่อมักจะหยิบฉวยสิ่งของติดไม้ติดมือกลับมาฝากทางบ้านเสมอ ทว่าไม่ว่าจะเป็นของกินเลิศรสหรือของใช้จำเป็น สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นก็มักจะตกไปอยู่ในมือของพี่สะใภ้และบรรดาหลาน ๆ ส่วนบิดามารดาแท้ ๆ ของนางกลับแทบไม่ได้หยิบชิ้นปลามันเลย

แม่เฒ่าอู๋เอ่ยถามบุตรสาวเหมือนชวนคุยสัพเพเหระ "ซู่จือ พ่อสามีของเจ้าบอกหรือยังว่า ปีนี้เขาตั้งใจจะปลูกพืชชนิดใด?"

"ยังเลยเจ้าค่ะท่านแม่ คงต้องรอให้ท่านพ่อตัดสินใจให้เด็ดขาดเสียก่อน ข้าถึงจะกลับมาบอกข่าวได้"

อู๋ซื่อเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำถามของมารดาได้ทันที ปีที่ผ่านมาแม้จะไม่ประสบภัยแล้ง แต่ฝนในฤดูร้อนกลับกระหน่ำลงมามากเกินความจำเป็น ทำให้เสบียงอาหารของชาวบ้านส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ทว่า กลับมีเพียงบ้านตระกูลฟู่ที่แต่เดิมไม่เคยปลูกพืชผลเป็นเรื่องเป็นราว กลับมีผลผลิตที่สมบูรณ์และดีที่สุดในหมู่บ้าน

นี่นับเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่เพิ่งเคยเกิดขึ้น พ่อสามีของนางมักจะพร่ำบอกเสมอว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะความดีความชอบและบุญบารมีของลูกสาวคนเล็กอย่างจิวจิว ซึ่งอู๋ซื่อเองก็ลอบรู้สึกเช่นกันว่าน้องสามีผู้นี้นำพาโชคลาภมาสู่ครอบครัวจริง ๆ

แม่เฒ่าอู๋พยักหน้ารับพลางสำทับ "เจ้าจงคอยสังเกตดูให้ดีว่าพ่อสามีของเจ้ามีเคล็ดลับการดูแลพืชผลอย่างไร เมื่อก่อนที่นาของเขาไม่เห็นจะมีอะไรโดดเด่นน่ามอง แต่ปีที่แล้วคนทั้งหมู่บ้านต่างก็ต้องตะลึง เพราะบ้านสามีเจ้าเก็บเกี่ยวเสบียงได้มากที่สุด"

"ท่านแม่เจ้าคะ พวกเขาไม่ได้มีความลับปิดบังข้า และข้าเองก็ไม่ได้มีความลับต่อท่าน ทุกอย่างที่บ้านฟู่ทำก็ยังคงเหมือนเดิมทุกประการเจ้าค่ะ"

แม่เฒ่าอู๋ขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ "หากเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้ก็ต้องเกี่ยวข้องกับน้องสามีของเจ้าแล้วล่ะ นางคงเป็นดาวนำโชคมาเกิดจริง ๆ เพราะก่อนที่นางจะลืมตาดูโลก บ้านสามีเจ้าน่ะ... ขึ้นชื่อว่ายากจนที่สุดในหมู่บ้านเลยนะ หากไม่ใช่เพราะแม่เห็นว่าพ่อแม่สามีของเจ้าเป็นคนเนื้อแท้ดีงาม และเจ้าเองก็นึกชอบพอในตัวเอ้อร์จิน ข้ากับพ่อเจ้าคงไม่มีวันยอมให้เจ้าแต่งงานเข้าไปลำบากที่นั่นหรอก"

ในวันวานบ้านฟู่ขัดสนจนถึงขั้นที่ฟู่ซานจินล่วงเข้าสู่วัยหมั้นหมายแล้วก็ยังไร้วี่แววสตรีใดจะเหลียวแล แต่นั่นมันเป็นเพียงเรื่องราวในอดีต ยามนี้ฐานะเปลี่ยนไป แม่สื่อแม่ชักจึงเริ่มแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนที่บ้านไม่ขาดสาย

"ท่านแม่เจ้าคะ เรื่องมันก็ล่วงเลยผ่านไปนานแล้ว ยามนี้เทียนฝูก็เติบโตขนาดนี้แล้ว จะรื้อฟื้นเรื่องเก่ามาพูดทำไมอีก ชีวิตในตอนนี้มีความสุขดีขึ้นมากแล้วไม่ใช่หรือเจ้าค่ะ?"

อู๋ซื่อพึงพอใจกับชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันยิ่งนัก "อีกอย่าง ตั้งแต่แต่งเข้าบ้านฟู่ข้าก็ไม่เคยถูกรังแกข่มเหง การที่บ้านเดิมอยู่ใกล้กันเช่นนี้ก็ยังสะดวกในการที่ข้าจะได้มาคอยดูแลท่านกับท่านพ่อด้วย"

คำพูดนี้หาใช่เรื่องเกินจริง ชาวบ้านมักกล่าวว่าเลี้ยงลูกชายไว้พึ่งพายามแก่เฒ่า แต่สำหรับสองสามีภรรยาตระกูลอู๋นั้น กลับได้รับความเอาใจใส่และดูแลจากลูกสาวคนนี้ไม่น้อยเลย ทั้งของกิน ของใช้ และเงินทอง

หากปราศจากนาง พวกเขาคงต้องลำบากยากเข็ญเพราะลูกชายที่ไม่เอาไหนสองคน จนอาจมีสภาพไม่ต่างจากบ้านฟู่ในอดีต

"จงทำดีกับน้องสามีของเจ้าให้มากเข้าไว้ อย่าได้ทำกิริยาไม่เหมาะสมเหมือนอย่างพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าล่ะ"

บ้านเดิมของอู๋ซื่อนั้นเคร่งครัดเรื่องมารยาท ไม่เคยนำเรื่องภายในไปป่าวประกาศให้เสียหาย และตัวนางเองก็ไม่เคยคิดจะกลับบ้านมานินทาว่าร้ายบ้านสามี ทว่าเมื่ออาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เรื่องราวคาว ๆ หรือเรื่องดีงามย่อมปิดกันไม่มิด

"ท่านแม่เจ้าคะ พี่สะใภ้ใหญ่แท้จริงแล้วนางก็เป็นคนดีคนหนึ่งนะเจ้าคะ"

แม่เฒ่าอู๋เบะปากอย่างรู้ทัน "จะเป็นอย่างไรก็ช่างเถิด แต่ดาวนำโชคคนนั้นน่ะ เจ้าต้องคอยเอาอกเอาใจนางให้ดี ๆ เข้าใจไหม?"

"ท่านแม่ ต่อให้นางไม่ใช่ดาวนำโชค นางก็ยังเป็นน้องสาวร่วมสายเลือดของเอ้อร์จิน เป็นท่านอาแท้ ๆ ของเทียนฝู ข้าย่อมต้องดูแลและรักใคร่นางอย่างดีที่สุดอยู่แล้วเจ้าค่ะ"

ในกาลก่อน ฟู่ไป่ว่านไม่ใคร่จะชอบออกมาเดินเตร็ดเตร่ตามท้องถนนนัก เพราะความยากจนข้นแค้นทำให้เขาหวาดกลัวการถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะถากถาง

ทว่ายามนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาในแต่ละวัน คือการได้โอบอุ้มลูกสาวตัวน้อยเดินตั้งแต่หัวหมู่บ้านฝั่งตะวันออกทอดน่องไปจนถึงฝั่งตะวันตก เพื่อประกาศศักดาให้คนทั้งหมู่บ้านได้ประจักษ์ถึงความน่ารักน่าเอ็นดูของบุตรสาวตน

ปีที่ผ่านมาบ้านตระกูลฟู่เก็บเกี่ยวพืชผลได้มหาศาลอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน รวงข้าวแต่ละรวงอวบอิ่มจนหนักโน้มกิ่ง ข้าวโพดแต่ละฝักยาวใหญ่เป็นฉื่อ แม้แต่มันเทศและมันฝรั่งเพียงต้นเดียวก็สามารถขุดออกมาได้เต็มตะกร้า เรื่องพรรค์นี้ใครบ้างเล่าจะไม่รู้สึกริษยา?

ไม่เพียงแต่แม่เฒ่าอู๋เท่านั้นที่ปรารถนาจะล่วงรู้ความลับ แม้แต่ชาวบ้านคนอื่น ๆ ทั่วทั้งหมู่บ้านต่างก็อยากจะสืบเสาะว่าเขามีเคล็ดลับวิชาอันใดซ่อนอยู่

"ไป่ว่าน... วันนี้ออกมาอวดลูกสาวอีกแล้วรึ?"

ฟู่ไป่ว่านพยักหน้าตอบรับด้วยความภูมิใจ "ทำไมกันเล่า ในเมื่อข้ามีลูกสาวที่น่ารักเช่นนี้ จะออกมาอวดโฉมนางบ้างไม่ได้เชียวรึ?"

ฟู่จิวจิวยิ่งเติบโตก็ยิ่งฉายแววจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ในอดีตเคยมีผู้คนปรามาสว่าเด็กที่เกิดมาหน้าตาสะสวย ยามเติบโตขึ้นเค้าโครงหน้ามักจะเปลี่ยนไปจนน่าเกลียด ทว่าฟู่จิวจิวกลับทำลายคำสาปแช่งนั้นสิ้น เพราะนางยิ่งโตก็ยิ่งงดงามบาดตา

ชาวบ้านชายคนหนึ่งยกมือขึ้นหมายจะลูบศีรษะฟู่จิวจิวด้วยความเอ็นดู ทว่ากลับถูกฟู่ไป่ว่านเบี่ยงหลบด้วยท่าทีรังเกียจ "อย่าได้เอามือที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสูบมาแตะต้องลูกสาวข้าเชียว เจ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่ากลิ่นควันจากกล้องยาสูบมันไม่ดีต่อเด็กเล็ก?"

ชายผู้นั้นมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคือง "ลูกสาวบ้านเจ้าช่างวิเศษเลอค่าเสียจริงนะ ลูก ๆ บ้านข้าก็ดมกลิ่นยาสูบกันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยจนยามนี้โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว ไม่เห็นจะมีใครเป็นอันตรายเลยสักคน!"

เด็กมอมแมมเหล่านั้นจะบังอาจมาเปรียบเทียบกับลูกสาวตัวน้อยของเขาได้อย่างไรกัน?

ฟู่ไป่ว่านคิดในใจพลางสำรวจเด็กบ้านอื่นที่ดูมอมแมมหน้าตาธรรมดา จะมีผู้ใดที่ผิวพรรณนุ่มนิ่มน่ารักน่าถนอมเหมือนจิวจิวบ้าง? เขาจึงเพียงแต่หัวเราะแห้ง ๆ สองที พยายามสะกดกลั้นคำคุยโวโอ้อวดไม่ให้หลุดรอดออกมามากไปกว่านี้

ชายผู้นั้นไม่ได้ติดใจเรื่องยาสูบต่อ แต่กลับวกเข้าเรื่องที่สงสัย "ไป่ว่าน... ปีที่แล้วผลผลิตบ้านเจ้าช่างงามนัก แต่หากข้าจำไม่ผิด เมื่อก่อนต้นกล้าบ้านเจ้าเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่นาบ้านข้าเสียด้วยซ้ำนะ?"

เขายื่นไหล่ไปกระทบไหล่ฟู่ไป่ว่านอย่างหยั่งเชิง "บอกความจริงมาเถิด เจ้ามีวิธีการอย่างไรกันแน่?"

ยามนี้ใกล้จะล่วงเข้าสู่ฤดูไถหว่านครั้งใหม่แล้ว เมื่อมีคนเริ่มเปิดประเด็น ทุกคนรอบข้างจึงเริ่มหูผึ่งและสงสัยตามกันเป็นแถว

"จริงด้วยขอรับ ลุงไป่ว่าน ปีที่แล้วยุ้งฉางบ้านลุงเต็มปรี่จนไม่มีที่เก็บ ช่วยชี้แนะเคล็ดลับให้พวกเราฟังหน่อยเถิด"

ในอดีตฟู่ไป่ว่านมักจะตกเป็นเป้าสายตาให้คนหัวเราะเยาะเย้ยว่าเป็นเกษตรกรมาทั้งชีวิตแต่กลับปลูกพืชไม่เป็น ปลูกสิ่งใดก็แห้งเหี่ยวไม่ขึ้นผล ทว่ายามนี้คำเยาะเย้ยเหล่านั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นคำยกยอปอปั้นจนเขาเริ่มรู้สึกเคลิบเคลิ้มสบายใจยิ่งนัก

"ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษไปกว่าพวกเจ้าหรอก"

ทุกคนต่างหันมาสบตากันด้วยความรู้สึกว่าฟู่ไป่ว่านจงใจปกปิดความจริงและพูดไม่หมด

"ปีที่แล้วข้าน่าจะปักใจเชื่อท่านจริง ๆ ท่านเตือนให้ปลูกข้าวแต่ข้ากลับไม่เชื่อฟัง ผลปรากฏว่าข้าวบ้านท่านเก็บเกี่ยวได้มากมายมหาศาล พี่ไป่ว่านเจ้าคะ... ปีนี้ท่านตั้งใจจะไถหว่านพืชชนิดใดรึ?"

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ฟู่ไป่ว่านเองก็มัวแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ไม่ตก สำหรับเกษตรกรที่ฝากชีวิตไว้กับผืนดิน เรื่องการเลือกพืชที่จะปลูกนั้นหาใช่เรื่องเล็ก ๆ ไม่

"เรื่องนี้ข้าจะไปล่วงรู้ได้อย่างไร? ทุกอย่างคงต้องสุดแล้วแต่ฟ้านึกเบื้องบนพึ่งพาสวรรค์เท่านั้นแหละ"

"พี่ฟู่ อย่าได้ถ่อมตัวจนเกินไปนักเลย ช่วยชี้ทางสว่างให้พวกเราหน่อยเถิด"

ฟู่ไป่ว่านถูกคำเยินยอรุมเร้าจนเริ่มวางตัวไม่ถูก ความจริงเขาเองก็มืดแปดด้านและไม่รู้เหตุผลแน่ชัด พืชผลปีที่แล้วในช่วงแรกเริ่มก็ดูท่าจะเติบโตไม่ดีจนเขาเกือบจะถอดใจวางมือไปแล้ว ทว่าหลังจากที่ลูกสาวตัวน้อยได้ถือกำเนิดขึ้น แม้เขาจะไม่ได้ใส่ใจดูแลประคบประหงมพืชในนามากไปกว่าเดิม แต่กลับได้ผลผลิตที่ยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมาย

หรือจะเป็นเพราะลูกสาวตัวน้อยคนนี้จริง ๆ?

ฟู่ไป่ว่านคลี่ยิ้มออกมา "ข้าจะไปชี้แนะอันใดพวกเจ้าได้? ตัวข้าเองก็ยังไม่มั่นใจนัก ปีที่แล้วมันคงเป็นเพียงเรื่องประจวบเหมาะและโชคดีพอดิบพอดีเสียมากกว่า"

เมื่อเอ่ยถึงคำว่าโชคลาภ ทุกคนก็นึกย้อนไปถึงข่าวลือที่ว่าฟู่จิวจิวคือดาวนำโชคผู้มาโปรดตระกูลฟู่ แม้ในคราแรกจะไม่มีใครใคร่จะเชื่อนางนัก ทว่านับแต่นางเกิดมา ฐานะและความเป็นอยู่ของบ้านฟู่ก็พลิกผันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจนปฏิเสธไม่ลง

โดยเฉพาะยามที่จ้องมองเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ที่มีผิวพรรณขาวผ่องอมชมพู หน้าตาสวยสะพรั่งหมดจด มองไปทางใดก็น่าเอ็นดูจับใจ จึงไม่แปลกใจเลยที่ฟู่ไป่ว่านจะอยากโอบอุ้มนางออกมาอวดโฉมทุกวัน หากบ้านใดมีบุตรสาวที่น่ารักน่าชังถึงเพียงนี้ ก็คงอยากจะป่าวประกาศให้โลกรับรู้เช่นเดียวกัน

พอถูกถามซ้ำ ๆ เข้า ฟู่ไป่ว่านจึงเริ่มกลับมาขบคิดอย่างจริงจังว่า ปีนี้เขาควรจะปลูกพืชชนิดใดดี? โดยปกติเขาเคยมักจะปลูกตามยถากรรมเพราะความยากจนบังคับ ในบ้านหลงเหลือเมล็ดพันธุ์ชนิดใดเขาก็ปลูกชนิดนั้น ทว่าปีนี้ในมือเขามีเงินทองเหลือใช้และมีเสบียงสำรองเพียงพอ

เขาจึงนำเสบียงอาหารทุกอย่างที่มีในบ้านมาวางกองไว้เบื้องหน้าฟู่จิวจิว

"จิวจิวเด็กดีของพ่อ... ช่วยบอกพ่อทีเถิดว่า ปีนี้บ้านเราควรจะเลือกปลูกพืชชนิดใดดีรึลูก?"

ฟู่จิวจิว "..."

แม้ในชาติภพก่อนนางจะเคยประสบความสำเร็จในศาสตร์หลายแขนง ทว่านางกลับไร้ซึ่งความรู้เรื่องการกสิกรรมหรือการปลูกพืชผักอย่างจริงจังแม้แต่น้อย แล้วข้าควรจะทำอย่างไรดีเล่าเนี่ย?