บทที่ 4 มีลูกชายดีกว่าจริง ๆ
บทที่ 4 มีลูกชายดีกว่าจริง ๆ
บทที่ 4 มีลูกชายดีกว่าจริง ๆ
โจวซื่ออาศัยจังหวะชุลมุนนี้กลับไปยังบ้านเดิมเพื่อเอายา ส่วนทางด้านแม่สามีของนางนั้น ไม่ว่าผลสุดท้ายจะอยู่หรือตายนางก็ไม่อาจช่วยสิ่งใดได้ จึงคิดว่ารอให้ถึงเวลาอันควรค่อยกลับไปก็ไม่สาย
“ท่านแม่ ยานี้รับประกันได้ใช่หรือไม่ว่าข้าจะตั้งครรภ์ได้จริง ๆ?”
แม่เฒ่าโจวพยักหน้าด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม “วางใจเถิด ไม่เพียงแต่จะตั้งครรภ์ได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นลูกชายอย่างแน่นอน พี่สาวคนโตของเจ้าก็กินยานี้ถึงได้คลอดต้าสี่จื่อออกมา ส่วนพี่สาวคนรองของเจ้าตอนนั้นไม่ยอมกิน สุดท้ายเลยคลอดได้เพียงลูกสาว”
โจวซื่อได้ยินดังนั้นก็ขว้างห่อยาลงบนเตียงเตาทันที “ท่านแม่ ข้าจะคลอดลูกชายไปทำไมกัน? ข้าอยากคลอดลูกสาว ลูกสาวเจ้าค่ะ! ท่านจำผิดคนหรือเปล่า?”
แม่เฒ่าโจวถลึงตาใส่นางด้วยความขัดใจ “เจ้าโง่หรือเปล่า? นังเด็กไม่รักดี ข้าคลอดพวกเจ้ามาตั้งสามคน ตอนนั้นท่านย่าของเจ้าคอยแต่จะพูดจาเหน็บแนมประชดประชันข้าไม่เว้นแต่ละวัน แต่พอข้าคลอดน้องชายเจ้าออกมาแล้วเป็นอย่างไรเล่า? นางยังกล้าด่าข้าอยู่อีกหรือ? ยามนี้นางเห็นใครก็เที่ยวชมไปทั่วว่าข้าเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ตระกูลโจว”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ แม่เฒ่าโจวก็รู้สึกภาคภูมิใจในตนเองเป็นพิเศษ
“นังเด็กโง่ เชื่อข้าเถิด พ่อแม่สามีของเจ้าก็แค่พูดไปตามมารยาทเท่านั้นแหละ ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องจอมปลอม ใครกันจะไม่รักลูกชาย พวกเขาสองคนไม่สนหน้าตาตัวเองสักนิด ถึงได้ดันทุรังคลอดออกมาคนแล้วคนเล่าเช่นนี้”
“นั่นเป็นเพราะพวกเขาปรารถนาอยากได้ลูกสาวต่างหากเจ้าค่ะ”
“เหลวไหลทั้งเพ” แม่เฒ่าโจวหยิบกล้องยาสูบขึ้นมาสูบอึกใหญ่ “ก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ลูกสาวรึ? ข้าจะบอกเจ้าให้ อย่างไรเสียก็ต้องมีลูกชายไว้ก่อน เชื่อแม่เถิด ไม่ผิดตัวแน่นอน”
โจวซื่อแค่นเสียงอย่างหงุดหงิด “แต่งงานมาสี่ปีแล้ว ข้าเห็นสะใภ้รองคลอดลูก เห็นแม่สามีคลอดแล้วคลอดอีก มีแต่ข้าที่ท้องนี้ไม่มีวี่แววสิ่งใดเลย”
แม่เฒ่าโจวตบหลังมือนางเบา ๆ “ถ้าเช่นนั้นยิ่งต้องคลอดลูกชายออกมาให้ได้ หากคลอดลูกสาว ในอนาคตเจ้าจะเอาสิ่งใดเป็นที่พึ่งพา?”
โจวซื่อเม้มปากแน่น สำหรับนางแล้ว ขอเพียงแค่คลอดออกมาได้ก็พอใจแล้ว “วางใจเถิดเจ้าค่ะ ต่อให้คลอดลูกสาว บ้านฟู่ก็คงเห็นเป็นดั่งสมบัติล้ำค่าอยู่ดี”
แม่เฒ่าโจวเบะปากอย่างดูแคลน “คอยดูเถิด ถ้าท้องนี้ของแม่สามีเจ้าเป็นลูกสาวจริง ๆ เจ้าก็จะได้รู้ซึ้งว่ามันคือตัวขาดทุนชัด ๆ”
โจวซื่อไม่ชอบใจที่ได้ยินคำนี้เลย นางเองก็เป็นลูกสาว แล้วนางจะเป็นตัวขาดทุนได้อย่างไร? ต่อให้บ้านฟู่จะยากจนข้นแค้นเพียงใด แต่นางก็ยังอุตส่าห์หาของมาปรนเปรอที่บ้านเดิมได้ไม่น้อยเลย
“เอาละ ข้าขอตัวกลับก่อน”
แม่เฒ่าโจวส่ายหน้าพลางกำชับ “จำไว้ให้ดี แล้วก็กระดาษยันต์นั่นน่ะ วันขึ้นหนึ่งค่ำกับสิบห้าค่ำ ก็จงผสมน้ำให้สามีเจ้ากินเสีย จะได้มีลูกชาย ต้องมีลูกชายให้ได้ ถ้าคลอดได้เพียงลูกสาว เจ้าจะเงยหน้าไม่ขึ้นในบ้านสามี ตัวขาดทุนพวกนั้นไม่มีประโยชน์อันใดหรอก”
โจวซื่อเดินไปถึงประตูแล้ว แต่ทนฟังต่อไปไม่ไหวจริง ๆ
“ท่านแม่ ลูกสาวจะเป็นตัวขาดทุนได้อย่างไรกัน? พวกข้าสามพี่น้องทำเรื่องชั่วช้าอะไรนักหนา ท่านถึงได้ตราหน้าว่าข้าจะเงยหน้าไม่ขึ้นเช่นนี้? หากไม่ใช่เพราะพวกข้าสามพี่น้องออกแรงหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทำงาน ป่านนี้ลูกชายสุดที่รักของท่านคงยังเป็นชายโสดไม่มีเมียอยู่เลย พี่เขยใหญ่กับพี่เขยรองข้าไม่ขอพูดถึง แต่ฟู่ต้าจินสามีข้า ไม่ว่าจะเป็นช่วงปลูกพืชฤดูใบไม้ผลิหรือเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง มีครั้งไหนบ้างที่เขาออกแรงแล้วแอบอู้งาน? แล้วลูกชายของท่านเล่า? ลูกชายของท่านกลับนอนอืดจนตะวันโด่งพ้นหัว!”
นางยิ่งพูดก็ยิ่งทวีความโกรธ “หากท่านยังคิดว่าลูกสาวเป็นเพียงตัวขาดทุน เป็นแค่น้ำที่สาดออกไปแล้ว ถ้าเช่นนั้นวันหน้าเราก็ไม่ต้องไปมาหาสู่กันอีก ข้าจะถือว่าตนเองไม่มีบ้านเดิม!”
พอสิ้นคำ โจวซื่อก็สะบัดหน้าเดินออกจากบ้านไปด้วยความเดือดดาล
ส่วนแม่เฒ่าโจวถูกตอกกลับจนพูดไม่ออกไปชั่วครู่ “ฮึ! ยัยเด็กบ้า ไม่รู้จักดีชั่ว รู้แต่จะทำให้ข้าโมโห ไม่เหมือนลูกชายข้าเลยสักนิด” นางส่ายหน้าอย่างระอาใจ “มีลูกชายนั้นดีกว่าเป็นไหน ๆ”
ณ บ้านตระกูลฟู่
ตอนที่โจวซื่อเดินทางกลับถึงบ้าน ท้องฟ้าก็เริ่มโพล้เพล้ใกล้จะมืดมิดแล้ว ฟู่ไป่ว่านมองนางด้วยสายตาขุ่นเคืองรำคาญใจ แต่เพราะเห็นว่าภรรยาและลูกสาวปลอดภัยดี เขาจึงคร้านที่จะต่อความยาวสาวความยืด
ฟู่ต้าจินสะกิดแขนภรรยา “เจ้าไม่เข้าไปดูน้องสาวหน่อยหรือ? เมียเจ้ารองได้อุ้มแล้วนะ”
โจวซื่อทำหน้าบึ้งตึงใส่สามี “ท่านจะดีใจอะไรนักหนา ไม่ใช่ลูกสาวตัวเองเสียหน่อย จะดีใจหาผีหรืออย่างไร”
แม่สามีอายุมากปานนั้นยังคลอดลูกได้ แต่นางยังสาวสะพรั่งแท้ ๆ กลับไม่มีวี่แววจะมีวาสนา นางจะมีอารมณ์ที่ไหนไปดู ไม่ดูหรอก ยิ่งดูน้ำตาก็จะยิ่งร่วงด้วยความหงุดหงิด
“แน่นอนว่าต้องดีใจสิ เมียจ๋า ข้าจะบอกให้นะ ตั้งแต่จิวจิวเกิดมา เรื่องมงคลดี ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาในบ้านเราไม่หยุดหย่อน ข้าเชื่อว่าคราวนี้ครอบครัวเราจะโชคดีจริง ๆ แล้ว”
ฟู่ต้าจินก้มลงมองท้องน้อยของภรรยา แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างว่า “ไม่แน่ว่าหากเราพึ่งใบบุญวาสนาของน้องสาว พวกเราอาจจะมีลูกกับเขาบ้างก็ได้”
ในใจโจวซื่ออิจฉาริษยาจนแทบคุ้มคลั่ง “พวกเราจะมีลูกหรือไม่ เกี่ยวอะไรกับนางกัน อย่ายกยอนางให้มันมากนักเลย”
“เมียจ๋า นี่ไม่ใช่ว่าข้าแกล้งยกยอน้องสาวหรอกนะ” จากนั้นฟู่ต้าจินก็เริ่มเล่าเรื่องราวอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในบ้านตลอดช่วงบ่ายหลังจากน้องสาวลืมตาดูโลกให้ฟัง
“เรื่องปลาเรื่องไก่พวกนั้นช่างมันเถิด แต่ข้าอยากบอกเจ้าว่า สะพานนั่นมันพังครืนลงมาตอนที่ข้ากำลังเดินข้ามไปได้เพียงครึ่งทาง ข้าเกือบจะถูกกระแสน้ำพัดหายไปแล้ว ขาดไปเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นจริง ๆ ข้าจึงคิดว่าน้องสาวของเราท่านมีวาสนาสูงส่ง ช่วยคุ้มครองชีวิตข้าไว้”
“แล้วบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่? เจ้าคนบ้า ถ้าเกิดเรื่องร้ายขึ้นมาข้าจะทำอย่างไร?” โจวซื่อรีบถลกเสื้อสามีเพื่อตรวจดูบาดแผลด้วยความตกใจ
ฟู่ต้าจินรีบกดมือนางไว้ แล้วลดเสียงให้เบาลง “ไม่เป็นไรเลย ผิวพรรณไม่ถลอกปอกเปิกเลยสักนิด ข้าไม่กล้าบอกท่านพ่อท่านแม่ เพราะหากพวกท่านรู้เข้าคงต้องเป็นห่วงกันยกใหญ่”
โจวซื่อค้อนให้สามีไปหนึ่งวงพลางคิดว่าเขาช่างโง่เง่าเสียจริง แต่เขาก็เป็นคนดีและรักนางมาก หากเป็นบ้านอื่นที่แต่งงานมาสี่ปีแล้วไม่มีลูก คงถูกหย่าขาดและขับไล่ไสส่งไปนานแล้ว ทว่านางอยู่ในบ้านหลังนี้ กลับไม่เคยมีใครแสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์นางเลยสักคน
ปกติภายในบ้านแม้แต่ข้าวต้มใส ๆ ก็ยังกินกันไม่อิ่มท้อง แต่วันนี้กลับมีปลาสดและเนื้อชิ้นโตให้กินอย่างเต็มคราบ ฟู่ไป่ว่านยอมออกจากห้องมาหลังจากถูกลูกชายและลูกสะใภ้รบเร้าอยู่หลายครา หากไม่ใช่เพราะบุตรสาวยังเล็กเกินไปจนไม่อาจพาออกมาต้านลมได้ เขาคงอุ้มนางมาร่วมวงกินข้าวด้วยแล้ว
เขามองดูอาหารละลานตาบนโต๊ะแล้วขมวดคิ้วด้วยความกังวล อู๋ซื่อจึงรีบอธิบายทันที “ท่านพ่อ ส่วนของท่านแม่ข้ายังอุ่นเก็บไว้ในหม้อเจ้าค่ะ”
พ่อนางรักแม่สามีมากเพียงใด นางย่อมเห็นอยู่ในสายตาตลอดเวลา
“แล้วปลาพวกนั้น...”
ฟู่ซานจินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อ ข้ากับพี่รองปรึกษากันแล้วว่า พรุ่งนี้จะนำไปขายที่ตัวตำบลพร้อมกับสมุนไพรเหล่านั้นขอรับ”
ฟู่ไป่ว่านพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ของดี ๆ กินเพียงมื้อเดียวให้หายอยากก็พอเพียงแล้ว ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป การที่ลูกชายรู้จักอดออมไม่ตะกละนับเป็นเรื่องน่ายินดีนัก
“รีบนำเงินไปคืนส่วนที่ติดค้างไว้ก่อน มีกู้ก็ต้องมีคืน วันหน้ายามขัดสนจะขอยืมอีกก็ไม่ยาก จำไว้ว่าให้เพิ่มเงินชดเชยไปอีกนิด ติดค้างเขามานานขนาดนี้ ให้ดอกเบี้ยตอบแทนบ้างก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว”
ฟู่เอ้อร์จินพยักหน้ารับคำ “ลูกทราบแล้วขอรับท่านพ่อ”
คนในครอบครัวร่วมกันสนทนาอย่างสนุกสนาน เมื่อฟู่ไป่ว่านได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากในห้องด้านใน เขาจึงรีบวางชามลงทันที “เมียเจ้าใหญ่ รีบนำอาหารที่เตรียมไว้ไปให้แม่ของเจ้าเร็วเข้า” ฟู่ไป่ว่านสั่งเสร็จก็รีบเดินเข้าห้องไปในทันที
ทว่าโจวซื่อกลับนั่งนิ่งไม่ยอมขยับ “สะใภ้รอง ตอนข้ากลับมาเมื่อบ่ายนี้เกิดข้อเท้าแพลง ยามนี้ยังรู้สึกเจ็บแปลบอยู่เลย...”
อู๋ซื่อยิ้มรับอย่างเข้าใจ “พี่สะใภ้ ถ้าเช่นนั้นท่านอย่าเพิ่งขยับตัวเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจัดการเอง ถึงอย่างไรข้าก็อยากจะเข้าไปเห็นหน้าน้องสาวอยู่พอดี” นางหัวเราะเสียงหวาน “ท่านพ่อหวงน้องสาวมาก ปกติไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เลย ฮิฮิ”
อู๋ซื่อหัวเราะร่าเริงรื่นเริงเพียงใด ในใจโจวซื่อก็ยิ่งรู้สึกขมขื่นเพียงนั้น ท่าทางมีความสุขของอู๋ซื่อทำให้นางเองก็เริ่มอยากจะแอบเข้าไปดูเหมือนกัน
อู๋ซื่อเป็นคนขยันขันแข็ง หลังจากส่งอาหารเสร็จนางก็เดินไปปิดประตูเล้าไก่ตามความเคยชิน แต่พอหันไปมองข้างใน นางก็ต้องอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
“เกิดอะไรขึ้นอีก?! ตกใจอะไรกันนักกันหนา”
ฟู่ไป่ว่านถอนหายใจยาว พลางใช้ฝ่ามือลูบเส้นผมสีดำมันวาวของลูกสาวคนเล็กอย่างแผ่วเบา “ขวัญเอ๊ยขวัญมานะลูก ไม่ต้องตกใจไป จิวจิวไม่ต้องกลัวนะ พ่ออยู่นี่แล้ว”
ฟู่จิ่วอยากจะบอกเหลือเกินว่านางไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด นางจึงทำได้เพียงยืดแขนและขยับขาไปมา เมื่อไหร่ข้าจะเติบโตแข็งแรงเสียทีนะ?
อู๋ซื่อร้องตะโกนขึ้นมาอีกครั้งด้วยความตื่นเต้น “ไข่ไก่! ไก่บ้านเราออกไข่แล้วเจ้าค่ะ! มีไข่ไก่เต็มไปหมดเลย!”
ทุกคนในบ้านต่างรู้ซึ้งดีว่า แม่ไก่ของบ้านฟู่นั้นไม่ต่างอะไรกับพ่อไก่ คือไม่เคยออกไข่ให้เห็นเลยสักใบ เหล่าพี่น้องต่างหันมามองหน้ากันด้วยความทึ่ง
น้องสาวตัวน้อยนำพาเรื่องมงคลมาสู่ครอบครัวอีกเรื่องหนึ่งแล้วจริง ๆ