LNCrawler

บทที่ 5 มามะ ขอหอมทีหนึ่ง

จิวจิว เจ้าก้อนแป้งตัวน้อยผู้มาพร้อมความโชคดี! — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 5 มามะ ขอหอมทีหนึ่ง

บทที่ 5 มามะ ขอหอมทีหนึ่ง

วันต่อมา เหล่าบุรุษต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ใครที่มีหน้าที่นำของไปขายก็มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวตำบล

ส่วนทางด้านโจวซื่อและอู๋ซื่อ สองสะใภ้ได้รับหน้าที่ให้อยู่เฝ้าบ้านเพื่อหุงหาอาหารและดูแลปรนนิบัติเถียนกุ้ยฮวา

“ท่านแม่ ข้าอยากเห็นท่านอาหญิงตัวน้อยเหลือเกิน ทำไมท่านปู่ถึงยังไม่ยอมให้ข้าเข้าไปดูเสียทีล่ะขอรับ?”

ฟู่เทียนฝูวัยสามขวบ ถูกฟู่ไป่ว่านไล่ตะเพิดออกมาไม่ต่ำกว่าห้าหกครั้งแล้วตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ ทว่าพอมีโอกาสเขาก็ยังเพียรพยายามจะแอบมุดเข้าไปหา ทว่าทุกครั้งมักจะถูกคว้าคอเสื้อด้านหลังแล้วโยนออกมาข้างนอกเสมอ

เมื่อคืนเขาแอบได้ยินท่านแม่บอกกับท่านพ่อว่า ท่านอาหญิงตัวน้อยนั้นมีผิวพรรณขาวผ่องและน่าเอ็นดูยิ่งนัก หัวใจดวงน้อยของเด็กชายจึงเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนวันนี้เขาถึงกับไม่ยอมนอนตื่นสายเลยทีเดียว

อู๋ซื่อถูกบุตรชายซักถามซ้ำ ๆ จนเริ่มรำคาญ จึงหาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยง “แม่จะไปนึ่งไข่ตุ๋นให้ท่านย่าของเจ้าสักถ้วย เจ้าจงทำตัวเป็นเด็กดีเถิด แล้วอีกประดี๋ยวท่านปู่คงจะยอมให้เจ้าเข้าไปดูเองนั่นแหละ”

ทว่าฟู่เทียนฝูรอคอยต่อไปไม่ไหวแล้ว เขาปีนขึ้นไปเหยียบม้านั่งตัวเล็กแล้วเกาะขอบหน้าต่าง พยายามมองลอดผ่านรอยขาดของกระดาษหน้าต่างเข้าไปข้างใน เขาเห็นเพียงผ้าห่มผืนเล็กที่มีรอยปะวางอยู่ แต่ยังไม่ทันจะได้พิจารณาว่าคนข้างในหน้าตาเป็นอย่างไร เขาก็ถูกจับได้เสียก่อน

“ไป ๆ ๆ ออกไปเล่นกับท่านอาของเจ้าข้างนอกไป!”

ฟู่ไป่ว่านและเถียนกุ้ยฮวาต่างตื่นเต้นยินดีจนแทบไม่ได้นอนหลับพักผ่อนตลอดทั้งคืน ตั้งใจว่าจะอาศัยจังหวะที่ลูกสาวตัวน้อยกินอิ่มและหลับไป แอบงีบหลับพักสายตาสักครู่หนึ่ง

จู่ ๆ ฟู่ไป่ว่านก็สะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงกรนของตนเอง เขารีบตำหนิตัวเองในใจว่าจะกรนเสียงดังไม่ได้เด็ดขาด หากทำลูกสาวตกใจตื่นขึ้นมาจะทำอย่างไร? เขาเอื้อมมือไปลูบคลำเด็กน้อยข้างกายตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า

เขาหายจากอาการงัวเงียเป็นปลิดทิ้ง ก่อนจะลืมตาโพลงขึ้นมามองดูด้วยความตกใจ

คนเล่า? ลูกสาวตัวน้อยของเขาหายไปไหนเสียแล้ว!

ทางด้านฟู่จิ่วแทบจะมึนศีรษะเพราะเจ้าเด็กสองคนนี้ โดยเฉพาะคนที่มีน้ำมูกไหลยืดนั่น ที่พยายามยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ตนไม่หยุดหย่อน

“ท่านอาหญิงตัวน้อย ทำไมท่านถึงได้น่าเอ็นดูขนาดนี้กันนะ ให้ข้าขอหอมสักทีหนึ่งได้ไหมขอรับ?”

ฟู่จิ่วถลึงตาใส่เขาอย่างดุเดือด ในใจนางกรีดร้องก้องว่า ‘ไอ้หนู อยู่ห่างจากข้าหน่อยเถิด! ถ้าเจ้ากล้าจูบข้า ข้าจะ... เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร?!’

“เทียนฝู ห้ามหอมน้องสาวข้าเด็ดขาดนะ!”

ฟู่ปาจินวางท่าทางเย็นชา แสดงอำนาจของความเป็นอาอย่างเต็มเปี่ยม แม้เขาจะมีอายุน้อยกว่าหลานชายคนนี้ถึงสองเดือน ทว่าในลำดับญาติเขาย่อมสูงส่งกว่า

“ถ้าอย่างนั้น... ก็ได้ขอรับ ข้าขอเพียงแค่ได้กอดหน่อยก็พอ”

ฟู่จิ่วลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก โชคดีที่จูบแรกของนางทั้งสองชาติภพยังคงรักษาไว้ได้หวุดหวิด

“ปาจิน? เทียนฝู? เจ้าลูกกระต่ายสองตัวนี่ รีบคืนลูกสาวของข้ามาเดี๋ยวนี้!”

ในบ้านยามนี้เหลือเพียงเด็กสองคนนี้เท่านั้น ถ้าไม่ใช่ฝีมือพวกเขาก็คงไม่มีใครกล้าทำเรื่องบ้าระห่ำเช่นนี้อีกแล้ว

พอได้ยินว่าท่านพ่อตื่นขึ้นแล้ว ฟู่จิ่วก็รีบส่งเสียงร้องอ้อแอ้ออกมาสองสามครั้ง เพื่อส่งสัญญาณให้เขาพานางกลับไป นางกังวลเหลือเกินว่าเจ้าถั่วฝักยาวผอมแห้งสองคนนี้จะทำนางร่วงหล่นลงพื้น แขนขาของนางยามนี้อ่อนนิ่มประดุจเส้นบะหมี่ อีกทั้งลำคอก็ยังปวกเปียก หากตกลงไปคงได้กลายเป็นคนพิการทางสมองแน่

ฟู่ไป่ว่านรีบตามเสียงไปจนถึงห้องปีกตะวันตกของฟู่เอ้อร์จิน แล้วรีบชิงตัวลูกสาวกลับคืนมา พร้อมกับพร่ำปลอบประโลมเสียงเบาเพื่อไม่ให้นางร้องไห้

“พวกเจ้าสองคนนี่มัน...” ฟู่ไป่ว่านเตรียมจะดุด่าอย่างรุนแรง แต่ทารกน้อยในอ้อมกอดกลับเริ่มเบะปาก ทำเอาหัวใจของฟู่ไป่ว่านปวดร้าวแทบขาดใจ “โอ๋ ๆ ... จิวจิวเด็กดีของพ่อ พ่อจะพูดเบา ๆ นะลูกนะ”

“พวกเจ้าสองคน...” ครั้งนี้ฟู่ไป่ว่านจงใจลดเสียงให้ต่ำลง ทว่าลูกสาวที่เดิมทีไม่ได้ร้องไห้กลับเริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจขึ้นมาอีก

“ได้ ๆ ๆ พ่อไม่พูดแล้ว พ่อจะพาเจ้าไปหาแม่เพื่อกินนมเดี๋ยวนี้แหละ” คราวนี้ลูกสาวกลับสงบลงและไม่ร้องไห้อีกต่อไป

ฟู่ไป่ว่านรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หรือว่าลูกสาวของเขาจะเป็นเด็กอัจฉริยะมาเกิด? ลืมตาดูโลกได้เพียงสองวันก็ฟังความรู้เรื่องแล้วอย่างนั้นรึ?

แท้จริงแล้วฟู่จิ่วเพียงแค่รู้สึกว่าเด็กชายสองคนนั้นน่ารักดี และไม่ได้มีเจตนาร้ายแอบแฝง นางจึงไม่อยากให้พวกเขาต้องถูกดุเพียงเพราะเรื่องของนาง

ฟู่จิ่วที่ถูกพากลับสู่อ้อมกอดของมารดา ได้รับการป้อนนมอีกมื้อหนึ่ง

“ลูกสาวของเรากำลังมองสิ่งใดอยู่หรือ?” เพียงแค่ลูกสาวมีความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย ฟู่ไป่ว่านก็แสดงท่าทีตื่นตระหนกไปเสียหมด

“นางคงจะกินอิ่มแล้วล่ะ”

ฟู่จิ่วรู้สึกขมขื่นในใจยิ่งนัก ‘ท่านแม่ผู้น่ารักของข้า ข้าไม่ได้เหม่อลอยเพราะอิ่มหรอกนะ แต่ข้าฉี่ราดต่างหาก!’

ฉี่ราด! ลองคิดดูเถิดว่ายอดฝีมือผู้รอบด้านแห่งศตวรรษที่ 22 อย่างนาง กลับต้องมาประสบชะตากรรมฉี่ราดผ้าอ้อมเช่นนี้ ช่างน่าอับอายขายหน้าที่สุด

“จะว่าไปก็ประหลาดนัก ลูกคนก่อน ๆ ข้าไม่ค่อยมีน้ำนมเท่าใดเลย แต่คนนี้กลับมีน้ำนมไหลมาไม่ขาดสาย กินเท่าไหร่ก็ไม่หมด ข้าอยากจะแบ่งให้เจ้าแปดกินบ้างจัง ดูเขาสิ ผอมกะหร่องเหมือนกิ่งไม้แห้งไม่มีผิด”

เถียนกุ้ยฮวาตื่นมาในช่วงเช้าแล้วพบว่าเสื้อผ้าของนางเปียกชุ่มเป็นวงกว้าง นางดีใจมากจึงรีบป้อนนมลูกสาวทันที

ฟู่ไป่ว่านลูบคลำฝ่าเท้าเล็ก ๆ ของบุตรสาวอย่างทะนุถนอม ทำท่าทางคล้ายจะงับเข้าไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู

“ถ้าเจ้าแปดมากิน แล้วลูกสาวของข้าจะเหลือกินอย่างไรเล่า? เขาเติบโตปานนั้นแล้ว จะยังมากินอะไรอีก ให้ลูกสาวของข้ากินเถิด”

เถียนกุ้ยฮวาเพียงแค่เปรยออกมาตามประสา ไม่นึกว่าสามีจะจริงจังถึงเพียงนี้

“เอ๊ะ... ทำไมลูกสาวถึงมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ล่ะ?” ฟู่ไป่ว่านสังเกตเห็นว่าเจ้าก้อนแป้งตัวน้อยกำลังจ้องมองเขาเขม็งไม่วางตา

ฟู่จิ่วเริ่มถอดใจ ความเข้าใจตรงกันระหว่างพ่อลูกที่ใครเขาว่ากันนั่นไม่มีอยู่จริงสินะ? ดูท่าวิธีส่งสายตาจะใช้ไม่ได้ผล ดังนั้นนางจึง...

“แง~”

“ไอ้หยา! ลูกแม่เป็นอะไรไป?” เถียนกุ้ยฮวารีบอุ้มฟู่จิวจิวขึ้นมาพลางตบก้นเบา ๆ เพื่อปลอบขวัญ ทว่าสถานการณ์กลับไม่ดีขึ้นเลย

“กินไม่อิ่มหรือ?” ฟู่ไป่ว่านเริ่มลนลานจนใบหน้าเปลี่ยนสี

เถียนกุ้ยฮวาเลิกเสื้อขึ้นตรวจดูพลางกล่าวว่า “ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นนะ เมื่อครู่ลูกเพิ่งจะแหวะนมออกมา แสดงว่าอิ่มมากแล้ว” และก็เป็นดังที่นางคาด จิวจิวน้อยไม่ยอมดูดนมต่อ

“แล้วจะทำอย่างไรดี? หรือว่านางจะเจ็บปวดที่ตรงไหน?”

“ยอดดวงใจของพ่อ ลูกรักของพ่อ อย่าร้องเลยนะลูก บอกพ่อสิว่าเจ็บที่ใดกัน?”

ฟู่จิ่วตอบในใจว่า ‘ท่านพ่อ ข้าไม่ได้เจ็บป่วย ข้าแค่ฉี่ราดน่ะสิ!’

“แง~ แง~”

โจวซื่อและอู๋ซื่อที่วุ่นวายอยู่ในห้องครัวได้ยินเสียงร้องไห้จ้า ก็หันมาสนทนากันว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ร้องเสียงดังปานนี้ หรือว่านางจะไม่สบาย?”

โจวซื่อกลอกตาด้วยความระอา “ท่านพ่อท่านแม่คลอดลูกมาตั้งกี่คน มีประสบการณ์มากกว่าเจ้าเยอะนัก เจ้าเสนอหน้าเข้าไปตอนนี้จะไม่เป็นการสอดรู้สอดเห็นเกินไปหรือ?”

อู๋ซื่อยิ้มแห้งอย่างจนใจ ทว่าใจของนางลอยเข้าไปอยู่ในห้องนั้นเสียแล้ว “ไข่ตุ๋นน่านะเสร็จได้ที่แล้ว ข้าจะนำไปส่งให้ท่านแม่ก่อนนะ”

โจวซื่อมองตามหลังนางพลางเบะปาก คิดไปว่านางคงจงใจเข้าไปประจบสอพลอเพื่อเอาหน้า ทว่าในใจกลับอดคิดไม่ได้ว่าเด็กคนนั้นคงไม่ได้เป็นอะไรไปจริง ๆ ใช่ไหม?

เมื่ออู๋ซื่อก้าวเข้าไปในห้อง ก็นพบว่าพ่อและแม่สามีกำลังหัวเราะกันอยู่อย่างมีความสุข นางจึงรู้สึกงุนงงไม่น้อย “ท่านพ่อ ท่านแม่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ? เมื่อครู่ข้ายังได้ยินเสียงน้องสาวร้องไห้จ้าอยู่เลย แต่ทำไมพวกท่านถึงได้หัวเราะกันเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ?”

เถียนกุ้ยฮวาเม้มปากพลางชี้ไปที่สามีของตน “ไม่มีอะไรหรอก จิวจิวแค่นางฉี่ราดน่ะ เจ้าเด็กคนนี้ทำให้พ่อนางตกใจจนขวัญกระเจิง นึกว่าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นเสียแล้ว”

อู๋ซื่อหลุดหัวเราะออกมาทันที ไม่ใช่เพียงพ่อสามีเท่านั้น แม้แต่ตัวนางเองเมื่อครู่ก็กังวลจนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

เมื่อมองดูผ้าอ้อมผืนเก่าที่เพิ่งเปลี่ยนออกมา อู๋ซื่อก็เอ่ยขึ้นโดยไม่ลังเล “ท่านพ่อ ส่งมันมาให้ข้าเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะนำไปซักให้เอง แดดจ้าเช่นนี้ ไม่ทันถึงช่วงบ่ายก็คงแห้งสนิทแล้ว”

ยามที่นางคลอดเทียนฝู แม่สามีแม้จะท้องแก่แต่ยังอุตส่าห์คอยปรนนิบัตินางในช่วงอยู่ไฟ ยามนี้ให้นางได้ดูแลแม่สามีและน้องสาวบ้างก็นับเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง

ฟู่จิ่วหันไปมองพี่สะใภ้รองผู้แสนดี พลางคิดในใจว่าช่างเป็นคนดีเหลือเกินจริง ๆ แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังรู้สึกอับอายเหลือคณา

“ข้าจะไปซักเอง” ฟู่ไป่ว่านกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ท่านพ่อ ท่านเป็นชายชาตรีตัวโตจะซักผ้าให้สะอาดหมดจดได้อย่างไร? อีกอย่างริมแม่น้ำก็มีแต่พวกผู้หญิง ท่านไปคงดูไม่สะดวกนัก”

เถียนกุ้ยฮวาพยักหน้าเห็นพ้อง และรู้สึกซาบซึ้งใจในความกตัญญูของลูกสะใภ้ยิ่งนัก “สะใภ้รอง ลำบากเจ้าแล้วนะ”

“ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ ไม่ลำบากแม้แต่นิดเดียว น้องสาวจ๋า... ยิ้มให้พี่สะใภ้รองหน่อยเร็วเข้า พี่จะนำไปซักให้หอมฟุ้งเลยเชียว”

คำขอนี้ช่างง่ายดายนัก ฟู่จิ่วจึงส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้ในทันที เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจคนมองแทบละลาย

“อุ๊ย! ยิ้มแล้วจริง ๆ ด้วย โอ๊ย... พอเจ้ายิ้มหวานเช่นนี้ จะให้พี่สะใภ้รองทำสิ่งใดให้ข้าก็ยอมทั้งนั้น” อู๋ซื่อไม่ได้กล่าวเกินจริง นางมองเด็กหญิงที่ส่งยิ้มพิมพ์ใจแล้วรู้สึกอบอุ่นซาบซ่านไปทั้งหัวใจ

โจวซื่อที่แอบยืนฟังอยู่หน้าประตูถึงกับเบะปากด้วยความริษยา พลางคิดว่าคงมีเพียงสะใภ้รองนี่แหละที่ชอบประจบสอพลอเก่งนัก ทว่าพอนึกถึงการที่ต้องไปซักผ้าอ้อมที่แปดเปื้อนทั้งฉี่และอุจจาระ นางก็ไม่อาจทำใจลงมือทำได้จริง ๆ

แต่ถึงกระนั้นโจวซื่อก็ยังคงเดินตามออกไป เพราะนางเกรงว่าหากอุดอู้อยู่แต่ในบ้านจะถูกพ่อแม่สามีมองว่าขี้เกียจสันหลังยาว อีกอย่างสะใภ้รองก็ทำงานคล่องแคล่วว่องไว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพานางอยู่แล้ว เดินตามไปเฉย ๆ เผื่อว่าจะได้รับผลประโยชน์อันใดติดมือกลับมาบ้าง

อู๋ซื่อทำงานอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว ทั้งไปและกลับใช้เวลาเพียงครู่เดียว แถมยังปลีกเวลาไปโต้เถียงปกป้องชื่อเสียงของพ่อแม่สามีกับพวกสตรีขี้นินทาในหมู่บ้านได้ถึงสี่ห้าคน

ในยามซักผ้าโจวซื่อไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยแม้แต่น้อย ทว่าในยามที่ต้องเปิดศึกปะทะคารม นางกลับพุ่งออกไปยืนประจันหน้าอยู่แถวหน้าสุดเสมอ

สาเหตุที่เกิดการทะเลาะวิวาทกันนั้น เป็นเพราะสตรีปากสว่างบางคนในหมู่บ้านค่อนแคะว่า พ่อแม่สามีอายุอานามล่วงเข้าเลขสี่แล้วแต่ยังริอ่านคลอดลูกอีก บอกว่าแก่ปูนนี้แล้วยังไม่รู้จักอายฟ้าอายดิน คำพูดบางคำนั้นรุนแรงจนยากจะทำใจยอมรับได้จริง ๆ

แม้ว่าบ้านเดิมของโจวซื่อจะไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านหยางชู่นี้ แต่ครั้งนี้นางทนฟังพวกสตรีนิสัยเสียเหล่านั้นไม่ไหวแล้ว หากอู๋ซื่อไม่ช่วยดึงตัวไว้ โจวซื่อคงได้เอาไม้ฟาดหัวคนพวกนั้นจนแตกยับแน่

อู๋ซื่อพยายามดึงรั้งตัวโจวซื่อที่กำลังเดือดดาลไว้ “พี่สะใภ้ พอเถิดเจ้าค่ะ เลิกแล้วต่อกันเถิด”

“จะพอได้อย่างไรกัน! พวกคนไม่รู้จักอาย ตัวเองไม่มีปัญญาคลอดลูกแล้วก็มาตั้งแง่อิจฉาท่านแม่ของข้า แถมยังบังอาจมากล่าวหาว่าน้องสาวของข้ามีปัญหา ข้าว่าพวกเจ้านั่นแหละที่มีปัญหา ทั้งตระกูลเจ้านั่นแหละที่มีปัญหา! ทั้งลูกหลานและบรรพบุรุษเจ้า ขอให้หัวเป็นฝี เท้าเป็นหนอง เน่าเฟะไปชั่วลูกชั่วหลานเลย!”

พวกหญิงแก่กลุ่มนั้นเก่งแต่เพียงฝีปาก พอต้องเผชิญกับการลงมือจริง ๆ ของสองสะใภ้ที่ยังสาวและมีพละกำลังแข็งแรง พวกนางย่อมไม่มีทางสู้ได้

อู๋ซื่อเม้มปากลอบยิ้ม ส่วนโจวซื่อยังคงฟึดฟัดด้วยความโกรธจัด จึงตวาดเสียงดังว่า “หัวเราะอะไรของเจ้า?!”

“พี่สะใภ้... ข้าว่าท่านเองก็เริ่มจะชอบน้องสาวของเราเข้าแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?”

โจวซื่อแสร้งกระแอมไอแก้เก้อ “ใครบอกว่าข้าชอบนางกัน! ถุย ๆ ๆ แต่ข้าก็ไม่ได้บอกว่าไม่ชอบเสียหน่อย เอาเป็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ห้ามนำไปบอกท่านแม่เด็ดขาดนะ!”