LNCrawler

บทที่ 6 นางฟังภาษานกออก

จิวจิว เจ้าก้อนแป้งตัวน้อยผู้มาพร้อมความโชคดี! — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 6 นางฟังภาษานกออก

บทที่ 6 นางฟังภาษานกออก

เมื่อโจวซื่อกำชับอย่างหนักแน่นว่าห้ามบอกความ อู๋ซื่อจึงไม่ได้ปริปากพูดสิ่งใด ทว่าพอทั้งสองคนก้าวเท้ากลับถึงบ้าน เถียนกุ้ยฮวาก็พิจารณาสีหน้าแล้วมองออกในทันที

“สะใภ้รอง... เจ้าไปมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับใครมาหรือ?” เถียนกุ้ยฮวาวางจิวจิวน้อยลงบนที่นอนอย่างเบามือ พลางใช้เศษผ้าที่พวกลูกชายเพิ่งซื้อกลับมาจากตลาดทาบวัดตัวให้เจ้าตัวเล็กอย่างตั้งใจ

“ไม่ใช่ข้าหรอกเจ้าค่ะท่านแม่ เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ต่างหาก นางลงมือไวกว่าข้านัก อ้อ... ท่านแม่ พี่สะใภ้กำชับมาว่าห้ามข้าบอกเรื่องนี้กับท่านเด็ดขาดนะเจ้าคะ”

เถียนกุ้ยฮวาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แม้ลูกสะใภ้คนโตของนางจะเอาแต่ใจและแง่งอนไปบ้างในบางครา ทว่าในยามหน้าสิ่วหน้าขวานนางก็ยังรู้จักเข้าข้างคนในครอบครัว

“เรื่องนี้แม่พอจะรู้แล้วล่ะ คนนอกจะปากหอยปากปูพูดสิ่งใดก็ปล่อยเขาไปเถิด ไม่ต้องไปใส่ใจให้เสียอารมณ์”

อู๋ซื่อรู้สึกเลื่อมใสในตัวแม่สามีผู้นี้ยิ่งนัก แม้เถียนกุ้ยฮวาจะอ่านหนังสือไม่ออกสักตัวเดียว แต่กลับมีความฉลาดหลักแหลมและมองคนทะลุปรุโปร่ง หลายเรื่องเพียงแค่คาดเดานางก็รู้แจ้งเห็นจริงเสียแล้ว

“ทราบแล้วเจ้าค่ะท่านแม่” อู๋ซื่อยิ้มละไม “ท่านแม่... เมื่อครู่ท่านไม่เห็นกับตา ตอนที่คนพวกนั้นพ่นวาจาดูถูกท่านและน้องสาว พี่สะใภ้ใหญ่ดุร้ายราวกับแม่เสือเลยเจ้าค่ะ”

เถียนกุ้ยฮวาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แอบจดบันทึกความดีให้ลูกสะใภ้คนโตไว้ในใจ หากนางไม่ใช่คนที่มีเหตุผลและรู้ว่านิสัยพื้นฐานของลูกสะใภ้คนนี้ไม่ได้เลวร้ายแต่เพียงเปลือกนอก หากเป็นแม่สามีบ้านอื่นที่เลอะเลือน ป่านนี้โจวซื่อคงถูกหย่าขาดและขับไล่ออกจากตระกูลไปนานแล้ว

เถียนกุ้ยฮวาลอบถอนหายใจ เด็กคนนี้เนื้อแท้เป็นเด็กดี เพียงแต่ถูกมารดาผู้เลวร้ายสั่งสอนมาด้วยค่านิยมผิด ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ยังพอจะกล่อมเกลาเยียวยาได้

อู๋ซื่อวางผ้าอ้อมสะอาดที่เพิ่งนำกลับมาจากการซัก พับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อเหลือบเห็นท่าทางของเถียนกุ้ยฮวาที่ทำท่าจะจับเข็ม นางจึงรีบเอ่ยปรามทันที

“โธ่... ท่านแม่ ท่านยังอยู่ในช่วงอยู่ไฟ จะทำงานเย็บปักถักร้อยประณีตเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ เดี๋ยวจะทำให้สายตาพร่ามัวและเสียเอาได้ หากท่านไม่รังเกียจ โปรดปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิดเจ้าค่ะ”

ฝีมือการเย็บปักของอู๋ซื่อนั้นโดดเด่นและวิจิตรมาก ตอนอยู่ที่บ้านเดิมนางเคยใช้ทักษะนี้หาเงินจุนเจือครอบครัวมาตลอด เพราะความเป็นอยู่ที่ยากลำบากบีบคั้นให้นางต้องคิดวิธีหาเงินกลับมาเลี้ยงปากท้องให้ได้มากที่สุด

“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนเจ้าแล้วนะ แต่เจ้าไม่ต้องรีบเร่งส่งงานตัดเย็บของคนอื่นหรือ?”

“ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ เสื้อตัวจิ๋วของน้องสาวเพียงตัวเดียว ไม่ทำให้งานอื่นล่าช้าหรอก คราวนี้ข้าขอสละเวลานอนน้อยลงสักนิดก็คงทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว”

สิ้นเสียงสนทนาของแม่สามีและลูกสะใภ้ เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของฟู่ไป่ว่านก็ดังแว่วมาจากนอกประตู “ดี! ดีจริง ๆ เงินก้อนนี้เราต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี...”

“นั่นสิ นี่ก็จะสิ้นเดือนแล้ว เจ้าห้าควรจะเดินทางกลับมาเสียที ครั้งนี้เราควรให้เงินติดตัวเขาไปเยอะหน่อย ต่อไปเขาจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างอดอยาก บ้านเรามีคนเรียนหนังสือเพียงคนเดียว จะปล่อยให้เขาลำบากไม่ได้เด็ดขาด”

ฟู่ต้าจินถูมือเข้าหากันด้วยความตื่นเต้น พลางหันไปมองเหล่าน้องชายที่เหลือ “ซานจิน เดี๋ยวพวกเราขึ้นเขากันอีกรอบเถอะนะ ดูสิว่าจะไปเจอขุมทรัพย์หรือสมบัติอะไรเพิ่มได้อีกไหม?”

พอได้ยินเรื่องการขึ้นเขา ฟู่จิวจิวที่เดิมทีหลับตาพักผ่อนอยู่ก็พลันลืมตาโตสีดำขลับราวกับเม็ดองุ่นขึ้นมาทันที ก่อนจะเริ่มเบะปากเตรียมแผดเสียงร้องไห้

เมื่อเจ้าตัวเล็กร้องไห้ หัวใจของเถียนกุ้ยฮวาและอู๋ซื่อก็แทบแตกสลาย โดยที่แม่สามีไม่ต้องปริปากสั่ง อู๋ซื่อก็รู้หน้าที่ในทันที “ข้าจะออกไปดูเสียหน่อยว่าพวกผู้ชายโวยวายอะไรกัน ดูสิ... ทำน้องสาวตกใจจนร้องไห้จ้าเลย”

ความจริงแล้ว พวกผู้ชายบ้านฟู่ต่างพากันปิดปากเงียบกริบในทันทีที่ได้ยินเสียงร้องของจิวจิว หากไม่หยุดก็คงไม่ได้ เพราะยามนี้สายตาของฟู่ไป่ว่านนั้นดุดันจนน่าขนลุก

“เลิกโวยวายกันเสียที! ทำน้องสาวตกใจจนขวัญเสียหมดแล้ว เดี๋ยวพ่อจะเตะส่งทีละคนเชียว” ทั้งที่เมื่อครู่นี้เสียงของฟู่ไป่ว่านเองนั่นแหละที่ดังที่สุด

ฟู่ไป่ว่านเห็นว่าเสียงร้องของลูกสาวไม่มีท่าทีจะสงบลง จึงรีบสาวเท้ากลับเข้าไปดูในห้อง ด้วยความเชื่อมั่นว่าลูกสาวตัวน้อยต้องเชื่อฟังเขาที่สุด เพียงแค่เขาอุ้มนางก็ต้องหยุดร้องอย่างแน่นอน

“จิวจิวลูกรัก เป็นอะไรไปหรือลูก?” ฟู่ไป่ว่านเดินสวนกับอู๋ซื่อ จึงส่งสัญญาณให้นางออกไปจัดการเรื่องด้านนอกเสีย

ทางด้านเถียนกุ้ยฮวาส่ายหน้าด้วยความงุนงง “แปลกนัก... ผ้าอ้อมก็ไม่เปียก อุจจาระก็ไม่มี นมก็ไม่ยอมกิน แต่อยู่ดี ๆ นางก็ร้องไห้โยเยขึ้นมาเสียอย่างนั้น”

“หรือว่านางจะป่วย?” ฟู่ไป่ว่านเอ่ยจบก็รีบตบปากตัวเองเบา ๆ ทันที “ถุย ๆ ๆ พูดจาอัปมงคล ลูกสาวของข้าต้องแข็งแรงดีอยู่แล้ว!”

ผู้เฒ่าทั้งสองต่างรนรานด้วยความกังวล ฟู่ไป่ว่านพยายามทั้งอุ้มทั้งปลอบประโลมแต่ก็ไม่ได้ผล ทว่าฟู่จิวจิวนั้นกลับร้อนใจยิ่งกว่าหลายเท่าในความคิด ‘จะขึ้นเขาตอนนี้ไม่ได้นะ! บนเขามีเสือร้าย และตอนนี้มันก็เดินทางมาถึงภูเขาหลังหมู่บ้านแล้วด้วย!’

ถามว่านางรู้ได้อย่างไรน่ะหรือ? ฟู่จิวจิวเหลือบมองไปยังบานหน้าต่างที่ปิดสนิท ด้านนอกนั้นมีนกสองตัวกำลังสื่อสารบอกข่าวแก่กัน

นางเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดจู่ ๆ ตนเองถึงฟังภาษานกออกจนแจ้งแก่ใจ แต่อย่างน้อยก็นับว่าเป็นความสามารถพิเศษประการหนึ่ง ทว่านางไม่รู้ว่ามิติส่วนตัวจากชาติก่อนจะตามมาด้วยหรือไม่ เพราะยามนี้จิตของนางยังไม่สามารถสัมผัสหรือเข้าไปข้างในได้เลย

ฟู่จิวจิวแผดเสียงร้องจนเริ่มเหนื่อยหอบจึงหยุดพักไปเอง หากขืนร้องต่อด้วยร่างกายทารกเช่นนี้นางคงได้สลบไปแน่ ฟู่ไป่ว่านเห็นนางเงียบลงก็คิดเอาเองว่านี่ต้องเป็นเพราะบารมีของตนแท้ ๆ คนอื่นปลอบไม่หาย แต่พออยู่ในอ้อมอกของเขาถึงได้สงบลง

ว่าแล้วเชียว ลูกสาวนี่ดีจริง ๆ ลูกสาวมักจะติดพ่อเป็นธรรมดา

“จิวจิวเด็กดี ไม่ร้องแล้วนะลูก เดี๋ยวพี่ใหญ่กับพี่สามของเจ้าจะขึ้นไปล่าสัตว์บนเขา เพื่อหาเงินมาซื้อของดี ๆ และชุดสวย ๆ ให้เจ้าเยอะแยะเลย”

ในที่สุดก็ได้ยินสิ่งที่รอคอย ฟู่จิวจิวจึงแผดเสียงร้องประท้วงออกมาอีกครั้ง “แง!”

คราวนี้ฟู่ไป่ว่านถึงกับมึนตึ้บจนหมดปัญญาปลอบ จึงพูดโพล่งออกไปตัดปัญหาว่า “โอ๋ ๆ ๆ ถ้าลูกไม่อยากให้ไป งั้นก็ไม่ไป... ไม่ไปแล้วจ้ะ!”

‘ใช่! ห้ามไปเด็ดขาด!’ เสียงร้องของฟู่จิวจิวหยุดชะงักลงทันที

ฟู่ไป่ว่านสูดลมหายใจลึก แล้วหันไปสบตากับภรรยาที่กำลังยืนงุนงงไม่แพ้กัน “เจ้าว่า... จิวจิวของพวกเราจะฟังคำพูดของข้ารู้เรื่องหรือไม่?”

เถียนกุ้ยฮวามองสามีแวบหนึ่งแล้วหลุดหัวเราะออกมา “พูดจาเพ้อเจ้ออะไรกันตาแก่ ลูกสาวท่านจะเก่งกาจปานนั้นได้อย่างไร? เป็นเทพเซียนจุติมาหรือ? นางเพิ่งจะลืมตาดูโลกได้เพียงสองวันเท่านั้น จะฟังภาษาคนออกได้อย่างไร คงเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้นแหละ”

ฟู่ไป่ว่านสูดลมหายใจอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แล้วก้มลงกระซิบกับลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขน “ลูกรัก... พี่ใหญ่กับพี่สามของลูกเขากำลังจะไปบนเขาแล้วนะ”

เพราะฟู่จิวจิวฟังบทสนทนาของพ่อแม่เข้าใจทุกคำ นางจึงฉุกคิดได้ว่าไม่ควรเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเร็วเกินไปนัก มิเช่นนั้นอาจถูกหวาดระแวงว่าเป็นปีศาจมาเกิดได้ นางจึงเลือกที่จะนิ่งเฉยเสีย ฟู่ไป่ว่านมองทารกน้อยที่สงบลงจึงลอบระบายลมหายใจ “อืม... คงบังเอิญจริง ๆ นั่นแหละ”

แม้เขาจะพยายามล้มเลิกความคิดที่ว่าลูกสาวเป็นเด็กอัจฉริยะ แต่เขาก็ยังคงกอดนางไว้ไม่ยอมปล่อยมือ

“ข้าว่าวันนี้อย่าให้เด็กสองคนนั้นขึ้นเขาเลย เดินทางไปกลับตัวตำบลมาก็เหนื่อยล้าแทบขาดใจแล้ว อีกอย่าง... ตั้งแต่ข้าคลอดลูก สะใภ้ใหญ่ก็ยังไม่ยอมโผล่หน้ามาให้เห็นเลย นางคงจะรู้สึกไม่สบายใจเป็นแน่ ยามนี้บ้านเราพอจะมีเงินทองแล้วไม่ใช่หรือ?”

“อืม... แล้วท่านคิดจะทำอย่างไรล่ะ?” เถียนกุ้ยฮวาถามขณะมองดูสามีที่กำลังหยอกล้อทารกน้อยในอ้อมแขน

ดวงตาของลูกสาวช่างใสกระจ่างเป็นประกายเหลือเกิน งดงามจับใจ... ไม่สิ ทั้งจมูก ปาก และใบหูของนางก็น่ารักน่าเอ็นดูไปหมดทุกส่วนในสายตาผู้เป็นพ่อ

“สะใภ้ใหญ่แต่งเข้ามาได้สี่ปีแล้วแต่ยังไร้วี่แววจะมีลูก ยามนี้เราพอจะมีเงินแล้ว ก็ให้เจ้าใหญ่พานางไปตรวจร่างกายกับหมอเสียหน่อยเถิด ไม่มีหญิงใดหรอกที่แต่งงานแล้วจะไม่อยากมีบุตรไว้สืบสกุล”

พอเอ่ยถึงเรื่องของสะใภ้คนโต ฟู่ไป่ว่านก็เริ่มรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมา “ไปหาหมอมาหลายสำนักแล้ว ทุกคนล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่านางมีลูกยาก...”

“ถึงกระนั้นก็ต้องไปลองดูอีกสักครั้ง”

ฟู่ไป่ว่านเห็นพ้อง เขาคิดว่าครั้งนี้หาเงินได้ถึงยี่สิบกว่าตำลึง หากจะแบ่งปันให้ลูกชายคนโตพาลูกสะใภ้ไปรักษาตัวบ้างเขาก็ไม่รู้สึกเสียดายเลย “เมียจ๋า เจ้าลองทายดูสิว่า ครานี้จิวจิวหาเงินเข้าบ้านให้เราได้เท่าไหร่?”

“ตาแก่คนนี้นี่ ลำเอียงไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ ลูกสาวท่านวัน ๆ เอาแต่กินกับนอน จะไปหาเงินทองมาจากที่ใดกัน ระวังให้ดีเถิด หากพวกลูกชายมาได้ยินเข้าจะพาลเสียใจเอาได้”

“ได้ยินก็ช่างประไร นี่คือวาสนาที่ลูกสาวข้านำพามาให้ทั้งนั้น” ฟู่ไป่ว่านไม่ใส่ใจคำเตือน

เถียนกุ้ยฮวาเอื้อมมือมาผลักหน้าสามีออกเบา ๆ “ระวังหนวดเคราของท่านจะทิ่มผิวลูก” พอถูกเตือน ฟู่ไป่ว่านก็รีบหดคางกลับทันที และเขาตัดสินใจในวินาทีนั้นว่าจะต้องโกนหนวดทิ้งเพื่อลูกสาว

เถียนกุ้ยฮวามองดูสามีหยิบก้อนเงินที่มีรอยกัดของฟันออกมาจากอกเสื้อราวกับเล่นมายากล ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “เยอะมากมายขนาดนี้เชียวหรือ?!”

ฟู่ไป่ว่านขยิบตาให้ภรรยาหนึ่งที ก่อนจะหยิบเงินออกมาเพิ่มอีกก้อน “ไม่ใช่แค่ก้อนเดียวหรอกนะ ยังมีอีก!”

รวยแล้ว... รวยแล้ว! เถียนกุ้ยฮวาไม่เคยเห็นเงินก้อนโตขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ลูกสาวคนเล็กของนางมีบุญวาสนาสูงส่งจริง ๆ เกิดมาปุ๊บฐานะทางบ้านก็พลิกผันทันตา ไม่เหมือนพวกพี่ชายที่เกิดมาในยามที่บ้านไม่มีแม้แต่ข้าวสารตกถึงท้อง ต้องทนหิวโหยกันมานับไม่ถ้วน

“ท่านย่า! ข้าอยากเห็นท่านอาหญิง ข้าจะเอาเห็ดป่ามาให้ท่านอาหญิงกิน!”

ทว่าในขณะที่ผู้เฒ่าทั้งสองกำลังยิ้มแย้มเปี่ยมสุข จู่ ๆ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกนั้น