LNCrawler

บทที่ 8 ท่านแม่ของข้านี่เก่งจริง ๆ

จิวจิว เจ้าก้อนแป้งตัวน้อยผู้มาพร้อมความโชคดี! — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 8 ท่านแม่ของข้านี่เก่งจริง ๆ

บทที่ 8 ท่านแม่ของข้านี่เก่งจริง ๆ

"ข้าจะบอกอะไรสักหน่อยนะ เรื่องครึกครื้นน่ะมันก็ใช่ แต่ท่านอย่าตำหนิข้าเลยที่พูดจาไม่รื่นหู"

แม่เฒ่าโจวเหลือบมองทารกในอ้อมกอดของเถียนกุ้ยฮวาแล้วแค่นหัวเราะ "เด็กตัวแค่นี้ อย่าว่าแต่เป็นเด็กผู้หญิงเลย ต่อให้เป็นเด็กผู้ชาย กว่าเขาจะรู้ความ ท่านกับท่านพ่อปู่ก็คงแก่ชราจนเรี่ยวแรงหมดสิ้นกันไปแล้ว"

เถียนกุ้ยฮวาคิดในใจว่าคำพูดนี้ช่างไม่รื่นหูอย่างที่ว่าจริง ๆ หากไม่พูดเสียยังจะดีกว่า

"แม่เฒ่าโจว ที่นี่ไม่มีคนนอกอยู่แล้ว มีอะไรก็พูดกันมาตรง ๆ เถิด"

แม่เฒ่าโจวหลุดขำ พลางตบขาตัวเองฉาดใหญ่ "ถ้าอย่างนั้นข้าขอพูดตรง ๆ เลยแล้วกัน ต้าจินเป็นบุตรชายคนโต ในอนาคตต้องออกแรงช่วยงานไม่น้อย ส่วนคนอื่น ๆ ยังเล็กนัก วันหน้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็คงพึ่งพาไม่ได้"

"เฮ้อ ดูคำพูดท่านสิ เหตุใดจึงพูดเหมือนข้ากับพ่อเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานอย่างนั้นแหละ" เถียนกุ้ยฮวาแสยะยิ้มเย็นด้วยความขุ่นเคือง ใจจริงแทบจะหลุดด่าทอออกมาแล้ว

สามีภรรยาอย่างพวกนางแม้จะอายุไม่น้อย แต่ร่างกายยังคงแข็งแรงกำยำ ทว่านางก็มองออกทะลุปรุโปร่งว่า แม่เฒ่าโจวผู้นี้มาเพื่อขอแบ่งเงินให้ลูกสาวตนเอง

สะใภ้ใหญ่คนนี้ควรถูกตักเตือนเสียบ้าง ในเมื่อแต่งเข้ามาเป็นคนตระกูลฟู่แล้ว นางไม่ได้หวังให้ลูกสะใภ้มาปรนนิบัติดูแลตนเหมือนแม่แท้ ๆ แต่อย่างน้อยก็ควรจะเอาใจใส่ดูแลคนในบ้านฟู่บ้าง ไม่ใช่มีเรื่องอะไรนิดหน่อย ก็วิ่งกลับบ้านเดิมไปเล่าเรื่องภายในบ้านสามีให้คนอื่นฟังจนหมดเปลือกเช่นนี้

รอยยิ้มของแม่เฒ่าโจวแข็งค้างไปชั่วขณะ นางหัวเราะแห้ง ๆ สองครั้ง พลางเอ่ยตะกุกตะกักว่า

"เปล่าหรอก... จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าหมายถึง ในอนาคตท่านสองคนกับเด็กเล็กอีกสองคนนี้ จะต้องพึ่งพาอาศัยสองสามีภรรยาต้าจินไม่ใช่หรือ? โธ่เอ๋ย หว่านพืชเช่นไรย่อมได้ผลเช่นนั้น หว่านมากย่อมได้มาก เมื่อมีผลประโยชน์อันใด ก็ควรแบ่งสันปันส่วนให้ลูก ๆ บ้าง ท่านว่าจริงหรือไม่?"

ฟู่จิวจิวกะพริบตาปริบ ๆ เดิมทีนางก็ไม่ชอบใจยายแก่คนนี้อยู่แล้ว ทั้งคิ้วเชิด ตาเหล่ จมูกบาน แถมพูดจายังเหน็บแนมประชดประชันไม่หยุดหย่อน

ตอนแรกนางนึกว่ายายแก่คนนี้แค่ไม่รักษาความสะอาดส่วนบุคคล แต่ยามนี้ดูท่าจะไม่ใช่แค่เล็บยาวเสียแล้ว แต่แขนก็ยาวด้วย ยาวจนยื่นเข้ามาวุ่นวายในบ้านของพวกนาง และดูท่าว่าการที่พี่สะใภ้ใหญ่ไม่ได้มีใจเป็นหนึ่งเดียวกับคนในบ้าน ก็คงมีส่วนมาจากคำเสี้ยมสอนของนางด้วยเป็นแน่

"แง... แง..."

ฟู่จิวจิวอ้าปากแผดเสียงร้องไห้ดังลั่นใส่หน้าแม่เฒ่าโจวทันที

พอนางร้องไห้ขึ้นมา เรื่องใหญ่ก็เกิดขึ้นทันที เถียนกุ้ยฮวาไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป "มีเรื่องอะไรไว้ค่อยพูดกันวันหลังเถิด ยามนี้ลูกข้าร้องไห้แล้ว"

แม่เฒ่าโจวถลึงตาใส่ฟู่จิวจิวอย่างแค้นเคืองใจ

ลูกบ้านไหนบ้างไม่ร้องไห้ แต่พอเป็นลูกบ้านฟู่ ร้องไห้เพียงไม่กี่ครั้ง กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งบ้านเสียอย่างนั้น

โจวซื่อเห็นท่าไม่ดีจึงรีบดึงแขนมารดาตนเอง "ท่านแม่ พวกเราไปกันเถิดเจ้าค่ะ" นางไม่อยากปล่อยให้เด็กน้อยร้องไห้นานนัก เห็นแล้วรู้สึกสงสารจับใจ

แม่เฒ่าโจวสะบัดมือลูกสาวออกอย่างแรง สายตานั้นเขียวปัดแทบจะเจาะรูบนตัวโจวซื่อให้ได้ พอพ้นประตูบ้านมาได้ นางก็ก่นด่าเสียงเบาว่า "นังตัวไร้ประโยชน์! ข้าอุตส่าห์ช่วยเจ้าทวงสมบัติ แต่เจ้ากลับถอดใจเอาง่าย ๆ นังโง่เอ๊ย วันหน้าถ้าลำบากก็อย่าร้องไห้มาหาข้าแล้วกัน!"

เมื่อแม่เฒ่าโจวพ้นจากบ้านไปแล้ว ฟู่จิวจิวก็หยุดร้องไห้เป็นปลิดทิ้งในทันที

เถียนกุ้ยฮวาทั้งขำทั้งระอาใจ นางใช้นิ้วแตะจมูกเล็ก ๆ ของลูกสาวเบา ๆ "เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์เอ๊ย ร้องไห้ได้ถูกเวลาจริง ๆ เชียว"

แน่นอนว่าเถียนกุ้ยฮวายังคงคิดว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ หรือไม่ก็เป็นเพราะแม่เฒ่าโจวมีสีหน้าบึ้งตึงไม่เป็นมิตร จนทำให้ลูกสาวของนางตกใจจนร้องไห้ออกมา

แม่เฒ่าโจวนั่งรออยู่ในห้องของโจวซื่ออีกพักใหญ่จึงจากไป ไม่รู้ว่าสองแม่ลูกแอบกระซิบกระซาบอะไรกันอีก หลังจากคนจากไปแล้ว เถียนกุ้ยฮวาก็สั่งให้อู๋ซื่อไปเรียกโจวซื่อมาพบ

ในใจของโจวซื่อเต้นระรัวด้วยความกังวล "ท่านแม่เรียกข้าไปทำอะไรหรือ?"

อู๋ซื่อส่ายหน้า "ข้าไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ ท่านไปถึงก็คงรู้เอง"

คำพูดนี้ไม่ต่างอะไรกับไม่ได้พูด โจวซื่อจึงแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอู๋ซื่อเองก็รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะนางไม่รู้ความจริง ๆ

"สะใภ้รอง เจ้าช่วยไปดูสิว่าไก่พวกนั้นมันร้องระงมอะไรกัน หรือว่าพวกมันกำลังทะเลาะกันอยู่?"

เปล่าเลย... พวกมันไม่ได้ทะเลาะกัน แต่กำลังสนทนากันว่า แม่ไก่บ้านจางข้างบ้านกับพ่อไก่บ้านหวังหลังบ้านแอบส่งสายตาให้กันอย่างลับ ๆ ต่างหาก

สัตว์เองก็ขี้นินทาไม่ต่างจากคนนั่นแหละ ตั้งแต่ฟู่จิวจิวสามารถฟังภาษาสัตว์ออก นางก็ได้ยินเรื่องราวซุบซิบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในหมู่บ้าน จากปากของฝูงแม่ไก่ที่บ้านมากมาย

อู๋ซื่อรู้ดีว่าแม่สามีต้องการกันนางออกไปเพื่อคุยธุระส่วนตัว นางจึงตอบรับว่า "อุ๊ย ถ้าอย่างนั้นข้าต้องไปดูเสียหน่อยเจ้าค่ะ"

ฟู่จิวจิวคิดในใจว่า ท่านแม่ของนางนี่เก่งกาจจริง ๆ ต่อหน้าสามีก็อ่อนหวานราวกับสายน้ำ ควบคุมสามีที่อารมณ์ร้อนได้อยู่หมัด ต่อหน้าลูกหลานก็เมตตาแต่ไม่เสียความน่าเกรงขาม จัดการเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างรอบคอบสละสลวย แถมยังไม่ลืมที่จะรักษาหน้าให้พี่สะใภ้ใหญ่ด้วย

โจวซื่อเริ่มรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อย ๆ "ท่านแม่ ท่านเรียกข้ามามีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?"

เถียนกุ้ยฮวายิ้มละไม "ไม่มีอะไรหรอก ช่วงนี้ข้าไม่ค่อยได้ออกไปไหน เลยไม่ค่อยได้เห็นหน้าค่าตาเจ้าเท่าไรนัก"

โจวซื่อรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ จึงรีบอธิบายว่า "ท่านแม่ ข้าอยากมาเยี่ยมน้องสาวตั้งนานแล้วเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่เคยมีลูก จึงเลี้ยงเด็กไม่เป็น ไม่เหมือนสะใภ้รองที่มือไม้คล่องแคล่ว ข้าเกรงว่าจะมาทำให้ท่านต้องวุ่นวายเปล่า ๆ เจ้าค่ะ"

เถียนกุ้ยฮวาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสะใภ้คนโตคิดอะไรอยู่ แต่นางเลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น "เจ้าเป็นเด็กกตัญญู เรื่องนี้ข้ารู้ดี"

ฟู่จิวจิวเบิกตากลมโตมองโจวซื่อ แม้จะเป็นเพียงทารกน้อยที่ดูบริสุทธิ์ แต่การถูกจ้องมองด้วยดวงตาใสกระจ่างเช่นนั้น ก็ทำให้โจวซื่อรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีตื้นขึ้นมามากขึ้นเรื่อย ๆ

"ท่านแม่... สิ่งที่ท่านแม่ของข้าพูดออกมาเมื่อครู่... ไม่ใช่ข้าที่บอกให้ท่านพูดเช่นนั้น ข้าไม่ได้คิดจะมาทวงถามเรื่องเงินทองจริง ๆ นะเจ้าคะ"

"แม่ของเจ้าทำเพื่อพวกเจ้า มันไม่ใช่เรื่องผิดหรอก"

ถอยเพื่อรุก ท่านแม่เก่งจริง ๆ เล่ห์เหลี่ยมสูงส่งนัก ฟู่จิวจิวอยากจะปรบมือให้ท่านแม่เหลือเกิน แต่แขนขาของนางยามนี้ยังไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าใดนัก

เถียนกุ้ยฮวาเห็นลูกสาวส่งยิ้มให้ จึงยิ้มตามด้วยความเอ็นดู

"สะใภ้ใหญ่ บ้านเราได้เงินมาบ้างก็จริง แต่ชีวิตภายหน้ายังอีกยาวไกลนัก วันหน้าจะเป็นอย่างไรก็ไม่แน่นอน เงินทองที่มีต้องใช้ในสิ่งที่จำเป็นที่สุด"

โจวซื่อพยักหน้ารับคำ ทว่าในใจยังคงมีความกังวลแฝงอยู่

"แต่เจ้าวางใจเถิด เรื่องที่เจ้ากับต้าจินควรหาหมอรักษาตัวก็ต้องหา เงินส่วนนี้จำเป็นต้องใช้ แต่ก็อย่าได้รีบร้อนกดดันตัวเองนัก ยามนี้ที่ยังไม่มีบุตร อาจเป็นเพราะวาสนายังมาไม่ถึงก็เป็นได้"

เถียนกุ้ยฮวายกตัวอย่างประกอบ "เจ้าดูข้าสิ เมื่อก่อนอยากได้ลูกสาวใจจะขาด แต่กลับมีลูกชายออกมาตั้งหลายคน รออย่างไรนางก็ไม่มา พอตอนนี้เราไม่ได้คิดเรื่องนั้นแล้ว กลับมีนางขึ้นมาเสียอย่างนั้น ดังนั้นเรื่องบางอย่างบังคับกันไม่ได้จริง ๆ"

ความจริงโจวซื่อไม่ได้คิดเรื่องอื่นไกล เพียงแต่อยากได้เงินเก็บไว้เพิ่มขึ้น หากวันหน้าไม่มีลูกไว้พึ่งพาจริง ๆ นางกับต้าจินจะได้มีความเป็นอยู่ที่ไม่ลำบาก

เมื่อรู้ว่าแม่สามีก็วางแผนเผื่อแผ่ถึงพวกนางด้วย ในใจจึงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที ไม่ว่าคำพูดนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่นางก็ไม่อาจถือสาหาความเรื่องนี้ได้อีกต่อไป

"ท่านแม่..."

"เอาล่ะ เจ้าไปดูสิว่า ไก่พวกนั้นยังร้องระงมอะไรกันอยู่ จิวจิวควรจะนอนพักผ่อนแล้ว อย่าให้เสียงดังรบกวนนางเลย"

ตราบใดที่ยังไม่ได้แยกบ้านกันอยู่ เงินทองย่อมถือเป็นของส่วนรวมที่แบ่งแยกขาดไม่ได้

เถียนกุ้ยฮวาหยอกล้อลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขน "พ่อกับแม่ต้องเก็บเงินไว้ซื้อขนมอร่อย ๆ ให้จิวจิวของแม่กินด้วยนะ"

ทางด้านนอกประตู ฝูงแม่ไก่ถูกอู๋ซื่อไล่ตะเพิดไปจนหมดสิ้น

ฟู่จิวจิวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย นางเพิ่งได้ยินถึงตอนสำคัญพอดีว่า สุนัขบ้านหวงทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ออกลูกมาเป็นลูกของสุนัขบ้านหลิวทางทิศตะวันตก แต่กลับให้สุนัขบ้านหูเป็นพ่อรับสมอ้างเสียอย่างนั้น

นี่มัน... วงการสุนัขวุ่นวายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

เมื่อได้ยินท่านแม่บอกว่าจะซื้อขนมให้ ฟู่จิวจิวในฐานะเด็กดีที่รู้ความ จึงรีบคว้าหัวแม่มือของมารดาไว้แน่น

"โอ้ห... อยากกินขนมหรือลูก? ยามนี้ยังกินไม่ได้นะ ต้องรอให้เจ้าเติบโตกว่านี้อีกหน่อย"

เถียนกุ้ยฮวายิ้มพลางถอนหายใจยาว "ลูกสาวตัวน้อยของแม่ เมื่อไหร่เจ้าจะเติบโตแข็งแรงกันนะ?"

ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว ข้าจะกินเยอะ ๆ จะได้โตไว ๆ

ฟู่จิวจิวซุกศีรษะกับอกมารดา จากนั้นก็ดื่มนมจนอิ่มแปล้

เถียนกุ้ยฮวารู้ดีว่าสามีของตนเป็นคนอารมณ์ร้อน เรื่องนี้ควรให้จบลงที่นางย่อมเป็นการดีที่สุด ดังนั้นเมื่อฟู่ไป่ว่านที่ออกไปส่งข่าวบ้านญาติ ๆ กลับมา นางจึงเลือกที่จะไม่ได้เล่าเรื่องแม่เฒ่าโจวให้เขาฟังแต่อย่างใด