ตอนที่ 9
ตอนที่ 9
“เอาละ ซากหมูที่วางอยู่นี่ เดี๋ยวค่อยหาคนมายกไปเก็บในเรือนเสบียง เจ้าไปพักเถอะ” หม่าซือเจียวออกคำสั่งพลางมองหมูยักษ์ที่นอนแอ้งแม้งอยู่กลางลานบ้านหลังจากศิษย์สายนอกคนนั้นเดินกลับลงเขาไปแล้ว เพราะรู้ดีว่าลำพังแรงเด็กหญิงตัวจ้อยขาสั้นอย่างจูลี่ ไม่มีปัญญาลากหมูตัวเท่าตุ่มน้ำนี่ไปไหนได้แน่
จูลี่หุบยิ้มทันควัน ใบหน้าป้อม ๆ งอลงด้วยความไม่พอใจ นางกอดอกพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างแรง
“อาจารย์ หมูตัวตั้งใหญ่เหตุใดไม่กินเจ้าคะ?” เด็กหญิงประท้วงเสียงแข็ง ของกินวางอยู่ตรงหน้าไม่กิน ดันจะเอาไปเก็บ
“เจ้าอยากกินก็กินเถอะ" หม่าซือเจียวกล่าวอย่างใจกว้าง ก่อนจะหยิบมีดออกมาตัดขาข้างหนึ่งส่งให้จูลี่
เด็กน้อยยังคงหน้างอ
“หมูตัวนี้ศิษย์ล่ามาอย่างยากลำบาก…..” ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งเบา น้ำตาก็คลอเบ้าพร้อมจะไหลออกมาแล้ว
หม่าซือเจียวหนวดกระตุก ยากลำบากตรงไหน เห็นชัดว่าแค่ไปหลับก็ได้สัตว์อสูรมาตัวหนึ่ง
“เจ้าอยากได้แค่ไหนก็เอาไป แต่เก็บเขี้ยวของมันไว้ ข้าจะเอาไว้ปรุงยา” แม้หมูเขี้ยวน้ำเงินนี้จะไม่ใช่สัตว์อสูรมีค่าอะไร แต่สำหรับคนที่ไร้พลังแบบจูลี่ เนื้อของมันคืออาหารชั้นดี สำหรับการบ่มเพาะในภายหน้า “ถ้ายกไม่ไหวก็ขอศิษย์พี่ของเจ้าสักคนมาช่วยก็พอ”
หม่าซือเจียวไม่มีเวลามากพอจะดูแลจูลี่ ดังนั้นอยากทำอะไรก็ทำ ขอแค่ไม่ขวางหูขวางตาก็พอ หมูตัวนี้คิดว่าคงพอให้เด็กหญิงมีเนื้อกินไปอีกนับเดือน
“เจ้าค่ะ” จูลี่ยิ้มอย่างยินดี
พอเห็นว่าหม่าเหล่าซือไปแล้ว จูลี่ก็ออกจากเรือน วิ่งไปหาโมเจีย
ตั้งแต่เข้าสำนักมา คนอื่นเป็นเช่นไรนางไม่อาจรู้ แต่นอกจากอาจารย์แล้วโมเจียเป็นอีกคนหนึ่งที่หยิบยื่นอาหารให้กับนาง
แม้จะเป็นเพียงของเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สำหรับศิษย์รับใช้ที่ต้องใช้แต้มแลกอาหารแล้ว นั่นถือเป็นความใจกว้างของอีกฝ่ายแล้ว
“ศิษย์พี่โมเจีย อยู่หรือไม่เจ้าคะ?” พอมาถึงหน้ากระท่อมของโมเจียจูลี่ก็ตะโกนร้องเสียงดัง
“จูลี่หรือ ไม่ใช่ไปอยู่กับอาจารย์หม่าแล้วหรือ?” โมเจียเดินมาเปิดประตู ก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เจ้าค่ะ พอดีวันนี้ได้หมูมา แต่ข้าทำอาหารไม่เป็น ศิษย์พี่ช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?” ดวงตาของเด็กหญิงเต็มไปด้วยประกายความหวัง
หญิงสาวเห็นเช่นนั้นก็ยิ้ม “ได้สิ”
ความคิดของโมเจียคือเนื้อหมูสามชั้นขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ตามที่ศิษย์แต่ละคนได้รับเป็นประจำในแต่ละเดือน
พอเดินมาถึงเรือนส่วนตัวของหม่าซือเจียวสิ่งที่พบคือหมูตัวหนึ่ง
หมูเขี้ยวน้ำเงินทั้งตัว
“เจ้าจะให้ข้าทำทั้งหมดนี่เลยหรอ?” โมเจียอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าหม่าซือเจียวจะใจกว้างถึงเพียงนี้
จูลี่พยักหน้าหงึกหงัก “เจ้าค่ะ หมดเลยเจ้าค่ะ”
หมูเขี้ยวน้ำเงินทั้งตัวสามารถเอาไปแลกได้ห้าถึงหกสิบแต้ม แต่กลับยอมให้จูลี่เอามาทำอาหารทั้งหมดแบบนี้
โมเจียมีพลังปราณขั้นรากฐานขั้นต้นเท่านั้น นางเคยล่าแค่พวกสัตว์อสูรระดับต่ำจำพวกกระรอกน้ำค้าง กับกระต่ายนิทราเท่านั้น แม้พรสวรรค์จะต่ำเตี่ยเรี่ยดิน ล่าหมูเขี้ยวน้ำเงินไม่ได้ แต่แค่ยกนางทำได้สบายหายห่วง
“หมูตัวขนาดนี้เจ้าคิดจะเอาไปทำอะไร เครื่องปรุงใด ๆ ก็ไม่มี” ปกติโมเจียกินเพียงหมั่นโถว เพื่อเก็บแต้มไว้ซื้อยาเพิ่มพลังปราณ เดือนหนึ่งมีโอกาสได้กินเนื้อแค่วันสองวันเท่านั้น
จูลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังวิ่งเข้าไปยังห้องครัวของอาจารย์ ไม่ช้าก็กลับมาพร้อมเกลือกระปุกหนึ่ง
“ใช่นี่ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ได้ ได้สิ เดี๋ยวข้าจะย่างให้เจ้ากิน"
พูดจบโมเจียก็ลงมือแล่เนื้อหมูออกมาเป็นชิ้น เลือดที่ไหลออกมาก็ใช้โถกระเบื้องมารอง
“เลือดของหมูเขี้ยวน้ำเงินเอาไว้ต้มชุปช่วยให้พลังปราณในร่างกายไหลเวียนได้คล่องขึ้น เจ้าเก็บไว้สิ” โมเจียบอกกับจูลี่
“ศิษย์พี่เอาไปเถิดเจ้าค่ะ” วันนี้นางล่าได้ตัวหนึ่ง พรุ่งนี้นางก็จะล่าได้อีกตัวหนึ่ง หมูตัวตั้งใหญ่ นางจะมีที่เก็บได้อย่างไร
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? เลือดของหมูเขี้ยวน้ำเงินหนึ่งโถ เจ้าเอาไปแลกแต้มได้ห้าแต้มเชียวนะ”
“ศิษย์พี่เอาไปเถิดเจ้าค่ะ” ก่อนหน้านี้จูลี่อาจจะสนใจแต้มอยู่บ้าง เพราะมีไว้แลกข้าว แต่ตอนนี้นางได้แต้มจากอาจารย์ แถมได้รับอนุญาตให้ออกไปล่าสัตว์อสูรได้ทุกวัน นางยังจะสนใจแต้มไปทำไม
โมเจียยิ้มจนตาหยี “พอดีเลย ข้าขาดอีกไม่กี่แต้มก็จะแลกถุงเก็บของได้แล้ว”
“ถุงเก็บของหรือเจ้าคะ?” เด็กหญิงตัวน้อยเอียงคอถามด้วยความสงสัย
“ใช่สิ ใช้สามร้อยแต้ม เจ้าก็แลกถุงเก็บของได้ถุงหนึ่ง นี่ใกล้ครบแล้ว" โมเจียยิ้มอย่างภูมิใจ ที่ผ่านมานางประหยัดอดออมอย่างมากเพื่อที่จะได้ถุงเก็บของมาครอบครอง
จูลี่นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าไม่ได้พูดอะไร
โมเจียชวนคุยไปพลาง มือก็พลิกชิ้นเนื้อบนกองไฟไปพลาง นางเริ่มร่ายยาวอธิบายระบบแต้มในสำนักให้จูลี่ฟังด้วยความหวังดี เพื่อไม่ให้เด็กน้อยเสียเปรียบคนอื่น
“หมั่นโถวหสึ่งลูกใช้หนึ่งแต้ม งานรับใช้ทั่วไปได้แค่วันละหนึ่งถึงสองแต้ม ส่วนถุงเก็บของใช้สามร้อยแต้ม แล้วหมูที่เราย่างอยู่นี่น่าจะได้ประมาณห้าสิบถึงหกสิบแต้ม”
“เพราะฉะนั้นนะจูลี่ เจ้าเอาหมูตัวตั้งใหญ่มาเผากินเล่นแบบนี้มันฟุ่มเฟือยมากรู้ไหม” โมเจียบ่นอุบ จริง ๆ อยากจะบ่นตั้งแต่ตอนที่บอกให้นางเอาหมูทั้งหมดมาทำอาหารแล้ว แต่เพราะจูลี่เป็นศิษย์ของหม่าเหลือซือ นางจึงไม่สะดวกสอดปาก
ทว่าคำสอนของศิษย์พี่ไม่ได้เข้าหูจูลี่เลยสักนิด ดวงตากลมโตจ้องเป๋งไปที่เนื้อหมูสดรสเกลือที่กำลังถูกย่างจนมันหมูเดือดปูด ๆ หยดลงบนถ่านดัง ซู่ ซู่ กลิ่นหอมโชยเตะจมูกจนน้ำลายของเด็กหญิงสอออกมาราวกับเขื่อนแตก
“ศิษย์พี่ นี่ของท่าน” แบ่งเนื้อชิ้นหนึ่งให้โมเจีย
“ไม่ต้อง ๆ เจ้าให้เลือดข้าแล้ว ข้ามีหมั่นโถว” โมเจียปฏิเสธทันควัน เนื้อพวกนี้ใช้แต้มไม่น้อยเลย
“หากท่านไม่รับ คราวหน้าข้าก็ไม่กล้ารบกวนท่านแล้ว” ใช้งานผู้อื่น ก็ต้องมีสิ่งตอบแทนเป็นเรื่องธรรมดา แถมโมเจียยังช่วยสอนนางหลายเรื่องด้วย
“ได้ข้ารับไว้” โมเจียเอาเนื้อที่ย่างเสร็จมาเก็บไว้อย่างทะนุถนอม
“ท่านเก็บทำไม ข้าให้กินไม่ได้ให้เก็บ” จูลี่เบ้ปาก ก่อนจะหยิบเนื้อที่ย่างเสร็จแล้วส่งเข้าปาก
โมเจีียมองเนื้อด้วยความเสียดาย อยากจะเก็บไว้ใจแทบขาด แต่เจ้าของบอกให้กิน นางก็ไม่กล้าเก็บจริง ๆ แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงเด็กเจ็ดขวบก็ตาม หลังจากจ้องมันอยู่พักใหญ่สุดท้ายก็อ้าปากงับไปคำโต
เนื้อสด ๆ เช่นนี้ นางไม่ได้กินมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้
พลังปราณอ่อน ๆ ล่อเลี้ยงไปตามเส้นชีพจร ทำให้โมเจียรู้สึกเหมือนมีกำลังขึ้นมาเล็กน้อย
โมเจียคิดว่านางกินเท่านี้พอแล้ว ชิ้นแรกยังไม่ทันหมด เด็กหญิงตัวน้อยก็ส่งอีกชิ้นมาวางตรงหน้า
“ศิษย์พี่ อย่าเอาแต่จ้อง เนื้อมีอีกเยอะถ้าท่านกินช้าข้ากินหมดไม่รู้ด้วย” แก้มเล็ก ๆ พองราวกับว่ากำลังจะแตก
“รู้แล้ว” โมเจียกินหมูย่างด้วยความซาบซึ้งใจ ไม่คิดว่าจูลี่จะดีกับตนเองขนาดนี้ กินไปสองชิ้นก็รู้สึกอิ่ม ทว่า….
จูลี่กลับเอาเนื้อย่างอีกหลายชิ้นมาวางตรงหน้า แทบจะเรียกว่าตนเองกินเท่าไหร่ก็ส่งมาให้โมเจียเท่านั้น
“เจ้า เจ้ายังไม่อิ่มอีกหรือ?” โมเจียอึ้ง หมูทั้งตัวนางเอามาทาเกลือทั้งหมด เดิมทีย่างคิดว่าหม่าเหล่าซืออาจจะนำไปทำอะไรสักอย่าง หรือเอาไปเลี้ยงใครสักคนจึงไม่ได้สนใจมากนัก บอกให้นางย่างนางก็ย่าง
“ศิษย์พี่กินน้อยจริง ๆ เลยแบบนี้จะมีแรงได้อย่างไร หากท่านไม่กิน เดี๋ยวข้ากินให้เอง”
ว่าแล้วเด็กหญิงตัวน้อยก็หยิบหมูเขี้ยวน้ำเงินย่างไปไว้ตรงหน้าตนเองจนหมดแล้วนั่งกินอย่างตั้งอกตั้งใจ
ปากของโมเจียอ้าแล้วหุบ อ้าแล้วก็หุบอยู่อย่างนั้น อยากจะกรีดร้องแต่ก็ไม่กล้า
สุดท้ายจึงเห็นว่าจูลี่กินหมูเขี้ยวน้ำเงินทั้งตัวจนหมด
“นั่น นั่นมันแต้มห้าสิบแต้มเลยนะ เท่ากับข้าทำงานทั้งเดือนเลยนะ”