ตอนที่ 99
ตอนที่ 99
จูลี่เห็นสีหน้าของอาจารย์ไม่ค่อยดี จึงรีบเรียบเรียงเรื่องราวอยู่ครู่หนึ่ง
“พวกเขาสงสัยว่าศิษย์เป็นคนตระกูลโม่ จึงจับศิษย์ไปตรวจสอบเจ้าค่ะ พวกเขาใช้ศิลาตรวจกระดูกกับศิลาวัดรากฐาน แล้วก็ค้นตัวศิษย์หลายรอบ แต่ไม่พบอะไร ก็เลยปล่อยตัวเจ้าค่ะ”
เรื่องที่เล่าออกมาล้วนเป็นความจริง เพียงแต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดเท่านั้น
เรื่องแหวนมิติ บอกไม่ได้ เรื่องช่วยพ่อบ้านอู่กับคนอีกสองคน ยิ่งบอกไม่ได้ ส่วนเรื่องที่รากปราณปฐพีของตระกูลเว่ยเข้าไปอยู่ในแหวนได้อย่างไรนั้น แม้แต่ตัวนางเองยังไม่รู้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบอกเช่นกัน
เฟิงอู๋จี้ถามต่อ “พวกเขาไม่ได้ทำร้ายเจ้าหรือ”
“คิดจะฆ่าเจ้าค่ะ แต่เปลี่ยนใจ เพราะกลัวอาจารย์ไปทวงแค้นเจ้าค่ะ”
“ไม่ได้บังคับให้เจ้ากินยาหรือวางสิ่งใดไว้ในร่างกายของเจ้าใช่หรือไม่”
จูลี่ส่ายหน้า “ไม่มีเจ้าค่ะ พวกเขาให้ข้ากินแต่ข้าว ขาหมู ไก่ย่าง ซาลาเปา แล้วก็ขนมถั่ว”
หลินซางไห่พยักหน้าช้า ๆ
อย่างน้อยตระกูลเว่ยก็ยังไม่เสียสติถึงขั้นทำร้ายศิษย์สายตรงของสำนักชิงเฟิง มิฉะนั้นเรื่องนี้คงไม่อาจจบลงง่าย ๆ
หม่าซือเจียวมองสำรวจจูลี่อีกครั้ง ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่นิ้วทั้งสิบของนาง
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วขมวดคิ้ว
“แหวนเก็บของของเจ้าเล่า”
จูลี่ก้มมองมือตัวเอง
ตอนออกจากสำนัก นอกจากแหวนสีดำ นางยังสวมแหวนเก็บของติดนิ้วไปอีกหลายวง แต่ตอนนี้บนนิ้วของนางกลับว่างเปล่า ไม่เหลือแม้แต่วงเดียว
โจวหมิงเองก็เพิ่งสังเกตเห็นเช่นกัน “หรือว่าคนตระกูลเว่ยยึดไปแล้ว”
“พวกเขาไม่ได้เอาไปเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นแหวนอยู่ที่ใด”
จูลี่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะคิดคำตอบตามแบบฉบับเด็กเจ็ดขวบออกมา “ข้ากลืนลงท้องไปแล้วเจ้าค่ะ”
ทั่วทั้งลานเงียบกริบ
หม่าซือเจียวเบิกตากว้าง “เจ้าว่าอะไรนะ”
“ตอนนั้นพวกเขากำลังจะค้นตัวศิษย์ ศิษย์กลัวว่าพวกเขาจะเอาแหวนไป เลยกลืนลงท้องทั้งหมดเจ้าค่ะ”
“ทั้งหมดกี่วง”
จูลี่ยกมือขึ้นนับนิ้ว
“เจ็ด...ไม่สิ แปดวงเจ้าค่ะ”
“เจ้า……” หม่าซือเจียวรู้สึกหน้ามืดจนต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว
แหวนเก็บของไม่ใช่ขนมวงที่อยากกลืนกี่วงก็กลืนได้ แม้ตัวแหวนจะไม่ใหญ่ แต่ทำจากแร่หลอมวิญญาณ เนื้อแข็งยิ่งกว่าเหล็ก หากติดอยู่ในลำไส้ขึ้นมา ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนก็อาจต้องผ่าท้องเอาออก
“เหตุใดเจ้าไม่ทิ้งไว้ในที่ลับ หรือคิดหาวิธีซ่อนอย่างอื่น”
“ตอนนั้นไม่มีเวลาเจ้าค่ะ” นางจึงยัดใส่แหวนมิติทั้งหมด และตอนนี้ก็ยังอยู่ในแหวนมิติโดยมีพ่อบ้านอู่ช่วยดูแล
“แล้วตอนนี้จะทำยังไง จะเอาออกมายังไง”
จูลี่นิ่งคิด นี่เป็นคำถามที่สำคัญอย่างยิ่ง นางก้มมองท้องกลม ๆ ของตัวเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นตอบอย่างจริงจัง
“รอศิษย์อึออกมาก่อน แล้วค่อยเก็บมาให้อาจารย์ดูเจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวแข็งค้าง
โจวหมิงรีบหันหน้าหนี ไหล่ทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อย
ศิษย์หลายร้อยคนที่ยืนอยู่ในลานต่างก้มหน้าพร้อมกัน ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากับผู้อาวุโสแห่งหุบเขาโอสถ
หลินซางไห่ยกมือปิดปาก ไอออกมาสองครั้ง ส่วนเฟิงอู๋จี้เงยหน้ามองท้องฟ้า ราวกับจู่ ๆ เมฆด้านบนก็น่าสนใจขึ้นมาอย่างยิ่ง
หม่าซือเจียวกวาดตามองคนรอบข้าง ก่อนตวาดลั่น “ผู้ใดกล้าหัวเราะ ข้าจะส่งไปตากสมุนไพรที่ผามังกรดำสามเดือน”
บรรดาศิษย์บริเวณนั้นพากันเม้มปากแน่นกว่าเดิม
จูลี่ดึงชายแขนเสื้อของเขาเบา ๆ “อาจารย์เจ้าคะ”
“อะไรอีก”
“ถ้าอาจารย์ไม่อยากเก็บ ให้ศิษย์พี่โจวหมิงช่วยก็ได้เจ้าค่ะ”
โจวหมิงที่กำลังกลั้นหัวเราะอยู่พลันหยุดสั่นทันที “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับข้า”
หลังจากนั้นหม่าซือเจียวลากตัวนางกลับหุบเขาโอสถด้วยตนเอง บังคับให้กินโอสถช่วยย่อยสองเม็ด และสั่งให้โมเจียเฝ้านางตลอดคืน
ส่วนแหวนเก็บของทั้งหมด
สามวันต่อมา จูลี่นำกลับมาให้อาจารย์ครบทุกวง
ไม่มีผู้ใดกล้าถามว่านางนำมันกลับมาได้อย่างไร
หม่าซือเจียวเองก็ไม่ถาม แต่ออกคำสั่ง “เจ้าเอาไปเก็บที่ไหนก็ได้ แต่อย่าใส่ให้ข้าเห็น”
เรื่องตระกูลเว่ยเองก็เงียบหายไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากรากปราณปฐพีหายไปทั้งสาย ตระกูลเว่ยต้องใช้กำลังทั้งหมดเพื่อขนย้ายคนและสมบัติออกจากจวนเดิม ไม่มีเวลามาตามหาเด็กหญิงคนหนึ่งอีก
แต่มีข่าวแววออกมาไม่รู้จริงหรือเท็จว่าตอนตระกูลเว่ยย้ายจวนเกิดเหตุบางอย่างทำให้คนตระกูลเว่ยกว่าครึ่งล้มตาย ทว่าเหตุบางอย่างที่ว่ากลับไม่มีใครบอกว่าคืออะไร
ส่วนสำนักชิงเฟิงก็ไม่ได้ส่งคนไปทวงถาม
เฟิงอู๋จี้เพียงสั่งให้ปิดข่าวเรื่องจูลี่เคยถูกจับตัว และกำชับหม่าซือเจียวให้ดูแลนางให้ดี อย่าปล่อยให้ออกจากสำนักตามลำพังอีก
จากวันนั้น เวลาก็ผ่านไปอย่างสงบ อย่างน้อยจูลี่ก็คิดว่ามันสงบ ชั่วพริบตาเดียว หนึ่งปีก็ผ่านไป จูลี่อายุแปดขวบแล้ว
นางสูงขึ้นเล็กน้อย แก้มยังคงกลมเหมือนเดิม เมื่อต้นปีในที่สุดจูลี่ก็มีชุดศิษย์สายตรงใส่ แม้ตัวจะใหญ่หลวมไปบ้าง ถึงอย่างนั้นก็ดีกว่าชุดศิษย์รับใช้ตัวเก่าอยู่มาก
หลายอย่างเหมือนจะเปลี่ยนไปแต่ไหสุราก็ยังกอดติดตัวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา นางทำประโยชน์ให้หม่าซือเจียวไม่น้อย นอกจากการช่วยเก็บกับสกัดสมุนไพรพิษแล้ว ครั้งหนึ่งนางยังเข้าไปเก็บสมุนไพรในป่าหลังหุบเขา แล้วบังเอิญพบโสมหยกอายุห้าร้อยปีซ่อนอยู่ใต้รังอรพิษมืด
อีกครั้งหนึ่ง นางช่วยจับหนอนกินใบที่กำลังกัดแปลงสมุนไพรจนเสียหาย เพียงแต่ภายหลังทุกคนจึงรู้ว่า สิ่งที่นางเรียกว่าหนอนกินใบคือหนอนไหมหยกหายากซึ่งผู้ฝึกอสูรตามหากันมาหลายสิบปี
นางยังช่วยหม่าซือเจียวชิมโอสถชนิดใหม่หลายครั้ง แม้หม่าซือเจียวจะไม่เคยอนุญาตก็ตาม และแน่นอนว่าไม่ว่าทั้งโอสถดีทั้งโอสถเลวใช้กับจูลี่ไม่ได้ผลสักอย่าง
ประโยชน์ที่นางสร้างมีมากเพียงใด ปัญหาที่ตามมาก็มากเป็นเท่าตัว
โสมหยกห้าร้อยปีถูกพบก็จริง แต่หมูอสรพิษมืดทั้งฝูงไล่ตามนางกลับมาถึงหุบเขาโอสถ ทำเอาคนแตกตื่นกันทั้งสำนัก
หนอนไหมหยกถูกช่วยเอาไว้ก็จริง แต่เพราะจูลี่เลี้ยงพวกมันด้วยใบสมุนไพรระดับสูง หนอนไหมทั้งหมดจึงไม่ยอมกลับไปกินใบไม้ธรรมดาอีก ต่อให้หม่าซือเจียวเอาไม้ตี พวกมันก็ยังนอนนิ่งรออาหารราคาแพงอยู่ในตะกร้า
ส่วนโอสถชนิดใหม่ที่นางแอบชิม
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเหตุใดโอสถเพิ่มพลังจึงทำให้นางหลับติดต่อกันเจ็ดวัน และไม่มีผู้ใดเข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดระหว่างที่นางหลับ พลังปราณเหนือหุบเขาโอสถจึงถูกดูดหายไปเกือบครึ่ง
ตลอดหนึ่งปี หม่าซือเจียวตะโกนคำว่า “จูลี่” มากกว่าชื่อสมุนไพรทุกชนิดรวมกันเสียอีก
แต่ถึงจะโวยวายเพียงใด เขาก็ยังเก็บขนมไว้ในห้องหลอมโอสถให้นางทุกวัน ยามลงจากเขาก็มักซื้อของกินกลับมาฝาก และเมื่อมีผู้ใดพูดว่านางเป็นเพียงเด็กไร้ตบะ เขาจะเป็นคนแรกที่ถลึงตาใส่อีกฝ่าย
จนกระทั่งวันที่สำนักเปิดรับสมัครศิษย์สายนอกและสายในรุ่นใหม่เข้ามา ในขณะที่กำลังมีการคัดเลือกอยู่นั่นเอง
ตูม!!!!!
หลังคาครึ่งหนึ่งปลิวขึ้นไปบนฟ้า ควันสีม่วงพวยพุ่งออกมาปกคลุมทั่วหุบเขา
หม่าซือเจียววิ่งออกมาจากกองควันในสภาพผมตั้ง เสื้อคลุมไหม้ไปครึ่งตัว ก่อนตะโกนเสียงดังจนยอดเขาสั่นสะเทือน
“จูลี่!!!!……..”
ครู่หนึ่ง ศีรษะเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาจากหลังกำแพง “ศิษย์อยู่นี่เจ้าค่ะ”
“เจ้าทำอะไรกับเตาหลอมของข้า”
จูลี่มองเตาหลอมที่เหลือเพียงสามขา แล้วตอบอย่างระมัดระวัง
“ศิษย์เห็นไฟใกล้ดับ จึงช่วยเติมเชื้อเพลิงเจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวก้มมองเศษไม้สีดำที่ตกอยู่ข้างเตา สีหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป
สิ่งนั้นไม่ใช่ฟืนธรรมดา แต่มันคือไม้เพลิงสวรรค์อายุหมื่นปีที่เขาเก็บรักษาไว้ในห้องลับ
“เจ้าเอามันออกมาจากที่ใด”
จูลี่กะพริบตา ก่อนชี้ไปยังกำแพงห้องหลอมโอสถซึ่งพังจนเผยให้เห็นประตูหินบานหนึ่ง
“จากห้องเก็บฟืนของอาจารย์เจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวมองประตูห้องลับที่แม้แต่รองเจ้าสำนักยังเปิดไม่ได้ จากนั้นก็มองเด็กหญิงตัวเล็กตรงหน้า
จูลี่ค่อย ๆ เอาเศษไม้ที่เหลือที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมา
“ยังเหลืออีกท่อนหนึ่ง อาจารย์จะเอาคืนหรือไม่เจ้าคะ”