ตอนที่ 100
ตอนที่ 100
หม่าซือเจียวมองท่อนไม้สีดำในมือจูลี่ ดวงตากระตุกอยู่หลายครั้ง
“เอาคืนหรือไม่เจ้าคะ” เด็กหญิงถามซ้ำด้วยความหวังดี เมื่อเห็นอาจารย์ไม่ตอบ นางจึงยื่นไม้เพลิงสวรรค์ไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย
เปลวไฟสีทองสายหนึ่งลุกขึ้นจากปลายไม้ ชายแขนเสื้อของหม่าซือเจียวติดไฟทันที
“ไฟ ผู้อาวุโสหม่า ไฟติดเสื้อท่านแล้ว” โมเจียรีบคว้าถังน้ำมาสาดใส่
ซ่า
หม่าซือเจียวยืนตัวแข็งอยู่กลางลาน ตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่มีส่วนไหนแห้ง เส้นผมซึ่งเดิมตั้งชี้เพราะแรงระเบิด บัดนี้ลีบแนบอยู่ข้างแก้ม
ท่อนไม้ในมือจูลี่ยังคงลุกไหม้อย่างสงบ นางมองอาจารย์ แล้วหันไปมองโมเจีย
“ศิษย์พี่โมเจีย”
“อะไร”
“น้ำดับไฟสวรรค์ไม่ได้เจ้าค่ะ”
โมเจียก้มมองเปลวไฟสีทองบนท่อนไม้ ก่อนเงยหน้ามองหม่าซือเจียวที่เปียกไปทั้งตัว
นางรู้สึกว่าคำเตือนนี้มาช้าไปเล็กน้อย
“ส่งมาให้ข้า” หม่าซือเจียวคว้าท่อนไม้คืน พลิกมือเรียกกล่องหยกออกมาแล้วผนึกมันไว้ด้านในถึงสามชั้น จากนั้นจึงชี้นิ้วไปยังประตูหินซึ่งโผล่ออกมาจากกำแพงห้องหลอมโอสถ
“เจ้าบอกข้ามา เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีห้องอยู่ด้านหลัง”
“ศิษย์ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“ไม่รู้แล้วเข้าไปได้อย่างไร”
จูลี่ชี้รูขนาดเท่าศีรษะตรงมุมกำแพง “ศิษย์เห็นหนอนไหมหยกมุดเข้าไป จึงตามพวกมันไปเจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวมองรูนั้น แล้วมองร่างกลมป้อมของลูกศิษย์
“เจ้ามุดเข้าไปได้?”
“ตอนแรกไม่ได้เจ้าค่ะ”
“แล้วมุดได้ยังไง”
“ศิษย์จึงขยายรูให้กว้างก็มุดได้แล้วเจ้าค่ะ”
สายตาของทุกคนเลื่อนไปยังกำแพงที่พังลงมาครึ่งแถบอย่างพร้อมเพรียง
หม่าซือเจียวสูดลมหายใจเข้าลึก “แล้วประตูหินละ”
“ศิษย์ผลักเจ้าค่ะ”
“ประตูบานนั้นมีค่ายกลผนึกอยู่เจ็ดชั้น”
จูลี่หันกลับไปมองประตูหินด้วยความประหลาดใจ นางเดินไปลองผลักมันอีกครั้ง
ประตูหินหนักหลายหมื่นจินเคลื่อนออกด้านข้างอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นห้องลับด้านใน
“เปิดได้นี่เจ้าคะ”
หม่าซือเจียวเงียบไป
โมเจียก็หุบปาก
ศิษย์หุบเขาโอสถที่มาช่วยดับไฟต่างยิ่งไม่กล้าพูด
จูลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวปลอบใจอาจารย์
“บางทีค่ายกลอาจลืมปิดประตูก็ได้เจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวหลับตาลง เขาเริ่มคิดถึงวันแรกที่รับเด็กคนนี้เป็นศิษย์
ตอนนั้นเขาคงถูกนางเกาะขาแน่นไม่ยอมปล่อยสะบัดยังไงก็ไม่หลุด แต่ถ้าไม่มีจูลี่งานจัดเก็บสมุนไพรพิษทั้งหลายก็ไม่มีคนจัดการอีก
ทั้งสำนักดันมีอยู่คนเดียวที่ไม่กลัวพิษ
หรือเขาควรส่งนางให้ใครสักคนดูแลหลังจากจัดการงานของเขาเสร็จ
ในขณะที่หม่าซือเจียวกำลังคิดว่าจะส่งลูกศิษย์ตัวเองไปไว้ที่ใดจึงจะสร้างความเสียหายได้น้อยที่สุด เสียงระฆังจากยอดเขาด้านหน้าก็ดังขึ้นสามครั้ง
วันนี้เป็นวันเปิดรับศิษย์รุ่นใหม่ของสำนักชิงเฟิง ด้านหน้าหุบเขาโอสถ ศิษย์ใหม่หลายสิบคนกำลังเดินตามศิษย์พี่ผู้นำทางมาตามเส้นทางหิน
ก่อนออกเดินทาง พวกเขาเพิ่งฟังผู้อาวุโสกล่าวถึงยอดเขาและหุบเขาต่าง ๆ ภายในสำนัก หุบเขาโอสถเดิมมีไว้หลอมโอสถอย่างเดียว แต่เพราะต้องปลูกสมุนไพร ทำหลายอย่างจึงให้ศิษย์รับใช้มาอยู่ที่นี่ ตอนหลังจึงกลายเป็นสถานที่สำหรับให้ศิษย์รับใช้พำนักด้วย
และเพราะที่นี่พื้นที่ส่วนใหญ่มีไว้สำหรับปลูกสมุนไพร ดังนั้นจึงมีสมุนไพรหายากนับไม่ถ้วน มีนักหลอมโอสถที่เก่งกาจ สงบ ร่มรื่น และเข้มงวด
ศิษย์ใหม่หลายคนจึงตั้งใจมาเยี่ยมชมเพื่อทำความคุ้นเคย
เด็กชายในชุดสีน้ำเงินผู้หนึ่งมองหมอกสีขาวซึ่งลอยอยู่เหนือยอดไม้ ก่อนกล่าวกับสหายข้างกาย
“สมกับเป็นหุบเขาโอสถ แม้แต่กลิ่นในอากาศยังแตกต่างจากที่อื่น”
เด็กหญิงข้างกายสูดหายใจเข้า “หอมสมุนไพรจริง ๆ ด้วย”
ศิษย์พี่ผู้นำทางยิ้มเล็กน้อย “หุบเขาโอสถปลูกสมุนไพรหลายพันชนิด ผู้อาวุโสหม่ายังเป็นนักหลอมโอสถอันดับหนึ่งของสำนัก หากพวกเจ้ามีโอกาสได้รับเลือกเข้ามาช่วยงานหม่าเหล่าซือ ย่อมได้เรียนรู้มากกว่าศิษย์ทั่วไปหลายเท่า”
สายตาของศิษย์ใหม่หลายคนเป็นประกายทันที
เด็กชายชุดน้ำเงินเอามือไพล่หลัง เขาคือฉู่จื่ออัน ผู้ได้อันดับหนึ่งจากการทดสอบรากฐานในปีนี้ แม้อายุเพียงสิบเอ็ดปี แต่มีรากฐานดาราระดับสูง จึงได้รับความสนใจจากผู้อาวุโสหลายคน
“ข้าเคยได้ยินว่าผู้อาวุโสหม่าเคร่งครัดอย่างยิ่ง ศิษย์ที่อยู่ใต้การดูแลของเขาคงไม่มีผู้ใดกล้าเกียจคร้าน”
ศิษย์พี่ผู้นำทางอ้าปาก คล้ายอยากกล่าวอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้น เสียงระเบิดก็ดังสนั่นมาจากกลางหุบเขา
ตูม!!!!
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน หลังคาครึ่งหนึ่งหมุนคว้างขึ้นไปบนฟ้า ลอยข้ามศีรษะศิษย์ใหม่ทั้งหมด ก่อนตกลงบนบ่อน้ำด้านหลังเสียงดังโครม
ควันสีม่วงพวยพุ่งขึ้นสูง ฝูงนกในป่าแตกฮือ จากนั้นเสียงตะโกนของหม่าซือเจียวก็ดังตามมา
“จูลี่!!!!!…….” ตามด้วยเสียงตอบโต้อย่างดุเดือดที่ฟังไม่ค่อยได้ศัพท์ของชายชรา และเสียงหวานใสไร้คลื่นอารมณ์ของเด็กหญิงตัวจ้อย
ฉู่จื่ออันยืนแข็งอยู่ที่เดิม
เด็กหญิงข้างกายยกแขนเสื้อปิดจมูก “นี่คือกลิ่นสมุนไพรหรือ”
ศิษย์พี่ผู้นำทางมองควันสีม่วง ก่อนตอบอย่างลังเล “น่าจะมีสมุนไพรอยู่บ้าง”
ขณะทุกคนยังไม่หายตกใจ เงาร่างเล็ก ๆ ก็วิ่งออกมาจากกลุ่มควัน
จูลี่สวมชุดศิษย์สายตรงซึ่งใหญ่กว่าตัวเล็กน้อย ชายเสื้อด้านหนึ่งมีรอยไหม้ ใบหน้าเปื้อนเขม่าดำ ไหสุราถูกกอดแนบอก ส่วนมืออีกข้างถือตะกร้าหนอนไหมหยก
หนอนไหมอ้วนสีขาวหลายตัวชะโงกศีรษะออกมาจากขอบตะกร้า ในปากยังคาบใบสมุนไพรอยู่
หม่าซือเจียวไล่ตามออกมาด้านหลัง “หยุดเดี๋ยวนี้”
จูลี่หยุดทันที หันกลับไปประสานมืออย่างเรียบร้อย “อาจารย์มีสิ่งใดจะสั่งศิษย์หรือเจ้าคะ”
“ส่งหนอนไหมพวกนั้นมา”
นางก้มมองตะกร้า “พวกมันตกใจเจ้าค่ะ ศิษย์จะพาไปปลอบก่อน”
“พวกมันกินหญ้าวิญญาณแสงจันทร์ของข้าไปสิบสองต้น ยังต้องปลอบอะไรอีก” เอาไม้เพลิงสวรรค์อายุหมื่นปีไปทำฟืนว่าแย่แล้ว เอาสมุนไพรระดับสูงไปเลี้ยงหนอนยิ่งแย่กว่า
หนอนไหมหยกตัวหนึ่งค่อย ๆ คายก้านสมุนไพรในปากทิ้งลงพื้น จากนั้นทุกตัวก็หดศีรษะกลับเข้าไปในตะกร้าพร้อมกัน
จูลี่รีบปิดฝาแล้วซ่อนไว้ด้านหลัง
“อาจารย์จำผิดแล้วเจ้าค่ะ พวกมันกินไปเพียงสิบเอ็ดต้น”
“ต้นที่อยู่ในปากมันเมื่อครู่ไม่นับหรือ”
“มันคายออกมาแล้วเจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวก้าวเข้าไปหา
จูลี่ถอยหลังหนึ่งก้าว
เขาก้าวอีกก้าว
นางก็ถอยอีกก้าว
เมื่อเห็นว่าถอยต่อไปคงชนศิษย์ใหม่ จูลี่จึงเปลี่ยนทิศ วิ่งไปหลบหลังศิษย์พี่ผู้นำทางอย่างคล่องแคล่ว
“อาจารย์เจ้าคะ วันนี้มีแขก อย่าทำให้คนอื่นเห็นเรื่องไม่ดีไม่งามเลยเจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวชะงัก
ศิษย์ใหม่หลายสิบคนพร้อมใจกันก้มหน้าลงทันที ไม่มีผู้ใดอยากยอมรับว่าตนเห็นเรื่องไม่ดีไม่งามไปหมดแล้ว