LNCrawler

ตอนที่ 101

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 101

หม่าซือเจียวกวาดตามองคนกลุ่มนั้น สีหน้าของเขาค่อย ๆ กลับคืนสู่ความสงบ แม้เสื้อคลุมจะไหม้ไปครึ่งหนึ่ง ผมเปียกแนบหน้า และคิ้วด้านซ้ายหายไปเล็กน้อย แต่ท่าทางยังคงสง่างามสมกับเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักใหญ่

“พวกเจ้าคือศิษย์รุ่นใหม่?”

“ขอรับ”

ทุกคนประสานมือคารวะพร้อมกัน ฉู่จื่ออันอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองจูลี่ เด็กหญิงตัวเล็กผู้นี้เรียกผู้อาวุโสหม่าว่าอาจารย์ ทั้งยังสวมชุดศิษย์สายตรง

แต่เมื่อเขาลองสัมผัสพลังปราณจากตัวนาง กลับไม่พบอะไรเลย

นางดูคล้ายเด็กธรรมดาที่ไม่เคยเริ่มบ่มเพาะด้วยซ้ำ

“ท่านผู้อาวุโส” ฉู่จื่ออันเอ่ยขึ้น “เมื่อครู่เกิดเตาระเบิดหรือขอรับ มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือไม่”

หม่าซือเจียวตอบอย่างราบเรียบ “เป็นเพียงความผิดพลาดเล็กน้อยระหว่างหลอมโอสถ ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง”

เสียงกำแพงห้องหลอมโอสถถล่มลงมาอีกครึ่งแถบดังครืน

ทุกคนหันไปมองอย่างพร้อมเพียง

หม่าซือเจียวกล่าวต่อโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “เล็กน้อย”

จูลี่พยักหน้าสนับสนุน “เตายังเหลืออีกตั้งสามขาเจ้าค่ะ”

เดิมเตาหลอมมีสี่ขา

ฉู่จื่ออันไม่รู้ว่าควรพูดต่อหรือไม่

ศิษย์พี่ผู้นำทางรีบกระแอม “นางคือศิษย์พี่ของพวกเจ้า นามว่าจูลี่ เป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสหม่า”

ศิษย์ใหม่ทั้งหมดหันไปมองนางอีกครั้ง

บางคนประหลาดใจ บางคนสงสัย บางคนเผยความอิจฉาออกมาอย่างปิดไม่มิด

จูลี่อายุเพียงแปดขวบ ทั้งยังไม่มีคลื่นพลังปราณ เหตุใดจึงได้เป็นศิษย์สายตรงก่อนพวกเขา

จูลี่เห็นทุกคนมองตน จึงคิดว่าศิษย์พี่ผู้นำทางต้องการให้นางกล่าวอะไรสักอย่าง นางประสานมืออย่างมีมารยาท

“ยินดีที่ได้พบทุกคน หากผู้ใดมีของกิน สามารถนำมาฝากข้าได้”

ศิษย์พี่ผู้นำทางรีบกระซิบ “เจ้าต้องบอกว่าหากมีปัญหาให้มาขอคำชี้แนะจากเจ้า”

“แต่ข้าชี้แนะใครไม่เป็นเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดเรื่องของกิน”

จูลี่พยักหน้า ก่อนแก้คำพูดใหม่

“หากผู้ใดมีปัญหา อย่ามาหาข้า แต่ของกินนำมาได้”

หม่าซือเจียวยกมือกุมหน้าผาก เดิมเขาคิดจะลงโทษนางให้คัดตำราสมุนไพรหนึ่งร้อยจบ แต่จูลี่เขียนอักษรช้ามาก หากให้นางคัดจริง คนที่ต้องนั่งเฝ้าคงเป็นโมเจีย

จะกักบริเวณก็ไม่ได้ เพราะห้องลับซึ่งเก็บไม้เพลิงสวรรค์ยังเอานางไม่อยู่ ไม่รู้เขาไปเก็บได้ตัวอะไรมา

จะส่งไปช่วยโรงครัวก็ยิ่งไม่ได้ แค่เห็นปริมาณการกินแล้ว เสบียงอาจจะหมดภายในเวลาไม่ถึงเดือน

หม่าซือเจียวมองศิษย์ใหม่ตรงหน้า จากนั้นก็มองลูกศิษย์ของตนเอง ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นมา

จูลี่เห็นสายตาของเขาแล้วรู้สึกไม่ดี นางค่อย ๆ ขยับไปหลบหลังโมเจียที่เพิ่งตามมาถึง แต่หม่าซือเจียวเรียกไว้ก่อน

“จูลี่”

ศีรษะเล็ก ๆ โผล่ออกมาจากด้านหลังโมเจีย “เจ้าคะ”

“เจ้าเข้ามาอยู่ในสำนักได้หนึ่งปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเรียนวิชาพื้นฐานอย่างเป็นระบบใช่หรือไม่”

“อาจารย์เคยสอนแล้วเจ้าค่ะ”

“ข้าเคยสอนอะไรเจ้า”

“สมุนไพรสีแดงส่วนมากกินไม่ได้ สีม่วงต้องดมก่อนกิน ส่วนสีดำห้ามกินต่อหน้าอาจารย์เจ้าค่ะ”

“ข้าไม่เคยสอนประโยคสุดท้าย”

“ศิษย์เรียนรู้ด้วยตนเองเจ้าค่ะ”

หม่าซือเจียวสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ “นับจากวันพรุ่งนี้ เจ้าต้องเข้าเรียนวิชาพื้นฐานพร้อมศิษย์รุ่นใหม่”

จูลี่เบิกตากว้าง “เหตุใดศิษย์ต้องไปด้วยเจ้าคะ”

“เพราะเจ้าเป็นศิษย์สำนักชิงเฟิง”

“แต่ศิษย์เป็นศิษย์สายตรงแล้ว”

“ศิษย์สายตรงก็ต้องเรียน”

“ศิษย์เรียนกับอาจารย์ไม่ได้หรือเจ้าคะ”

“ไม่ได้”

“เหตุใดเล่า”

หม่าซือเจียวชี้ไปยังห้องหลอมโอสถที่เหลือเพียงครึ่งหลัง “เจ้าเห็นข้ามีเวลาว่างนักหรือ?”

เด็กหญิงกระพริบตาปริบ ๆ คิดดูแล้วหม่าซือเจียวก็ไม่ค่อยว่างจริง ๆ แม้จะได้จูลี่มาช่วยงาน ช่วยลดเวลาส่วนที่ยุ่งยากไปมากแล้วก็จริง ทว่าเขาก็ยังค้นคว้าหาโอสถใหม่ ๆ ขึ้นมาอยู่ดี

“แล้วที่แน่ ๆข้าอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักสองสามปี”

รอบข้างเงียบสนิท

จูลี่มองห้องหลอมโอสถ ก่อนหันกลับมามองใบหน้าดำคล้ำของอาจารย์

นางรู้สึกว่าตนควรปลอบเขาสักหน่อย “อาจารย์วางใจเถิดเจ้าค่ะ แม้ท่านจะดูแก่ แต่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ได้อีกห้าปี”

“จูลี่!!!!!……”

เด็กหญิงรีบหลบหลังโมเจียอีกครั้ง

ท้ายที่สุด หม่าซือเจียวประกาศให้นางเข้าเรียนตลอดหนึ่งภาค ห้ามขาดแม้แต่วันเดียว หากอาจารย์ผู้สอนร้องเรียนว่านางไม่ตั้งใจเรียน เขาจะหักขนมหนึ่งมื้อ

จูลี่ซึ่งไม่หวั่นเกรงแม้แต่ทัณฑ์สวรรค์ มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

“อาจารย์….. ลงโทษหนักเกินไปหรือไม่เจ้าคะ”

“หากยังเถียง ข้าจะหักสองมื้อ”

“หนึ่งมื้อเหมาะสมยิ่งแล้วเจ้าค่ะ”

หม่าซือเจียวสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป แม้แขนเสื้อข้างหนึ่งจะไหม้จนเหลือเพียงครึ่งเดียวก็ตาม

จูลี่มองตามแผ่นหลังของเขา กระทั่งแน่ใจว่าอีกฝ่ายเดินห่างออกไปแล้วจึงพึมพำเบา ๆ

“ตาแก่ใจร้าย”

ศิษย์ใหม่ที่อยู่ใกล้ที่สุดหน้าซีดเผือด

ฉู่จื่ออันจ้องนางอย่างตกตะลึง “เมื่อครู่เจ้าเรียกผู้อาวุโสหม่าว่าอะไร”

“ตาแก่”

“เขาเป็นอาจารย์ของเจ้าไม่ใช่หรือ”

“ใช่”

“แล้วเหตุใดจึงเรียกเขาว่าตาแก่”

จูลี่มองเด็กชายตรงหน้าอย่างประหลาด ราวกับคำถามนี้ตอบง่ายมาก “ต่อหน้าเรียกอาจารย์ ลับหลังเรียกตาแก่ ไม่ได้เรียกสลับกันเสียหน่อย”

ฉู่จื่ออันอ้าปากค้าง

เสียงของหม่าซือเจียวดังกลับมาจากอีกฟากของกำแพง “ข้ายังได้ยินอยู่”

จูลี่ชะงักเล็กน้อย ก่อนตะโกนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “อาจารย์เดินทางระวังด้วยนะเจ้าคะ”

“พรุ่งนี้ไปนั่งแถวหน้า”

สีหน้าของจูลี่เปลี่ยนไป นางหันมองศิษย์ใหม่หลายสิบคนช้า ๆ ก่อนถามอย่างจริงจัง “ในหมู่พวกเจ้า ผู้ใดตัวสูงที่สุด”

ฉู่จื่ออันขมวดคิ้ว “เจ้าถามไปทำไม”

จูลี่มองส่วนสูงของเขา แล้วก้าวไปยืนด้านหลังอย่างพอใจ

“พรุ่งนี้ข้าจะนั่งหลังเจ้า”

ฉู่จื่ออันยังไม่ทันปฏิเสธ เสียงหม่าซือเจียวก็ดังข้ามกำแพงมาอีกครั้ง

“จูลี่นั่งหน้าสุดเพียงผู้เดียว ผู้ใดบังนาง หักแต้มสำนักสิบแต้ม”

จูลี่เม้มปากสายตาตาลอกแลก จากนั้นจึงหันไปหาโมเจีย “ศิษย์พี่ ตาแก่ผู้นั้นหูดีขึ้นทุกวันเลยเจ้าค่ะ”

คราวนี้รองเท้าข้างหนึ่งลอยข้ามกำแพงมาตกตรงหน้านางพอดี