LNCrawler

ตอนที่ 102

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 102

เช้าวันรุ่งขึ้น ระฆังบอกเวลาเรียนเพิ่งดังเป็นครั้งแรก จูลี่ก็ถูกโมเจียลากออกจากหุบเขาโอสถแล้ว

เด็กหญิงกอดไหสุราไว้แน่น มืออีกข้างถือห่อกระดาษน้ำมัน ในนั้นมีหมั่นโถวสามลูก ไข่ต้มสองฟอง และเนื้อแห้งหนึ่งกำมือ 

จูลี่วันนี้กลับมาใส่ชุดศิษย์รับใช้ตัวเก่า เพราะชุดศิษย์สายตรงไหม้ไปแล้ว ต้องรอโมเจียเย็บซ่อมให้จึงจะมีใส่อีกครั้ง 

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาล้วนเป็นเช่นนี้ ชุดศิษย์สายตรงใส่ได้ไม่กี่วันก็ต้องซ่อม บางทีซ่อมไม่ได้ต้องรอถึงเดือนเบิกชุดใหม่ จูลี่จึงเป็นศิษย์สายตรงคนเดียวที่มักจะสวมชุดศิษย์รับใช้ 

แม้แต่โจวหมิงที่ตอนนี้ปิดด่านเลื่อนระดับยังสวมชุดศิษย์สายตรงตลอดเวลา

“ศิษย์พี่ พวกเราไปเร็วเกินไปหรือไม่” 

“ไม่เร็ว”

“ฟ้ายังไม่สว่างเลย” เด็กหญิงขยี้ตาสีหน้างัวเงีย

“สว่างแล้ว” โมเจียทั้งลากทั้งดึง ถ้าไม่ติดว่าข้าวของที่จูลี่ถืออยู่คงอุ้มไปแล้ว

จูลี่เงยหน้ามองท้องฟ้าสีเทาหม่น ก่อนชี้นิ้วไปทางดวงอาทิตย์ซึ่งยังไม่โผล่พ้นยอดเขา

“ดวงอาทิตย์ยังไม่มาเจ้าค่ะ”

“มันรู้ว่าเจ้าต้องไปเรียน เลยไม่อยากออกมาดู” โมเจียไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง พร้อมทั้งพูดจาเหมือนปลอบเด็กสามขวบ

จูลี่ครุ่นคิดเล็กน้อย รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง

เมื่อคืนหม่าซือเจียวออกคำสั่งชัดเจน ให้นางไปถึงหอศึกษาเป็นคนแรก หากไปสายแม้เพียงครึ่งก้าวจะหักขนมหนึ่งมื้อ

จูลี่ไม่รู้ว่าครึ่งก้าวนับอย่างไร เพื่อความปลอดภัยจึงยอมให้โมเจียพาออกมาตั้งแต่เช้า

เมื่อทั้งสองเดินมาถึงลานหน้าหอศึกษา ที่นั่นยังไม่มีผู้ใดอยู่เลย แม้แต่ประตูห้องเรียนก็ยังปิดสนิท

โมเจียชี้ไปยังขั้นบันได “นั่งรอตรงนี้”

จูลี่มองประตูที่ปิดอยู่ ก่อนหันกลับไปถาม “ศิษย์พี่ไม่รอเป็นเพื่อนข้าหรือ”

“ข้าต้องกลับไปเก็บซากห้องหลอมโอสถ”

“ถ้าเก็บเสร็จแล้วเล่า”

“สร้างกำแพงใหม่”

“ถ้าสร้างเสร็จแล้วเล่า”

“ซ่อมหลังคา”

“ถ้าซ่อมเสร็จแล้วเล่า”

โมเจียหันมามองนาง “รอเจ้ากลับไปทำพังอีกรอบ” 

จูลี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหยิบไข่ต้มจากห่อกระดาษยื่นให้นาง “ศิษย์พี่เหนื่อยมาก กินเพิ่มสักหน่อยเถิด” 

โมเจียรับไข่มาโดยไม่เกรงใจ “ตั้งใจเรียน อย่าหลับ อย่ากินสมุนไพรของอาจารย์ และอย่ารื้อของในห้อง”

“ข้าจะพยายามเจ้าค่ะ”

“ไม่ใช่พยายาม เจ้าต้องรับปาก”

“หากรับปากแล้วทำไม่ได้ จะกลายเป็นคนไม่รักษาคำพูด”

โมเจียมองใบหน้าจริงจังของเด็กหญิงแล้วรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย

ท้ายที่สุดหญิงสาวก็ทำได้เพียงกำชับว่า “หากมีเรื่องใดเกิดขึ้น ให้ไปตามข้า”

“เรื่องใหญ่เพียงใดจึงต้องไปตามท่าน”

“หากห้องเรียนระเบิด”

“ถ้าเพียงหลังคาหลุดเล่า”

“ก็ไปตามข้า”

“ถ้ากำแพงร้าวเล็กน้อย”

“ไปตามข้า”

โมเจียจากไปด้วยฝีเท้ารวดเร็ว ราวกับกลัวว่าหากอยู่ต่ออีกครู่เดียว นางจะได้ฟังเหตุการณ์สมมติจนครบทุกส่วนของหอศึกษา

จูลี่นั่งรออยู่บนขั้นบันไดอย่างว่าง่าย นางกินหมั่นโถวไปหนึ่งลูก ผ่านไปครู่หนึ่งก็กินอีกหนึ่งลูก

เมื่อกำลังลังเลว่าควรเก็บลูกสุดท้ายไว้กินระหว่างเรียนหรือไม่ เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากทางเดิน

ฉู่จื่ออันปรากฏตัวขึ้นในชุดศิษย์ใหม่เรียบร้อยสะอาดสะอ้าน เส้นผมรวบแน่นด้วยสายรัดสีน้ำเงิน ที่เอวห้อยกระบี่ไม้สำหรับฝึกฝน

เขาตั้งใจมาเป็นคนแรก เพราะผู้อาวุโสในตระกูลเคยสอนว่า ผู้ฝึกตนต้องขยันกว่าผู้อื่นหนึ่งก้าว จึงจะก้าวนำผู้อื่นได้ตลอดไป

ทว่าทันทีที่มาถึง เขาก็เห็นร่างเล็กนั่งเคี้ยวหมั่นโถวอยู่หน้าประตูแล้ว

ฉู่จื่ออันชะงัก “เจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อใด”

จูลี่กลืนหมั่นโถวลงไป “ตอนที่ดวงอาทิตย์ยังไม่อยากตื่น”

เด็กชายเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ซึ่งเพิ่งโผล่พ้นยอดเขา ไม่เข้าใจว่านั่นคือเวลาใดกันแน่

เขาเดินขึ้นบันไดมาหยุดตรงหน้านาง

“เมื่อวานผู้อาวุโสหม่าสั่งให้เจ้านั่งหน้าสุด”

“ข้าจำได้”

“หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ห้องเรียนวุ่นวาย” จากการพบกันเมื่อวานความประทับใจแรกที่ฉู่จื่ออันมีต่อจูลี่คือเด็กดื้อ ดื้อที่เก่งการเถียง 

จูลี่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ข้าก็ไม่ชอบความวุ่นวาย”

ฉู่จื่ออันประหลาดใจกับท่าทีว่าง่ายของนางเล็กน้อย พอเห็นนางนิ่งไป จึงคิดว่านางยอมรับคำสั่งสอนแล้ว เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย

“แต่หากเจ้าตั้งใจเรียน ข้าสามารถช่วยอธิบายในส่วนที่เจ้าไม่เข้าใจได้”

“เจ้ารู้ทุกอย่างหรือ”

“ข้าเรียนวิชาพื้นฐานมาจากตระกูลตั้งแต่อายุห้าขวบ”

จูลี่มองเขาด้วยสายตาเห็นใจ “ลำบากเจ้าแล้ว”

“เรื่องนี้ไม่ถือว่าลำบาก” ฉู่จื่ออันกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ผู้ฝึกตนไม่ควรกลัวความยาก”

“ตอนอายุห้าขวบ ข้ายังนอนกลางวันวันละสองรอบอยู่เลย”

“…”

“ตอนนี้เหลือรอบเดียวแล้ว” 

ฉู่จื่ออันไม่รู้ว่าเหตุใดนางต้องพูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจเช่นนั้น

ผ่านไปไม่นานศิษย์ใหม่คนอื่นก็ทยอยมาถึง เมื่อเห็นจูลี่นั่งอยู่หน้าห้องก่อนแล้ว หลายคนมีสีหน้าประหลาดใจ

หลังเหตุการณ์ในหุบเขาโอสถเมื่อวาน เรื่องศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสหม่ากระจายไปทั่วกลุ่มศิษย์ใหม่แล้ว

บางคนบอกว่านางเป็นญาติห่าง ๆ ของผู้อาวุโสใหญ่ บางคนบอกว่าครอบครัวของนางมอบหินวิญญาณให้สำนักถึงสิบหีบ มิเช่นนั้นด้วยพรสวรรค์และตบะของนาง ไม่มีทางเป็นศิษย์สายตรง

ยังมีคนกล่าวว่าจูลี่เกิดมาพร้อมร่างโอสถ แม้ไม่มีพลังปราณ แต่เลือดหนึ่งหยดสามารถรักษาบาดแผลได้

จูลี่นั่งฟังอยู่ไม่ไกล เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายก็รีบขยับเข้าไปหา

“ผู้ใดบอกว่าเลือดข้ารักษาบาดแผลได้”

เด็กหญิงผู้พูดหน้าซีด “ขะ…ข้าได้ยินผู้อื่นเล่ามา”

“อย่าเชื่อเด็ดขาด”

“เพราะเป็นเรื่องโกหกหรือ”

“เพราะเจาะเลือดเจ็บมาก” ที่สำคัญนางไม่เคยใช้เลือดรักษาใคร

เด็กหญิงคนนั้นรีบถอยไปสองก้าว ประตูห้องเรียนเปิดออกพอดี

อาจารย์ผู้สอนเป็นชายวัยกลางคนแซ่หลัว รูปร่างผอมสูง สีหน้าเคร่งขรึม เขาสอนวิชาพื้นฐานแก่ศิษย์ใหม่มานานกว่ายี่สิบปี เด็กที่ดื้อรั้นเพียงใด เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาล้วนไม่กล้าส่งเสียงดัง

อาจารย์หลัวกวาดตามองศิษย์ทั้งหมด ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่จูลี่

เมื่อคืนเขาได้รับจดหมายจากหม่าซือเจียวถึงสามฉบับ

ฉบับแรกกำชับให้จับตาดูนางเป็นพิเศษ

ฉบับที่สองบอกว่าหากนางหลับ ให้ปลุกทันที

ส่วนฉบับที่สามมีเพียงประโยคเดียว ‘อย่าให้นางเข้าใกล้สิ่งใดที่ติดไฟได้’

อาจารย์หลัวไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้อาวุโสหม่าจึงกังวลนัก เด็กหญิงตรงหน้าตัวเล็กกว่าศิษย์คนอื่นเกือบครึ่ง ใบหน้ากลม ดวงตาใสสะอาด ทั้งยังยืนกอดไหสุราอยู่เงียบ ๆ

ดูอย่างไรก็เป็นเด็กว่าง่ายคนหนึ่ง 

“เข้าห้อง”

ศิษย์ทั้งหมดเรียงแถวเดินเข้าไป

ภายในห้องมีโต๊ะเตี้ยวางเรียงกันห้าแถว ฉู่จื่ออันเลือกที่นั่งตรงกลางแถวแรก ส่วนจูลี่ถูกจัดให้นั่งโต๊ะเดี่ยวหน้าสุด ห่างจากแท่นสอนเพียงสามก้าว

นางลองขยับไปทางซ้าย

อาจารย์หลัวมองตาม

นางจึงขยับกลับมา

“วางของทั้งหมดไว้ข้างโต๊ะ” เขาสั่ง

จูลี่วางไหสุราลง แล้วนำห่อกระดาษน้ำมันออกมาวางข้างกัน

อาจารย์หลัวเห็นหมั่นโถวด้านในจึงขมวดคิ้ว “ระหว่างเรียนห้ามกินอาหาร”

จูลี่หันไปมองฉู่จื่ออันทันที

เด็กชายยืดหลังตรงขึ้น สีหน้าบอกชัดว่าเขาพูดถูก

“หากหิวเล่าเจ้าคะ” นางถาม

“รอจนเลิกเรียน”

“ถ้าหิวมากเล่า”

“ก็ต้องรอ”

“ถ้าหิวจนเป็นลมเล่า”

“ไม่มีผู้ใดเป็นลมเพราะไม่กินอาหารเพียงหนึ่งชั่วยาม”

จูลี่พยักหน้ารับรู้ ก่อนแกะห่อกระดาษ หยิบหมั่นโถวลูกสุดท้ายยัดเข้าปากทั้งลูก

แก้มทั้งสองข้างพองขึ้นทันที

อาจารย์หลัวมองนางนิ่ง

จูลี่รีบเคี้ยวแล้วกลืนลงไป จากนั้นจึงนั่งตัวตรง วางมือทั้งสองข้างไว้บนเข่าอย่างเรียบร้อย

“ตอนนี้ไม่หิวแล้วก็ได้เจ้าค่ะ”

ศิษย์ด้านหลังหลายคนหลุดหัวเราะออกมา

อาจารย์หลัวเคาะไม้บรรทัดลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง ห้องทั้งห้องจึงกลับมาเงียบสนิท

“วันนี้เป็นวันแรก เราจะเริ่มจากการตรวจธาตุ แม้พวกเจ้าจะผ่านการทดสอบรากฐานตอนเข้าสำนักมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ตรวจธาตุประจำตัวกัน”

เมื่อเขาสะบัดแขนเสื้อ ศิลาทรงกลมสูงครึ่งตัวคนก็ปรากฏขึ้นบนแท่น

ผิวศิลาใสราวกับผลึก ตรงกลางมีหมอกสีขาวหมุนวนช้า ๆ

สายตาของศิษย์ทุกคนเป็นประกาย

อาจารย์หลัวเรียกชื่อทีละคน

ศิษย์คนแรกมีธาตุดินระดับกลาง แสงสีน้ำตาลสว่างขึ้นหกส่วน

คนต่อมามีธาตุไม้ระดับล่าง แสงสีเขียวขึ้นเพียงสามส่วน

เมื่อถึงฉู่จื่ออัน เขาก้าวออกไปอย่างมั่นใจ วางฝ่ามือลงบนศิลา

สายลมพลันหมุนวนทั่วห้อง แสงสีเขียวอมฟ้าพุ่งขึ้นเกือบถึงยอดศิลา เสียงอุทานดังขึ้นจากรอบด้านทันที

“ธาตวายุระดับสูง ความบริสุทธิ์เก้าส่วน” อาจารย์หลัวพยักหน้าอย่างพอใจ “ดีมาก”

ฉู่จื่ออันถอนมือออก ก่อนเหลือบมองจูลี่

นางกำลังก้มหน้าใช้ปลายนิ้วเขี่ยเศษหมั่นโถวบนเสื้อ ไม่ทันเห็นผลการทดสอบของเขาแม้แต่น้อย

ความภาคภูมิใจของเด็กชายชะงักอยู่กลางอก

เขากระแอมหนึ่งครั้ง

จูลี่ไม่เงยหน้า

เขากระแอมแรงขึ้นอีกครั้ง

นางจึงหันกลับไป “เจ้าไม่สบายหรือ?”

“ข้าสบายดี”

“อ้อ” จูลี่ร้องขึ้นมาทีหนึ่งแล้วหันกลับไปเก็บเศษหมั่นโถวต่อ

ฉู่จื่ออันกำหมัดแน่น ก่อนเดินกลับไปนั่งด้วยใบหน้าตึงเครียด 

หลังจากศิษย์ทุกคนทดสอบเสร็จ อาจารย์หลัวจึงมองรายชื่อสุดท้าย

“จูลี่”

เด็กหญิงลุกขึ้น อุ้มไหสุราติดมือไปด้วย

“วางไหไว้”

“มันไม่รบกวนเจ้าค่ะ”

“ต้องใช้มือข้างหนึ่งแตะศิลาเท่านั้น”

“อีกข้างยังกอดได้”

อาจารย์หลัวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยอมปล่อยผ่าน “ขึ้นมา”

จูลี่เดินไปหยุดหน้าแท่น วางฝ่ามือเล็ก ๆ ลงบนศิลาวัดรากฐาน

หมอกสีขาวด้านในหยุดหมุน

จากนั้นสีเทาจาง ๆ ก็แผ่ออกมาจากกลางศิลา

ไม่มีแสงเจิดจ้า ไม่มีคลื่นพลังปราณ แม้แต่ความสว่างยังน้อยกว่ารากฐานระดับล่างของศิษย์คนก่อนหลายเท่า

เสียงกระซิบดังขึ้นทันที 

“สีเทาจริงด้วย” ข่าวลือเกี่ยวกับจูลี่ก่อนหน้านี้มีไม่น้อยเลย ศิษย์สายตรงที่ไร้ตบะ รากฐานปุถุชน เป็นแค่คนธรรมดา

“แล้วนางเป็นศิษย์สายตรงได้อย่างไร”

ฉู่จื่ออันขมวดคิ้ว เมื่อวานเขาสัมผัสพลังจากร่างนางไม่ได้ วันนี้ศิลาวัดรากฐานก็แสดงเพียงสีเทา นางยังไม่เคยทะลวงชีพจรจริง ๆ ด้วยซ้ำ

อาจารย์หลัวกลับไม่ได้สนใจเสียงกระซิบ เขาจ้องศิลาตรงหน้าด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

นอกจากรากฐานปุถุชน เป็นศิษย์สายตรงมาหนึ่งปีเต็มยังไร้ตบะ ตรวจสอบธาตุดันไม่มีอีก

เขาควรยกย่องว่านางเป็นอัจฉริยะแห่งความไร้ค่าดีไหม?