ตอนที่ 103
ตอนที่ 103
ตั้งแต่จำความได้จนอายุปูนนี้ ยังไม่เคยเห็นใครไร้ค่าขนาดนี้มาก่อน ขนาดคนธรรมดายังมีธาตุ นี่แม้แต่ธาตุก็ไม่มี
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ตามปกติ เมื่อผู้ทดสอบถอนมือ สีภายในศิลาจะค่อย ๆ จางหายไป ทว่าสีเทาที่เกิดจากจูลี่ไม่เพียงไม่จาง กลับค่อย ๆ แผ่กว้างขึ้นทีละน้อย
มันเริ่มจากกลางศิลา ก่อนกลืนกินแสงสีขาวที่อยู่ภายในอย่างเงียบงัน
อาจารย์หลัวขมวดคิ้ว “ถอนมือออก”
จูลี่รีบยกมือขึ้นทันที
สีเทาหยุดนิ่ง
อาจารย์หลัวก้าวเข้าไปตรวจดูศิลา แล้ววางฝ่ามือลงบนผิวผลึก พลังปราณสายหนึ่งไหลเข้าสู่ด้านใน ตามหลักแล้ว ศิลาควรแสดงธาตุประจำตัวของเขาออกมา
ทว่าหมอกสีเทากลับไม่ขยับแม้แต่น้อย
เขาจึงเพิ่มพลังขึ้นอีกสองส่วน ศิลายังคงไร้การตอบสนอง
เพิ่มอีกสามส่วน สีเทายังคงปกคลุมอยู่ภายในราวกับไม่เคยมีสีอื่นปรากฏขึ้นมาก่อน
สีหน้าของอาจารย์หลัวค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้น
ศิลาตรวจธาตุก้อนนี้ใช้มานานกว่าสามสิบปี ผ่านมือศิษย์มาหลายพันคน แม้จะไม่สามารถตรวจธาตุหายากบางชนิดได้ แต่ไม่เคยถูกผลการทดสอบของผู้ใดทิ้งร่องรอยไว้เช่นนี้
“เมื่อครู่เจ้าทำอะไร”
จูลี่กะพริบตา “วางมือเจ้าค่ะ”
“ข้ารู้ว่าเจ้าวางมือ” อาจารย์หลัวพยายามอดทน “ตอนวางมือ เจ้าถ่ายพลังปราณเข้าไปหรือไม่”
“ไม่ได้ถ่ายเจ้าค่ะ”
“เจ้าดึงพลังออกมาจากศิลาหรือไม่”
จูลี่มองศิลา จากนั้นก็ก้มสำรวจแขนเสื้อของตนเองอย่างละเอียด “ไม่ได้ดึงออกมาเจ้าค่ะ”
“แน่ใจหรือ ในตัวเจ้ามีอะไรอยู่หรือไม่?”
นางล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ ก่อนหยิบเนื้อแห้งชิ้นหนึ่งออกมา “มีเพียงสิ่งนี้เจ้าค่ะ”
สายตาของอาจารย์หลัวหยุดอยู่บนเนื้อแห้ง
“เมื่อครู่ข้าบอกว่าระหว่างเรียนห้ามกินอาหาร”
“ข้ายังไม่ได้กินเจ้าค่ะ เพียงแต่ให้ดูว่ามีอะไรอยู่ในตัวหรือไม่”
กล่าวจบ นางก็เก็บเนื้อแห้งกลับเข้าไปอย่างเสียดาย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะส่งเข้าปาก
อาจารย์หลัวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันกลับไปตรวจศิลาอีกครั้ง
ฉู่จื่ออันซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าจ้องสีเทาภายในศิลาด้วยความสงสัย เขาเคยเห็นศิลาตรวจธาตุในตระกูลมาก่อน แต่ไม่เคยได้ยินว่าผู้ไร้ธาตุสามารถทำให้ศิลาค้างอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้
เด็กชายอดถามไม่ได้ “อาจารย์หลัว ศิลาเสียหรือขอรับ”
“ก่อนหน้านี้ยังใช้งานได้ตามปกติ” ต้องมาเสียพอดีกับเจ้าเด็กไร้ตบะไร้ธาตุนี่หรือ?
“เช่นนั้นอาจเป็นเพราะรากฐานของนางผิดปกติ”
จูลี่หันไปมองเขา “รากฐานของข้าไม่ได้ผิดปกติ”
“ผู้ไม่มีธาตุประจำตัว ทั้งยังทำให้ศิลาตรวจธาตุหยุดทำงาน จะเรียกว่าปกติได้อย่างไร”
“อาจเป็นศิลาที่ผิดปกติก็ได้”
“ทุกคนทดสอบผ่านหมด มีเพียงเจ้าคนเดียว”
กร๊อบ
เสียงแตกร้าวเบา ๆ ดังแทรกขึ้นมากลางประโยค
ทุกคนในห้องเงียบลงพร้อมกัน หันมาจ้องมองศิลาตรวจธาตุเป็นตาเดียว
รอยร้าวเส้นบางปรากฏขึ้นกลางศิลาตรวจธาตุ ไล่จากบริเวณที่จูลี่เคยวางมือไปยังด้านบน
อาจารย์หลัวหน้าเปลี่ยนสี
“ถอยออกไป” เขาสะบัดแขนเสื้อ กางม่านพลังปกคลุมศิลาทั้งก้อนเอาไว้
กร๊อบ
รอยร้าวเส้นที่สองแผ่ออกไปด้านข้าง ตามด้วยเส้นที่สามและเส้นที่สี่ เพียงพริบตาเดียว ผิวผลึกใสก็เต็มไปด้วยรอยร้าวราวใยแมงมุม
ศิษย์ด้านหลังพากันลุกขึ้น บางคนถอยไปติดกำแพง บางคนยกโต๊ะขึ้นมาบังตรงหน้า
มีเพียงจูลี่ที่กอดไหสุรา ถอยออกมาหนึ่งก้าวถ้วน
ศิลาตรวจธาตุสั่นสะเทือนรุนแรง แสงทั้งหมดภายในดับวูบลง เศษหินสีเทาชิ้นเล็กหลุดจากผิวผลึก ตกลงตรงปลายเท้าของเด็กหญิงพอดี
ทั้งห้องเงียบสนิท
จูลี่ก้มมองเศษหิน ก่อนย่อตัวลงเก็บขึ้นมาพิจารณา
“วางลง” อาจารย์หลัวรีบกล่าว
นางวางมันกลับลงบนพื้นทันที
จากนั้นจึงเงยหน้าถามอย่างระมัดระวัง “อาจารย์หลัวเจ้าคะ”
“มีอะไร”
“ศิลาก้อนนี้…ราคาแพงหรือไม่เจ้าคะ”
อาจารย์หลัวมองศิลาแตกร้าวตรงหน้า ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“สามแสนแต้มสำนัก”
มือที่กอดไหสุราอยู่ของจูลี่สั่นเล็กน้อย
สามแสนแต้ม นางขายปลากระบี่เงินไปตั้งมากมาย ยังเก็บแต้มไว้ได้ไม่ถึงเพียงนั้น
เด็กหญิงก้มมองเศษหินบนพื้นอีกครั้ง ก่อนใช้ปลายรองเท้าค่อย ๆ ดันมันออกห่างจากตัว
เศษหินเคลื่อนไปหนึ่งชุ่น
นางดันอีกครั้ง
คราวนี้มันไถลไปหยุดตรงหน้าฉู่จื่ออันพอดี
เด็กชายก้มมองเศษหิน ก่อนเงยหน้ามองนางอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“เจ้าทำอะไร”
“เมื่อครู่เจ้าทดสอบก่อนข้า”
ฉู่จื่ออันลุกพรวด “ตอนข้าถอนมือ ศิลายังดีอยู่”
“อาจร้าวอยู่ด้านใน เพียงยังไม่แสดงออกมา”
“เจ้าเป็นคนสุดท้ายที่แตะมัน”
“ข้าแตะเบามาก”
“ทุกคนเห็นว่าเจ้าทำศิลาแตก”
“ทุกคนเห็นเพียงข้าวางมือ”
ฉู่จื่ออันหน้าแดงขึ้นเรื่อย ๆ “หากไม่ใช่เพราะเจ้า เหตุใดมันจึงแตกตอนเจ้าทดสอบ”
จูลี่ครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนชี้ไปยังศิลา
“มันอาจอายุมากแล้ว”
“ศิลาวิเศษไม่มีอายุขัยเหมือนมนุษย์”
“เช่นนั้นอาจเพราะเมื่อครู่เจ้าปล่อยลมแรงเกินไป”
“นั่นคือพลังธาตุวายุของข้า”
“ลมของเจ้า”
“พลังธาตุวายุ”
“ก็ยังเป็นลมอยู่ดี”
ฉู่จื่ออันหน้าดำหน้าแดงทั้งโกรธทั้งอาย ไม่รู้ควรอธิบายอย่างไรให้นางเข้าใจว่าธาตุวายุกับลมธรรมดาไม่เหมือนกัน
อาจารย์หลัวใช้สองนิ้วกดหว่างคิ้ว “จูลี่ เจ้าคิดจะโยนความผิดให้เขาหรือ”
“ไม่ได้โยนเจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดจึงดันเศษหินไปทางเขา”
“ข้าเพียงคิดว่าพวกเราควรรับผิดชอบร่วมกัน”
“เหตุใดข้าต้องรับผิดชอบร่วมกับเจ้า” ฉู่จื่ออันถามเสียงดัง
จูลี่มองเขาด้วยสายตาจริงใจ “เพราะเจ้าบอกว่าจะช่วยอธิบายในส่วนที่ข้าไม่เข้าใจ”
นางยกมือชี้ไปยังศิลาที่แตกร้าวจนไม่อาจใช้งานได้อีก “ตอนนี้ข้าไม่เข้าใจว่ามันแตกได้อย่างไร”
ฉู่จื่ออันยืนนิ่งอยู่ข้างโต๊ะ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงกล่าวออกมาทีละคำ “ข้าหมายถึงบทเรียน”
“นี่ก็อยู่ในเวลาเรียน”
“ข้าหมายถึงวิชาพื้นฐาน”
“อาจารย์กำลังสอนวิชาพื้นฐานอยู่”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“แล้วเจ้าหมายความเช่นใด”
ฉู่จื่ออันมองใบหน้าซื่อ ๆ ของนาง ความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาตั้งแต่อายุห้าขวบไม่สามารถช่วยเขาตอบคำถามนี้ได้แม้แต่น้อย
ตั้งแต่เกิดมาสิบปีเต็ม เขาเพิ่งเคยเจอคนหน้าด้านหน้าทน แถมยังโยนความผิดซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้คนแรก