LNCrawler

ตอนที่ 104

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 104

“พอได้แล้ว”

อาจารย์หลัวตัดบท ก่อนก้มตรวจศิลาอีกครั้ง

เส้นพลังภายในถูกทำลายจนหมด พลังธาตุที่สะสมไว้หลายสิบปีก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับถูกบางสิ่งกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่น้อย

เขาเหลือบมองจูลี่ เด็กหญิงยังคงไร้พลังปราณ ไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้ได้

“เรื่องนี้ข้าจะรายงานผู้อาวุโสหม่า”

จูลี่รีบกล่าว “อาจารย์ของข้างานยุ่งมากเจ้าค่ะ”

“เสียหายถึงสามแสนแต้ม ต่อให้งานยุ่งเพียงใดก็ต้องมา”

“บางทีศิลาอาจซ่อมได้”

“แก่นพลังด้านในถูกทำลายหมดแล้ว”

“เอาไปต่อกันไม่ได้หรือเจ้าคะ”

“ไม่ได้”

“ใช้กาวเล่า”

“ไม่ได้”

จูลี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปกระซิบกับฉู่จื่ออัน “ตระกูลเจ้าร่ำรวยหรือไม่”

“ไม่เกี่ยวกับเจ้า”

“ตอนนี้อาจเกี่ยวแล้ว”

ฉู่จื่ออันรีบเตะเศษหินกลับไปทางนางทันที

อาจารย์หลัวไม่สนใจทั้งสองอีก เขาหยิบยันต์ส่งสารออกมา แต่ยังไม่ทันจุดไฟ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากหน้าประตู

“เกิดอะไรขึ้น”

ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน

หม่าซือเจียวยืนอยู่หน้าห้อง ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่ง สีหน้าเคร่งขรึม

เมื่อคืนเขาส่งจดหมายมาสามฉบับแล้ว แต่เมื่อตื่นเช้ากลับยังรู้สึกไม่วางใจ จึงเขียนเพิ่มอีกฉบับ

‘หากเกิดเรื่องผิดปกติ ให้แจ้งข้าทันที’

เขาไม่คิดว่าจดหมายยังไม่ทันส่ง เรื่องผิดปกติก็เกิดขึ้นแล้ว

“ผู้ใดทำ”สายตาของหม่าซือเจียวกวาดผ่านห้องเรียน ก่อนหยุดอยู่บนศิลาตรวจธาตุที่แตกร้าว

จูลี่กับฉู่จื่ออันชี้หากันอย่างพร้อมเพียง

“เป็นนางขอรับ”

“ลมของเขาเจ้าค่ะ”

หม่าซือเจียวหลับตาลงช้า ๆ

อาจารย์หลัวรีบรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดโดยย่อ พร้อมบอกถึงหมอกสีเทาที่กลืนพลังธาตุภายในศิลา ทำเอาสีหน้าของหม่าซือเจียวเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เขาก้าวไปตรวจศิลา ก่อนหันมาถามจูลี่ “เจ้ารู้สึกอย่างไรตอนวางมือ”

“ไม่รู้สึกอะไรเจ้าค่ะ”

“ไม่มีพลังไหลเข้าสู่ร่างกาย?”

“ไม่มีเจ้าค่ะ”

“หิวหรือไม่”

จูลี่พยักหน้าทันที “หิวเจ้าค่ะ”

อาจารย์หลัวชะงัก “นางบ่นหิวตั้งแต่ก่อนทดสอบแล้วขอรับ” 

ถ้าจะพูดให้ถูกเรียกว่ากินไม่หยุดมากกว่า 

หม่าซือเจียวเงียบไป ดูเหมือนคำถามนี้จะช่วยอะไรไม่ได้เลย

เขาเก็บเศษหินชิ้นหนึ่งเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วกล่าวกับอาจารย์หลัว “ข้าจะนำกลับไปตรวจสอบ ส่วนค่าเสียหายยังไม่ต้องลงบัญชีผู้ใด”

แน่นอนว่าต้องเรียกเก็บจากเฟิงอู๋จี้ ใครใช้ให้กักบริเวณจูลี่อยู่แต่ในสำนัก เกิดเรื่องขึ้นเขาต้องเป็นคนรับผิดชอบ

จูลี่ผ่อนลมหายใจออกทันที ฉู่จื่ออันก็ผ่อนลมหายใจตาม ก่อนชะงักแล้วหันไปถลึงตาใส่นาง เขาไม่ควรต้องโล่งใจด้วยซ้ำ ถ้านางไม่โยนความผิดให้เขาซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้

“แต่วันนี้ห้ามให้นางแตะอุปกรณ์วิเศษอีก” หม่าซือเจียวกำชับ

อาจารย์หลัวมองตารางเรียนในมือ “วิชาถัดไปคือการชักนำพลังปราณ ต้องใช้ค่ายกลรวมปราณขอรับ”

“ให้นางนั่งดู”

จูลี่ถามทันที “ไม่ต้องเรียนหรือเจ้าคะ”

“ไม่ต้องแตะสิ่งใดทั้งนั้น”

“เช่นนั้นกินเนื้อแห้งได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่ได้”

ใบหน้าของเด็กหญิงผิดหวังลงทันที

หม่าซือเจียวกำลังจะจากไป แต่เมื่อนึกถึงบางอย่างจึงหันกลับมา

“แล้วอย่าให้นางหลับ”

อาจารย์หลัวรับคำอย่างจริงจัง

หลังหม่าซือเจียวจากไป ศิษย์ทุกคนถูกพาไปยังห้องฝึกด้านหลัง

กลางห้องมีค่ายกลรวมปราณขนาดใหญ่ อักขระหลายร้อยตัวสลักอยู่บนพื้น ศิษย์แต่ละคนนั่งประจำตำแหน่ง ส่วนจูลี่ถูกจัดให้นั่งนอกค่ายกล ห่างออกไปถึงสิบก้าว

อาจารย์หลัวยังไม่วางใจ จึงลากโต๊ะมาวางกั้นตรงหน้านางอีกหนึ่งตัว

“นั่งดู ห้ามข้ามมา ห้ามแตะค่ายกล และห้ามหลับ”

“เจ้าค่ะ”

“เนื้อแห้งก็ห้ามกิน”

จูลี่ซึ่งกำลังล้วงมือเข้าแขนเสื้อชะงัก ก่อนดึงมือเปล่ากลับออกมา

เมื่อศิษย์ทุกคนพร้อม อาจารย์หลัวจึงเปิดค่ายกล

อักขระบนพื้นสว่างขึ้นทีละตัว พลังปราณรอบด้านหลั่งไหลเข้ามาในห้อง ฉู่จื่ออันหลับตาลง ไม่นานกระแสลมบาง ๆ ก็เริ่มหมุนวนรอบตัวเขา

จูลี่นั่งมองอยู่ด้านนอกอย่างตั้งใจ

ผ่านไปหนึ่งเค่อ นางเริ่มหาว

อาจารย์หลัวหันมาทันที “ห้ามหลับ”

“ไม่หลับเจ้าค่ะ”

ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ศีรษะเล็ก ๆ ก็ค่อย ๆ ก้มลง

“จูลี่”

นางสะดุ้งตื่น “เจ้าค่ะ”

อาจารย์หลัวจึงหันกลับไปดูศิษย์คนอื่น

ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าจูลี่กำลังดูดพลังปราณรอบตัวเข้าไปอย่างเงียบงัน แสงของค่ายกลสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นอักขระตัวแรกก็ดับลง 

ตามด้วยตัวที่สอง

ตัวที่สาม

กระแสลมรอบตัวฉู่จื่ออันหายวับ เด็กชายลืมตาขึ้นอย่างงุนงง

“เหตุใดพลังปราณจึงหายไป”

อาจารย์หลัวก้มมองค่ายกล สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนไป พลังปราณที่รวบรวมไว้ใต้ห้องเรียนกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังไหลไปในทิศทางเดียวกัน

เขาหันตามกระแสพลังไปช้า ๆ จูลี่นั่งอยู่นอกค่ายกล ศีรษะพิงไหสุรา ดวงตาปิดสนิท

อักขระตัวสุดท้ายดับวูบ

กร๊อบ

รอยร้าวเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นกลางพื้น

อาจารย์หลัวจ้องเด็กหญิงที่เพิ่งถูกกำชับไม่ให้แตะสิ่งใด ก่อนตะโกนสุดเสียง

“จูลี่!!!!!……”

เด็กหญิงสะดุ้งตื่น เงยหน้าขึ้นอย่างงัวเงีย

“เลิกเรียนแล้วหรือเจ้าคะ”

“ยังไม่เลิก” อาจารย์หลัวจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองค่ายกลที่ตอนนี้ดับสนิท “เจ้าไม่ได้แตะมันจริง ๆ หรือ”

“แตะอะไรเจ้าคะ?” เด็กหญิงยังคงสีหน้างุนงง

“เจ้าไม่เห็นหรือว่าค่ายกลหยุดทำงานแล้วนะ”

จูลี่ชี้โต๊ะที่กั้นอยู่ตรงหน้า “ศิษย์นั่งอยู่ด้านนี้ตลอดเลยนะเจ้าคะ”

ฉู่จื่ออันรีบกล่าวสนับสนุน “คราวนี้นางไม่ได้แตะจริง ๆ ขอรับ นางเพียงหลับเท่านั้น”

คำว่าหลับทำให้อาจารย์หลัวนึกถึงคำกำชับของหม่าซือเจียวขึ้นมา

‘อย่าให้นางหลับ’

เขาก้มตรวจรอยร้าวบนพื้นอีกครั้ง แม้ค่ายกลเสียหาย แต่ยังไม่ถึงกับพังทั้งหมด หากซ่อมทัน อย่างมากก็คงเสียแต้มสำนักไม่เท่าไหร่

เมื่อคิดเช่นนั้น สีหน้าของเขาจึงดีขึ้นเล็กน้อย “วันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้ค่อยเรียนต่อ”

จูลี่ลุกขึ้นกอดไหสุราอย่างว่าง่าย “พรุ่งนี้ศิษย์ยังต้องมาอีกหรือเจ้าคะ”

“แน่นอน”

เด็กหญิงพยักหน้ารับ ส่วนอาจารย์หลัวมองค่ายกลที่ยังพอซ่อมได้ แล้วผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

วันรุ่งขึ้น อาจารย์หลัวจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีสอน

ในเมื่อจูลี่แตะสิ่งใดก็เสียหาย เช่นนั้นก็ให้นางเรียนเฉพาะทฤษฎี ไม่ต้องแตะอุปกรณ์วิเศษ ไม่ต้องเข้าใกล้ค่ายกล และยิ่งไม่ต้องชักนำพลังปราณ

วิชาแรกของวันนี้คือพื้นฐานอักขระ

อาจารย์หลัวยืนอยู่หน้าห้อง ใช้พู่กันเขียนอักขระลงบนแผ่นหยกทีละขีด

“อักขระรวมปราณประกอบด้วยเส้นพลังสิบสองส่วน หากวาดผิดแม้แต่ขีดเดียว พลังปราณจะไหลย้อนกลับ อาจทำให้ค่ายกลระเบิดได้”

ศิษย์ทุกคนตั้งใจฟัง มีเพียงจูลี่ที่นั่งอยู่หลังห้อง ศีรษะค่อย ๆ ก้มต่ำลงเรื่อย ๆ

อาจารย์หลัวเหลือบมองนางครั้งหนึ่ง

“ส่วนสำคัญที่สุดคือเส้นนำพลัง ต้องเริ่มจากทิศตะวันออก”

ตุบ

หน้าผากของจูลี่กระแทกลงบนโต๊ะ

ศิษย์หลายคนหันไปมองพร้อมกัน

เด็กหญิงยกศีรษะขึ้น ลูบรอยแดงบนหน้าผาก ก่อนนั่งตัวตรงราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

อาจารย์หลัวกล่าวต่อไปได้ไม่ถึงสิบประโยค ดวงตาของนางก็ปิดลงอีกครั้ง คราวนี้ยังใช้มือข้างหนึ่งประคองแก้มเอาไว้ ดูเผิน ๆ คล้ายกำลังตั้งใจฟังอย่างยิ่ง หากไม่นับเสียงหายใจสม่ำเสมอที่ดังอยู่หน้าห้อง

อาจารย์หลัววางพู่กันลง

“จูลี่”

ไม่มีเสียงตอบ

“จูลี่!!!!!”

เด็กหญิงลืมตาขึ้นทันที “เจ้าค่ะ”

“เมื่อครู่ข้าสอนถึงเรื่องใด”

นางนิ่งไปเล็กน้อย รอฟังเสียงสิ่งมีชีวิตลึกลับในหัวบอก จากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดทีเดียวยาวเหยียด “เส้นนำพลังของอักขระรวมปราณต้องเริ่มจากทิศตะวันออก วนผ่านจุดรวมพลังสามแห่ง แล้วจบที่ตำแหน่งกึ่งกลาง หากสลับตำแหน่งที่สองกับตำแหน่งที่สาม พลังปราณจะไหลย้อนกลับและทำให้ค่ายกลระเบิดเจ้าค่ะ”

อาจารย์หลัวชะงัก

คำตอบไม่เพียงถูกต้อง แต่ยังครบถ้วนกว่าที่เขาเพิ่งอธิบายไปเสียอีก

เขาเหลือบมองไม้เรียวในมือ ก่อนวางมันกลับลงบนโต๊ะอย่างเงียบ ๆ

“ในเมื่อรู้แล้วก็อย่าหลับอีก”

“เจ้าค่ะ” จูลี่นั่งหลังตรงอย่างเชื่อฟัง

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ นางก็หลับอีกครั้ง

อาจารย์หลัวสูดลมหายใจลึก ก่อนจงใจถามเรื่องที่ยากขึ้น

“หากเส้นพลังส่วนที่เจ็ดขาดหายไป จะเกิดสิ่งใด”

จูลี่ยังคงหลับตายิ่งไปครู่หนึ่ง สักพักจึงเปิดปากตอบว่า “ค่ายกลจะยังทำงานได้เจ้าค่ะ เพียงแต่พลังปราณจะรั่วออกทางทิศใต้หนึ่งส่วนในสิบส่วน”

“แล้วจะแก้ไขอย่างไร”

“เติมอักขระผนึกพลังไว้ด้านนอกสองชั้น หากไม่มีแผ่นหยก ใช้กระดองเต่าธาตุดินแทนได้เจ้าค่ะ”

อาจารย์หลัวมองนางอย่างไม่อยากเชื่อ “ผู้ใดสอนเจ้า”

คราวนี้ไม่มีคำตอบ ศีรษะเล็ก ๆ เอียงไปพิงไหสุรา นางหลับสนิทไปแล้วจริง ๆ

ฉู่จื่ออันหันกลับมามอง ก่อนกระซิบกับศิษย์ข้างกาย “นางอาจลืมตาตอนหลับไม่ได้กระมัง”

จูลี่กล่าวขึ้นทั้งที่ยังหลับตา “ข้าได้ยินนะ”

ฉู่จื่ออันรีบหันกลับไปนั่งตรงทันที

อาจารย์หลัวกดขมับตนเอง เขาไม่อาจลงโทษนางฐานไม่ตั้งใจเรียน เพราะทุกคำถามที่ถาม นางตอบได้ทั้งหมด ครั้นจะปล่อยให้นอนต่อ คำกำชับของหม่าซือเจียวก็ยังดังก้องอยู่ในหัว

‘อย่าให้นางหลับ’

เขาเดินไปเก็บไหสุราไปวางไว้ข้างกระดาน

“คราวนี้ข้าจะดูว่าเจ้าจะหลับได้อย่างไร”

จูลี่มองไหสุราของตนอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนวางแขนทั้งสองข้างบนโต๊ะ

อาจารย์หลัวหันกลับไปเขียนอักขระได้เพียงตัวเดียว เมื่อหันมาอีกครั้ง เด็กหญิงก็ฟุบหลับไปเรียบร้อยแล้ว

นางหลับต่อหน้าเขา ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว ทั้งยังใช้ตำราพื้นฐานอักขระที่เขาเพิ่งแจกให้หนุนศีรษะอย่างสบายใจ

อาจารย์หลัวยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง

วันนี้เป็นเพียงวันที่สอง แต่เขาเริ่มสงสัยแล้วว่า ผู้ที่ถูกลงโทษให้มาเรียนหนังสืออาจไม่ใช่จูลี่ แต่เป็นเขาต่างหากที่ต้องมาสอนนาง