ตอนที่ 105
ตอนที่ 105
หลังจากเรียนภาคทฤษฎีติดต่อกันอยู่สี่วัน ในที่สุดอาจารย์หลัวก็เข้าใจเรื่องหนึ่งอย่างถ่องแท้ เด็กคนนี้นิ่งก็หลับ ขยับก็จะกิน
จูลี่สามารถหลับได้ทุกที่
นั่งก็หลับ ยืนก็หลับ คัดตำราอยู่ดี ๆ ก็ใช้พู่กันคาอยู่ในมือแล้วหลับไป กระทั่งถูกเรียกให้ออกไปยืนตอบคำถามหน้าห้อง เด็กหญิงยังตอบเสร็จแล้วหลับต่อได้ทั้งที่ยืนอยู่
เรื่องน่าหงุดหงิดที่สุดคือนางตอบถูกทุกครั้ง
อาจารย์หลัวพยายามถามตั้งแต่พื้นฐานการไหลเวียนพลังปราณ ไปจนถึงตำแหน่งชีพจรสำคัญทั่วร่างกาย จูลี่ตอบได้อย่างคล่องแคล่ว บางครั้งยังตอบเกินกว่าสิ่งที่เขาสอนไปแล้วด้วยซ้ำ
สุดท้ายไม้เรียวในมือของอาจารย์หลัวจึงไม่มีโอกาสได้ทำงาน
ส่วนตำราพื้นฐานที่แจกให้จูลี่ ตอนนี้กลายเป็นหมอนหนุนศีรษะโดยสมบูรณ์แล้ว
เช้าวันที่ห้า อาจารย์หลัวเดินเข้าห้องเรียนพร้อมประกาศว่า
“ภาคทฤษฎีจบลงแล้ว ตั้งแต่วันนี้จะเริ่มฝึกปฏิบัติจริง”
ศิษย์ทั้งหมดพลันมีท่าทางกระตือรือร้นขึ้นมา
แม้ทุกคนในห้องนี้จะปลุกพลังและทะลวงชีพจรเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญแล้ว แต่พื้นฐานของแต่ละคนแตกต่างกัน ศิษย์สายนอกส่วนใหญ่อยู่ระดับรวมปราณ ส่วนศิษย์สายในมีหลายคนที่เริ่มสัมผัสขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว
สำหรับศิษย์สายตรงอย่างฉู่จื่ออัน แม้อายุยังน้อย แต่ทรัพยากรและวิชาที่ได้รับล้วนเหนือกว่าผู้อื่น หากไม่มีเรื่องผิดคาด อีกไม่นานก็คงทะลวงเข้าสู่ขั้นต่อไปได้สำเร็จ
มีเพียงจูลี่ที่ยังคงดูเหมือนเด็กธรรมดา
ไม่มีพลังปราณ ไม่มีร่องรอยของการทะลวงชีพจร ทั้งยังนั่งหาวอยู่หน้าห้องราวกับการบำเพ็ญไม่เกี่ยวข้องกับตนเองแม้แต่น้อย
อาจารย์หลัวมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามอย่างอดไม่ได้ “เจ้าเรียนได้ด้วยหรือ?”
จูลี่ซึ่งกำลังล้วงเนื้อแห้งออกจากแขนเสื้อชะงักไป ก่อนจะเอียงคอไม่ได้ตอบอะไร แต่บนใบหน้าเหมือนมีเครื่องหมายคำถามอันใหญ่แปะอยู่
อาจารย์หลัวไม่พูดอะไรต่อ เพราะรู้ดีว่าถามไปก็ไม่ได้คำตอบ เขาจึงหยิบยันต์ส่งสารออกมา รีบเขียนคำถามสั้น ๆ แล้วจุดยันต์ทันที
ไม่นานนัก แสงจากยันต์ตอบกลับก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ บนกระดาษมีเพียงประโยคเดียว
นางฝึกได้ สอนเหมือนศิษย์คนอื่น
อาจารย์หลัวอ่านซ้ำสองรอบ “ผู้อาวุโสหม่าเคยทะลวงชีพจรให้เจ้าแล้วหรือ”
จูลี่พยักหน้า “นานแล้วเจ้าค่ะ”
“เหตุใดข้าจึงตรวจไม่พบ”
“หม่าเหล่าซือก็ตรวจไม่พบเจ้าค่ะ”
“แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่าเจ้าฝึกได้”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
อาจารย์หลัวเงียบไปชั่วขณะ เขาไม่ควรถามเลยจริง ๆ มีกี่อย่างที่นางรู้
“แล้วตอนนี้เจ้าอยู่ระดับใด”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ” เรื่องระดับพลังจูลี่ไม่มีเวลาสนใจ ขอเพียงยังเดินได้ กินได้ และไม่มีผู้ใดมาแย่งไหสุราของนาง ระดับใดก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก
ไม่มีผู้ใดในห้องรู้ว่าเด็กหญิงซึ่งดูเหมือนยังไม่ปลุกพลังผู้นี้ ความจริงอยู่ในระดับท่องนภาขั้นสูงสุดแล้ว ขอเพียงพลังเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย นางก็พร้อมจะทะลวงเข้าสู่ระดับก่อกำเนิดได้ทุกเมื่อ
หากไม่เพราะทุกคนรอบตัวรวมถึงสิ่งมีชีวิตลึกลับในร่างกายห้ามไว้ ตอนนี้นางคงดูดซับพลังปราณจากในแหวนมิติจนเลื่อนระดับไปแล้ว
อาจารย์หลัวเก็บยันต์ส่งสารกลับเข้าแขนเสื้อ ในเมื่อหม่าซือเจียวยืนยันแล้ว เขาก็ไม่มีเหตุผลต้องซักถามต่อ
“ถ้าเช่นนั้นก็ฝึกพร้อมกับผู้อื่น”
จูลี่มองปลาย่างในมือ “กินไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ได้”
“การชักนำพลังปราณต้องใช้ปากหรือเจ้าคะ”
“ไม่ใช้”
“เช่นนั้นเหตุใดจึงกินไม่ได้”
อาจารย์หลัวชี้ไปยังที่นั่งของนาง “เก็บปลาย่าง แล้วนั่งลง”
เด็กหญิงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเก็บปลาย่างกลับเข้าแขนเสื้อ
ฉู่จื่ออันซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ เหลือบมองด้วยความระแวง เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดจูลี่จึงเอาของกินออกมาจากแหวนเก็บของได้ตลอดเวลา
อาจารย์หลัวพาศิษย์ทั้งหมดออกจากห้องเรียน ไปยังลานฝึกด้านหลัง
พื้นลานถูกสลักด้วยอักขระรูปวงกลมหลายสิบวง แต่ละวงมีขนาดพอให้คนหนึ่งคนนั่งอยู่ตรงกลางได้ ด้านล่างเชื่อมต่อกับเส้นพลังที่ฝังลึกลงไปใต้ดิน
“นั่งประจำตำแหน่ง”
ทุกคนแยกย้ายกันนั่งลง
จูลี่เลือกวงที่อยู่ริมสุด เพราะตรงนั้นอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ ทั้งยังมีร่มเงามากกว่าตำแหน่งอื่น
อาจารย์หลัวเดินไปหยุดตรงหน้านาง
“เหตุใดต้องเลือกตรงนี้”
“เย็นดีเจ้าค่ะ”
“เจ้ามาฝึก ไม่ได้มานอน”
“ศิษย์ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
หลัวเหล่าซือจ้องนางอีกครู่หนึ่ง ก่อนเดินกลับไปด้านหน้าลานฝึก
“การชักนำพลังปราณเข้าสู่ร่างกายคือพื้นฐานของการบำเพ็ญ ผู้ที่ปลุกพลังแล้วจะสัมผัสพลังปราณรอบตัวได้ เพียงแต่ว่าความเร็วในการดูดซับของแต่ละคนแตกต่างกันตามพรสวรรค์และวิชาที่ฝึก”
ดังนั้นคนที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครมีรากฐานปุถุชน ยกเว้นจูลี่
อาจารย์หลัวนั่งขัดสมาธิ วางมือทั้งสองบนเข่า
“สงบจิต กำหนดลมหายใจ สัมผัสพลังปราณรอบกาย จากนั้นชักนำเข้าสู่เส้นชีพจรอย่างช้า ๆ อย่าเร่งรีบ อย่าฝืนดึงพลังมากเกินกว่าร่างกายจะรับไหว”
ศิษย์ทั้งหมดหลับตาลง จูลี่ก็หลับตาตาม เพียงไม่กี่อึดใจ กระแสลมบาง ๆ เริ่มก่อตัวรอบร่างของศิษย์หลายคน พลังปราณจากลานฝึกไหลเข้าสู่วงอักขระ ก่อนถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายของแต่ละคนทีละน้อย
อาจารย์หลัวเดินตรวจไปตามตำแหน่งต่าง ๆ
“อย่าใช้กำลังบังคับ”
“รักษาลมหายใจให้สม่ำเสมอ”
“ฉู่จื่ออัน เจ้าเร็วเกินไป ลดการไหลเวียนลงสามส่วน”
เมื่อเดินมาถึงวงสุดท้าย เขาพบว่าจูลี่ยังคงนั่งนิ่ง
ไม่มีพลังปราณไหลเข้าสู่ร่างกาย ไม่มีลมหมุนวน ไม่มีแสงบนวงอักขระ
ดูอย่างไรก็เหมือนเด็กหญิงธรรมดาที่บังเอิญเข้ามานั่งปะปนกับผู้บำเพ็ญ
อาจารย์หลัวยื่นมือไปใกล้จมูกของนาง
ยังหายใจอยู่
จากนั้นเขาเลื่อนมือไปใกล้หน้าผาก
ไม่มีไข้
เขากำลังจะดึงมือกลับ จูลี่ก็ลืมตาขึ้น
“มีอะไรหรือเจ้าคะ”
“เจ้าสัมผัสพลังปราณได้หรือไม่”
“ได้เจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดจึงไม่ชักนำเข้าสู่ร่างกาย”
“กำลังชักนำอยู่เจ้าค่ะ”
อาจารย์หลัวก้มมองวงอักขระที่ไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย “อยู่ที่ใด”
จูลี่ยกมือขึ้นชี้ไปรอบตัว “อยู่ทุกที่เจ้าค่ะ”
“ข้าหมายถึงพลังที่เจ้ายอมให้เข้าสู่ร่างกาย”
“ก็อยู่ในร่างกายศิษย์แล้วเจ้าค่ะ”
อาจารย์หลัวหลับตาลง ตั้งสมาธิตรวจสอบอีกครั้ง
ไม่พบ
ไม่พบแม้แต่น้อย
เขาอยากกล่าวว่านางกำลังโกหก แต่เมื่อนึกถึงยันต์ตอบกลับของหม่าซือเจียวจึงฝืนเก็บคำพูดนั้นเอาไว้
นางฝึกได้ สอนเหมือนศิษย์คนอื่น
อาจารย์หลัวถอนหายใจ “เช่นนั้นก็ฝึกต่อ”
“เจ้าค่ะ”
จูลี่หลับตาลงอีกครั้ง
ผ่านไปไม่นาน ศีรษะของนางก็ค่อย ๆ เอียงไปด้านข้าง
อาจารย์หลัวกระแอมเสียงดัง
ศีรษะเล็ก ๆ ตั้งตรงขึ้นทันที
การฝึกช่วงแรกผ่านไปอย่างราบรื่นเกินคาด
ไม่มีศิลาแตก
ไม่มีค่ายกลเสียหาย
พลังปราณในลานก็ไม่ได้หายไปอย่างผิดปกติ
แม้จะตรวจไม่พบว่าจูลี่ดูดซับพลังเข้าไป แต่ในเมื่อไม่เกิดเรื่องเสียหาย อาจารย์หลัวจึงตัดสินใจไม่สนใจนาง
ช่วงบ่าย เขาจึงเริ่มสอนเรื่องสำคัญสำหรับศิษย์ทุกคนในสำนักชิงเฟิง
การใช้เส้นปราณปฐพี
อาจารย์หลัวพาศิษย์ทั้งหมดไปยังพื้นที่พักอาศัยของเหล่าศิษย์
บริเวณเชิงเขามีเรือนตั้งเรียงรายอยู่หลายร้อยหลัง ชั้นนอกสุดเป็นเรือนไม้ขนาดเล็กของศิษย์สายนอก ถัดขึ้นไปเป็นเรือนของศิษย์สายใน ส่วนพื้นที่ด้านบนซึ่งพลังปราณหนาแน่นที่สุด เป็นเขตพักของศิษย์สายตรงและศิษย์สืบทอด
ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังเล็กหรือเรือนขนาดใหญ่ ใต้เรือนทุกหลังล้วนเชื่อมต่อกับเส้นปราณปฐพีของสำนัก
แตกต่างกันเพียงความหนาแน่นของพลังกันและขนาดของบ่อปราณที่ใช้กักเก็บเท่านั้น
“เมื่อเข้ามาเป็นศิษย์ของสำนัก ทุกคนจะได้รับเรือนพักหนึ่งหลัง” อาจารย์หลัวอธิบาย “ศิษย์สายนอกได้รับเรือนเชิงเขา ศิษย์สายในพักอยู่ช่วงกลางเขา ศิษย์สายตรงและศิษย์สืบทอดจะมีเรือนแยกในเขตด้านบน”
ฉู่จื่ออันยืดอกขึ้นเล็กน้อย
เรือนของเขาอยู่ใกล้ยอดเขา ทั้งยังมีบ่อปราณส่วนตัวขนาดใหญ่กว่าศิษย์ทั่วไปถึงสามเท่า
จูลี่หันไปถามเขา “บ้านของเจ้ามีห้องครัวหรือไม่”
“แน่นอน”
“มีเตาย่างปลาหรือไม่”
“ไม่มี”
“เช่นนั้นบ้านใหญ่ไปก็ไม่มีประโยชน์”
ฉู่จื่ออันถลึงตา “บ้านข้ามีเส้นปราณปฐพีชั้นดี”
“กินได้หรือ”
“ใช้ฝึกตบะ”
“เช่นนั้นก็ยังกินไม่ได้อยู่ดี”
ความภูมิใจของฉู่จื่ออันถูกทำลายในพริบตา