LNCrawler

ตอนที่ 107

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 107

ศิษย์หลายคนเดินออกมาจากเรือน มองหน้ากันด้วยความสับสน

ไม่มีผู้ใดสังเกตว่าแสงทั้งหมดกำลังไหลไปยังเรือนหลังเล็กทางตะวันออก

เหนือหลังคาเรือนของจูลี่ พลังปราณก่อตัวเป็นวังวนขนาดใหญ่ มันหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ดูดพลังจากเส้นปราณปฐพีเบื้องล่างขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้ง

เมฆบนท้องฟ้าเริ่มรวมตัว จากสีขาวเปลี่ยนเป็นสีเทา จากสีเทาเปลี่ยนเป็นสีดำ

เสียงฟ้าร้องต่ำ ๆ ดังขึ้นเหนือสำนักชิงเฟิง

ครืน!!!!!!

เหล่าศิษย์เงยหน้ามองพร้อมกัน

“ฝนจะตกหรือ”

“ท้องฟ้าเมื่อครู่ยังแจ่มใสอยู่เลย”

“เหตุใดเมฆจึงรวมตัวอยู่เหนือเรือนหลังเดียว”

ฉู่จื่ออันซึ่งกำลังเดินกลับบ้านของตนมองตามสายตาทุกคน จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เขาจำเรือนหลังนั้นได้

ไม่กี่ชั่วยามก่อน อาจารย์หลัวเพิ่งมอบป้ายหยกของเรือนนี้ให้จูลี่ต่อหน้าต่อตาเขา

เด็กชายถอยหลังหนึ่งก้าว “ไม่เกี่ยวกับข้า”

ศิษย์ข้างกายหันมามองอย่างงุนงง “ผู้ใดว่าเกี่ยวกับเจ้า”

“ข้าพูดไว้ก่อน”

ทันใดนั้น สายฟ้าสีม่วงสายหนึ่งก็แล่นผ่านก้อนเมฆ

แรงกดดันจากฟ้าดินแผ่ลงมาปกคลุมพื้นที่ทั้งหมด

ศิษย์ระดับต่ำหลายคนหน้าซีด รีบถอยออกจากบริเวณนั้น ส่วนศิษย์ที่มีความรู้มากหน่อยเริ่มมองเมฆดำด้วยความหวาดกลัว

“นี่ไม่ใช่พายุธรรมดา”

“เป็นทัณฑ์สวรรค์”

“ผู้ใดกำลังทะลวงระดับอยู่ในเรือนนั้น”

ไม่มีผู้ใดตอบได้

เพราะเจ้าของเรือนเพิ่งย้ายเข้ามาวันนี้ และทุกคนที่เห็นนางต่างรู้ว่านางเป็นเพียงเด็กหญิงซึ่งดูเหมือนยังไม่ปลุกพลังด้วยซ้ำ

อาจารย์หลัวกำลังตรวจตำราอยู่ในห้องพัก เมื่อเสียงฟ้าร้องดังจนหน้าต่างสั่นสะเทือน

เขาวางตำราลงแล้วเดินออกไปดู

เพียงเห็นเมฆดำเหนือเขตศิษย์สายใน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป

“ผู้ใดกำลังทะลวงระดับก่อกำเนิดในเขตศิษย์สายนอก”

ทัณฑ์สวรรค์ระดับนี้ไม่ควรปรากฏในพื้นที่พักของศิษย์สายนอกหรือศิษย์สายใน หากปล่อยให้สายฟ้าผ่าลงมา บ้านรอบข้างอาจได้รับความเสียหายไปด้วย

อาจารย์หลัวเหยียบกระบี่ทะยานขึ้นฟ้า รีบมุ่งหน้าไปยังจุดที่เมฆรวมตัวด้วยความเร็วสูงสุด

ระหว่างทาง เขาเห็นศิษย์หลายสิบคนวิ่งหนีออกมาจากบริเวณนั้น “เกิดอะไรขึ้น”

ศิษย์คนหนึ่งชี้ไปยังเรือนหลังเล็ก “ไม่ทราบขอรับ จู่ ๆ พลังปราณก็หายไป จากนั้นเมฆทัณฑ์สวรรค์ก็ปรากฏขึ้น”

อาจารย์หลัวมองตามปลายนิ้ว หัวใจของเขาพลันกระตุก เรือนหลังนั้นดูคุ้นตาอย่างยิ่ง

ยิ่งมองก็ยิ่งคุ้น

คุ้นเสียจนเขาเริ่มไม่อยากเข้าใกล้ “ผู้ใดอยู่ในเรือน”

ฉู่จื่ออันซึ่งยืนหลบอยู่หลังต้นไม้ตอบเสียงเบา “จูลี่ขอรับ”

อาจารย์หลัวเกือบร่วงลงจากกระบี่

“นางจะเรียกทัณฑ์สวรรค์มาได้อย่างไร”

“ศิษย์ไม่ทราบขอรับ”

“นางยังไม่ปลุกพลังด้วยซ้ำ”

ฉู่จื่ออันนึกถึงศิลาตรวจธาตุที่แตกละเอียดกับค่ายกลรวมปราณที่ดับลงหลังจูลี่หลับ แล้วตัดสินใจไม่ออกความเห็น

เรื่องที่ดูเป็นไปไม่ได้ เมื่อเกี่ยวข้องกับเด็กหญิงผู้นั้น มักเกิดขึ้นได้เสมอ

เปรี้ยง!!!!!

สายฟ้าสายแรกผ่าลงมากลางหลังคา

กระเบื้องแตกกระจาย คานไม้หักลงครึ่งหนึ่ง เปลวไฟลุกวาบขึ้นมา แต่ถูกพลังของสายฟ้าสายถัดไปกวาดจนดับไปในพริบตา

อาจารย์หลัวไม่ทันคิดสิ่งใดอีก รีบพุ่งเข้าไปในเรือน

“จูลี่!!!”

ไม่มีเสียงตอบ

“จูลี่!!!!!!!!”

เขาใช้ฝ่ามือทำลายประตูห้องฝึกซึ่งถูกคานไม้ขวางอยู่ แล้วรีบมองเข้าไปด้านใน

ภาพตรงหน้าทำให้เขาหยุดนิ่ง

เตียงไม้แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เหลือเพียงแท่นหินกับเด็กหญิงตัวเล็กที่ศีรษะแนบพื้น เข่าค้างอยู่บนแท่นหิน ทำให้ก้นยกสูงขึ้นรับสายฟ้าที่ผ่าทะลุหลังคาลงมาโดยตรง

เปรี้ยง!!!!!

สายฟ้าสายที่สองฟาดลงบนร่างของนาง

พื้นห้องยุบลงอีกหนึ่งช่วง

เสื้อผ้าของจูลี่มีรอยไหม้เล็กน้อย แต่ผิวกายกลับไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย นางเพียงขยับตัว ใช้มือปิดหู ก่อนพึมพำทั้งที่ยังหลับ

“หนวกหู”

อาจารย์หลัวอ้าปากค้าง นี่คือทัณฑ์สวรรค์ระดับก่อกำเนิด

แม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับท่องนภาขั้นสูงสุดยังต้องเตรียมค่ายกล ของวิเศษ และโอสถรักษาจำนวนมากเพื่อรับมือ หากประมาทเพียงเล็กน้อยก็อาจถูกสายฟ้าทำลายรากฐานจนหมดสิ้น

แต่เด็กหญิงผู้นี้กลับนอนก้นโด่งให้มันผ่า ทั้งยังรำคาญว่าเสียงดังเกินไป

“ตื่น! รีบตื่นเดี๋ยวนี้!”

อาจารย์หลัวพยายามเข้าไปดึงนางออกมา แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของทัณฑ์สวรรค์ เส้นผมทั่วศีรษะก็ชี้ตั้งขึ้นทันที

เปรี๊ยะ!!!!

ประกายสายฟ้าแล่นจากปลายเท้าขึ้นมาถึงศีรษะ

ร่างของเขากระเด็นกลับออกมานอกห้อง เสื้อคลุมไหม้เป็นรู ควันสีดำลอยออกจากปากเล็กน้อย

ฉู่จื่ออันกับศิษย์คนอื่น ๆ ซึ่งแอบมองอยู่ด้านนอกพร้อมใจกันถอยห่างออกไปอีกสิบก้าว

อาจารย์หลัวไออยู่สองครั้ง ก่อนฝืนลุกขึ้น เขามองเข้าไปด้านในอีกครั้ง

จูลี่ยังคงหลับ

สายฟ้าสายที่สามกำลังก่อตัวเหนือศีรษะของนาง

“เหตุใดผู้อาวุโสหม่าจึงยังไม่มา”

สิ้นเสียงของเขา ร่างหนึ่งก็เดินผ่านกลุ่มควันเข้ามาจากด้านนอก

หม่าซือเจียวสวมเสื้อคลุมสีเทา สีหน้าสงบนิ่งราวกับเพียงออกมาเดินเล่นยามค่ำคืน ด้านหลังมีโมเจียตามมาด้วยท่าทางเร่งรีบ

อาจารย์หลัวรีบเข้าไปหา “ผู้อาวุโสหม่า ศิษย์ของท่านกำลังถูกทัณฑ์สวรรค์ระดับก่อกำเนิดผ่า”

“ข้าเห็นแล้ว”

“นางยังหลับอยู่”

“ข้าก็เห็นแล้ว”

“ไม่รีบช่วยนางหรือ”

หม่าซือเจียวมองเข้าไปในเรือน

สายฟ้าสายที่สามผ่าลงมาในจังหวะนั้นพอดี

เปรี้ยง!!!!!

หลังคาส่วนที่เหลือพังครืนลงมา ผนังเรือนทั้งสามด้านล้มลงพร้อมกัน ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

เมื่อฝุ่นจางลง จูลี่ยังคงนอนอยู่ที่เดิม

ท่านอนของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากเดิมที่นอนก้นโด่ง ตอนนี้พลิกตัวมากอดไหสุราเอาไว้แน่น ท่ามกลางเศษไม้และกระเบื้องที่แตกกระจาย

ร่างกายยังคงไม่มีบาดแผล กระทั่งเส้นผมก็แค่ชี้ฟูเหมือนคนโดนผีหลอกเท่านั้น

หม่าซือเจียวมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างสงบ “ยังไม่จำเป็นต้องช่วย”

อาจารย์หลัวหันขวับ “นี่คือทัณฑ์สวรรค์ระดับก่อกำเนิดนะ”

“อืม”

“แต่นางดูเหมือนยังไม่ปลุกพลัง”

“ข้ารู้”

โมเจียแอบชำเลืองมองหม่าเหล่าซือ รู้สึกว่าท่าทางการตอบคำถามองอาจารย์เริ่มเหมือนจูลี่ขึ้นไปทุกวัน

“แล้วเหตุใดนางจึงทะลวงเข้าสู่ระดับก่อกำเนิดได้”

“เรื่องนี้อธิบายค่อนข้างยาว”

อาจารย์หลัวจ้องหน้าเขาอย่างไม่อยากเชื่อ “ท่านรู้อยู่แล้วหรือว่านางอยู่ระดับท่องนภา”

หม่าซือเจียวไม่ได้ตอบ แต่ความเงียบนั้นถือเป็นคำตอบแล้ว

อาจารย์หลัวรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าผ่าซ้ำอีกครั้ง หลายวันที่ผ่านมา เขาสอนเด็กระดับท่องนภาขั้นสูงสุดให้สัมผัสพลังปราณ

ยังถามนางด้วยว่าเหตุใดจึงชักนำพลังเข้าสู่ร่างกายไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังคิดว่านางเป็นเด็กน่าสงสารซึ่งอาจารย์ลืมจัดเตรียมสถานที่บำเพ็ญให้ จึงใจดีมอบบ้านพร้อมเส้นปราณปฐพีให้นางใช้

อาจารย์หลัวชี้เข้าไปในซากเรือน มือสั่นเล็กน้อย

“ถ้าท่านรู้อยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่บอกข้า”

หม่าซือเจียวมองเขา “ข้าบอกว่าให้นางเรียนเหมือนศิษย์คนอื่น ที่สำคัญนางยังไม่เคยเรียนวิชาพื้นฐาน แล้วนางก็ไม่มีวิชาหรือทักษะอะไรติดตัวเลย”

“นั่นไม่เหมือนกัน อย่างน้อยถ้ารู้ว่านางอยู่ในระดับใดก็สอนให้ตรงกับระดับของนางสิ ให้นางมาฝึกฝนแล้วเลือนระดับแบบนี้…..”

“ข้ายังบอกด้วยว่าอย่าให้นางหลับ”

“เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการหลับ”

เปรี้ยง!!!!!

สายฟ้าสายที่สี่ผ่าลงมา เสียงดังจนศิษย์รอบข้างต้องยกมือปิดหู

พื้นใต้เรือนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เส้นปราณปฐพีหลายสายพลันสว่างขึ้น แสงสีขาวไหลมาจากทั่วทุกทิศ มุ่งตรงเข้าสู่ร่างของจูลี่พร้อมกัน

หม่าซือเจียวมองภาพนั้น ก่อนหันกลับมาหาอาจารย์หลัว

“นางชอบเลื่อนระดับตอนหลับ”

“...”

“ถูกฟ้าผ่าก็ไม่เคยตื่น”

“...”

“บางครั้งยังเลื่อนมากกว่าหนึ่งขั้น”

ใบหน้าของอาจารย์หลัวค่อย ๆ ซีดลง

“เหตุใดท่านไม่เขียนเรื่องเหล่านี้ไว้ในจดหมาย”

หม่าซือเจียวนิ่งคิดครู่หนึ่ง “ข้าเขียนไปสี่ฉบับแล้ว”

“ทุกฉบับเขียนเพียงว่าอย่าให้นางแตะสิ่งใด อย่าให้นางกิน และอย่าให้นางหลับ”

“ก็ครบแล้ว”

อาจารย์หลัวอยากโต้แย้ง แต่กลับไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงใด คำเตือนทั้งหมดดูเหมือนจะครบจริง ๆ เพียงแต่ไม่มีประโยคใดบอกว่า หากทำไม่สำเร็จ บ้านจะถูกทัณฑ์สวรรค์ระดับก่อกำเนิดผ่าจนไม่เหลือหลังคา

เขาหันกลับไปมองเรือนที่ตนเพิ่งมอบให้จูลี่เมื่อช่วงบ่าย

ตอนนี้ไม่อาจเรียกว่าเรือนได้อีกแล้ว

เหลือเพียงพื้นห้องครึ่งหนึ่ง เสาไม้ที่ยังมีควันลอย กับเด็กหญิงตัวเล็กนอนกอดไหสุราอยู่กลางซากปรักหักพัง

“บ้านหลังนี้...” อาจารย์หลัวกล่าวเสียงแห้ง “สำนักคงต้องซ่อมใหม่ทั้งหมด”

หม่าซือเจียวพยักหน้า “คงเป็นเช่นนั้น”

“โชคดีที่เป็นเพียงเรือนว่างหลังหนึ่ง”

“อืม”

“แม้เสียหายมาก แต่ก็คงไม่เกินหนึ่งหมื่นแต้ม”

“อาจมากกว่านั้นเล็กน้อย”

อาจารย์หลัวมองเขา “มากเท่าใด”

หม่าซือเจียวไม่ได้ตอบทันที

เขาเดินเข้ามาใกล้ วางมือลงบนบ่าของอาจารย์หลัว แล้วตบเบา ๆ สองครั้ง สีหน้ายังคงสงบนิ่งเช่นเดิม

“ก่อนที่เจ้าจะตกใจเรื่องของนาง...”

อาจารย์หลัวเริ่มรู้สึกถึงลางร้าย

หม่าซือเจียวกล่าวต่ออย่างเห็นใจ

“เจ้าไปดูบ่อปราณปฐพีของเจ้าก่อนเถิด”