LNCrawler

ตอนที่ 108

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 108

ผู้อาวุโสที่อยู่บนยอดเขาฉี่ฝานหลายคนเริ่มทยอยมาถามหาสาเหตุ

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ไม่มีอะไร เดี๋ยวก็ดีแล้ว พวกท่านก็ถือโอกาสนี้พักผ่อนเถิด” หม่าซือเจียวออกหน้าอธิบาย

พอได้คำตอบ แม้ไม่ชัดเจน แต่อาจารย์และผู้อาวุโสส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนัก พอได้คำตอบแล้วส่วนใหญ่ก็จากไป

อาจารย์หลัวยืนอยู่หน้าซากเรือนด้วยสีหน้าว่างเปล่า

เมื่อคืนสถานที่แห่งนี้ยังเป็นเรือนไม้หลังเล็ก มีห้องนอน ห้องฝึก ลานกว้าง และบ่อปราณปฐพีสำหรับศิษย์สายนอกที่ขึ้นตรงกับเขา

ตอนนี้แม้แต่เสาไม้ก็ยังเหลือแต่ตอ

“หมายความว่ายังไง?” หลัวเหล่าซือเงยหน้ามองหม่าซือเจียว

“ก็ตามนั้นละ ไปดูบ่อปราณปฐพีเถิด”

สองชายชราไปบ่อปราณปฐพี ของศิษย์สายนอก

ภาพซ้อนทับเรื่องราวเมื่อปีก่อน จู่ ๆ บ่อปราณปฐพีก็แห้งเหือดเช่นนี้ ทว่าครั้งนั้นยังเหลือก้นบ่อไว้บ้าง ทว่าครั้งนี้แม้แต่ก้นบ่อก็มีแต่ดิน

“นี่….นี่…”

“อื่ม ก็ตามนั้นละ หลับเมื่อไหร่ก็ได้เรื่อง” หม่าซือเจียวกล่าวอย่างปลงปลง เขาควรชินได้แล้ว

จากนั้นทั้งคู่ก็กลับไปยังบริเวณเรือนพำนักของศิษย์สายนอก 

ลูกศิษย์แต่ละคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี เส้นปราณปฐพีไม่มีพลังปราณออกมาเลย แล้วค่ายกลหลายอย่างที่ดึงพลังปราณปฐพีมาใช้ก็สิ้นสภาพทั้งหมด

อาจารย์หลัวค่อย ๆ หันไปมองต้นเหตุ

จูลี่ยังคงหลับสบายอยู่บนแท่นหิน กอดไหสุราไว้ในอ้อมแขน ยังเห็นชี้มูกที่โป่งออกมาเป็นระยะด้วย

ดูแล้วมีความสุขยิ่ง ราวกับเรื่องราวทั้งหมดไม่เกี่ยวกับตนแม้แต่น้อย

“จูลี่” อาจารย์หลัวคิดจะเข้าไปปลุก

“ไม่ต้องปลุกหรอก ไม่ตื่น แล้วก็ไม่ต้องคิดจะอุ้ม อุ้มก็ไม่ขึ้น” ประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่าทำอะไรกับเจ้าเด็กคนนี้ไม่ได้ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย

“ข้าไม่สอนนางแล้ว” ตอนนี้หัวใจของหลัวเหล่าซือเหมือนแตกสลายแล้วจริง ๆ ตั้งแต่เกิดมาจนผมขาวยังไม่เคยเจอใครประหลาดขนาดนี้มาก่อน

“คงไม่ได้” หม่าซือเจียวกล่าวอย่างสงบ

“ทำไม?”

“ก็อย่างที่บอก” ชายชราลูบเคราของเขาทีหนึ่ง “นางยังไม่มีวิชาพื้นฐาน ทุกวันนี้ถ้าไม่มีอสูรเกราะศิลาคงต้องใช้สองขาเดินเข้าเมือง”

นางอยู่ในระดับท่องนภามานานเกือบปีแล้ว แต่จนแล้วจนรอดไม่ได้เรียนรู้วิชาเหาะเหินเดินอากาศกับใครเขา

“เหตุใดก่อนหน้านี้ท่านไม่สอน" 

“กลัวสอนแล้วนางจะเกิดเรื่อง” หม่าซือเจียวว่า

“แล้วเหตุใดตอนนี้จะให้ข้าสอน”

“นางคงไม่ก่อหายนะอะไรไปมากกว่านี้แล้ว” พูดจบก็นึกถึงเรือนพำนักของตนเอง ที่ตอนนี้พังไปแถบหนึ่ง

“ข้าไม่สอนแล้ว” 

เสียงตะโกนของอาจารย์หลัวทำให้นกบนต้นไม้ใกล้เคียงบินหนีไปทั้งฝูง

หม่าซือเจียวยังมีสีหน้าสงบนิ่ง “วันนี้ยังมีวิชาการควบคุมพลังปราณ”

“ให้นางไปเรียนกับผู้อื่น”

“เจ้าเป็นผู้รับหน้าที่สอนศิษย์ใหม่”

“นางเป็นศิษย์ใหม่ที่ใดกัน!” อาจารย์หลัวชี้ไปทางจูลี่ “นางเพิ่งทะลวงระดับก่อกำเนิด ศิษย์บางคนในสำนักฝึกมาหลายสิบปียังไปไม่ถึงระดับนั้นด้วยซ้ำ”

มีแค่อาจารย์ในสำนักเท่านั้นที่มีระดับนี้ 

แล้วศิษย์สายนอกทั้งสำนักก็ต้องมานั่งเฝ้าเด็กหญิงวัยแปดขวบหลับอุตุ กับซากเรือนที่กอบกู้ไม่ได้แล้ว

“โมเจียเจ้าไปปลุกสิ" หม่าซือเจียวออกคำสั่ง จะปล่อยให้ศิษย์ตัวน้อยนอนตากน้ำค้างก็ใช่เรื่อง

“ปลุกไม่ตื่นเจ้าค่ะ”

“เจ้ารู้ได้อย่างไร”

“ประสบการณ์สอนมาเจ้าค่ะ” พอตอบเสร็จแล้วโมเจียก็รู้สึกวิธีตอบคำถามของตนเองชักจะเหมือนจูลี่เข้าไปทุกที จึงอธิบายเพิ่มอีกนิด “ถ้านางยังนอนไม่พอ ต่อให้เอาเจ้าหินมาลากก็ไม่ขยับเจ้าค่ะ”

พอพูดถึงอสูรเกราะศิรา หลายคนก็เหมือนจะจำได้ว่าก่อนหน้านี้มีอสูรเกราะศิลาเฝ้าอยู่หน้าเรือนจริง ๆ

“แล้วตอนนี้มันไปไหนแล้ว?”

โมเจียชี้ไปทิศเหนือ จากที่ไกล ๆ มีอสูรยักษ์ใหญ่หลบหลังต้นไม้ขนาดเท่าแขนเด็ก

“เหอะ แต่ก่อนมีบารมี อาละวาดเป็นประจำ ตอนนี้ขี้ขลาดเหมือนหมาเฝ้าบ้านไม่มีผิด” 

หลัวเหลาซืออยากจะเถียง อสูรเกราะศิลาที่ไหนจะเหมือนหมาเฝ้าบ้าน แต่พอเห็นสภาพไร้ยางอายของมันแล้ว คำพูดมากมายก็กลืนลงท้องไปหมด

ตอนนี้สองผู้เฒ่าเหมือนคนแก่มานั่งปรับทุกข์มองดูดาวยามค่ำคืน ทั้งยังมีลูกหลานอยู่เต็มลาน 

ทั้งหมดนั่งเฝ้าเด็กหญิงเพียงคนเดียว

จูลี่พลิกตัวเล็กน้อย ฟองน้ำมูกที่จมูกแตกดังแปะ ก่อนฟองใหม่จะค่อย ๆ โป่งออกมาแทน

หลัวเหล่าซือมองภาพนั้นแล้วรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาทันที 

“บ่อปราณของข้า…….”

“รากปราณยังอยู่ เดี๋ยวก็เต็ม”

เพียงแต่กว่าจะเต็มอาจจะต้องใช้เวลา 

ครั้งที่แล้วกว่าจะเต็มต้องใช้เวลาเกือบครึ่งปี โชคดีที่ปริมาณปราณที่ผุดออกมาเมื่อเทียบกับปริมาณที่ศิษย์สายนอกใช้ในแต่ละวันมีใกล้เคียงกัน 

เพราะมันเคยแห้งมาครั้งหนึ่ง ทั้งอาจารย์หลัวและอาจารย์หม่าจึงไม่ได้ตะหนกอะไรอีก

ส่วนเรื่องค่าเสียหาย ทั้งคู่เหมือนจะรู้กันว่าเก็บเอากับเจ้าสำนัก

“แล้วนางจะตื่นเมื่อไหร่?” หม่าซือเจียวรู้สึกว่าตนเองรอนานเกินไปชักทนไม่ไหวขึ้นมา เขามีงานเหลือมากมายให้ต้องทำ

“ใกล้ฟ้าสางก็ปลุกง่ายแล้วเจ้าค่ะ” 

หม่าซือเจียวสีหน้าไม่ยินยอม ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมา เขาแสยะยิ้มทีหนึ่ง ก่อนจะลุกเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

“เจ้าจะไปไหน?”

“หาวิธีปลุกเด็กขี้เซา”

เขาพูดแค่นั้นแล้วก็จากไป ไม่ช้าก็กลับมาพร้อมกับซาลาเปาหมูสับเกือบสิบลูก

เด็กหญิงที่เคยนอนนิ่งสนิทก่อนหน้านี้ก็เหมือนจะมีปฏิกิริยาขึ้นมา

จูลี่ลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังไม่ปล่อยมือจากไหสุรา นางกวาดตามองรอบตัวอย่างงุนงง กระทั่งสายตาหยุดอยู่ที่ซาราเปาของหม่าเหล่าซือ

“อาจารย์ท่านกินอะไรหรือเจ้าคะ?” แม้ท่าทางจะง่วงงุ่น แต่สติที่เกี่ยวกับเรื่องกินเต็มร้อย

หม่าซือเจียวเก็บซาลาเปาทั้งหมดเข้าแหวนเก็บของของตนเองทันที

“อาจารย์…….” เสียงหวานใส่ของจูลี่โหยหวนด้วยความเสียดาย

เด็กหญิงเดินไปเกาะหมับเข้าที่ขาข้างหนึ่งของชายชรา “อาจารย์ศิษย์เลี้ยงง่าย กินง่ายมากนะเจ้าคะ แค่ซาลาเปาลูกสองลูกศิษย์ก็พอใจแล้ว”

“ก่อนที่เจ้าจะถามหาซาลาเปา เจ้าดูหายนะที่เจ้าก่อไว้ก่อนเกิด”

ในขณะที่อาจารย์หม่ากับอาจารย์หลัวกำลังวุ่นวายอยู่บริเวณยอดเขาฉี่ฝาน บนยอดเขาจิ่งฝานก็เกิดเมฆดำขึ้นมา

“แย่แล้ว แย่แล้ว มีคนจะทะลวงด่านอีกแล้ว”