ตอนที่ 10
ตอนที่ 10
จูลี่ตบพุงที่ป่องขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดของตัวเอง
“ก็แต้มมันทำให้อิ่มไม่ได้นี่เจ้าคะศิษย์พี่” นางเอ่ยเสียงใสพลางฉีกยิ้มตาหยี
โมเจียมองพุงน้อย ๆ ของเด็กหญิงแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ ตัวก็แค่นี้ พุงก็มีอยู่แค่นี้แต่กินหมูเข้าไปทั้งตัว ไม่รู้เอาไปเก็บไว้ที่ไหน
เช้าวันต่อมา หม่าซือเจียวให้จูลี่ไปเก็บสมุนไพรพิษ หลังจากแน่ใจว่าเด็กหญิงตัวน้อยต้านพิษได้แน่แล้วจึงจากไป ลืมไปแล้วว่าตนเองเคยสั่งให้จูลี่ไปล่าสัตว์อสูรขั้นต่ำมาวันละตัว
เพียงแต่วันนี้จูลี่กลับไม่ได้ล่าวันละตัวอย่างที่ควรจะเป็น
นางนึกถึงถุงเก็บของราคาสามร้อยแต้มสำนักแล้วก็เดินออกทางประตูด้านหลังสำนัก ตรงไปยังเขตล่าสัตว์อสูร
เช่นเดิม นางเดินไปหยุดอยู่หน้าพุ่มไม้ของรังหมูเขี้ยวน้ำเงิน แล้วกอดอกทำหน้ายู่ “เจ้าอย่าเอาแต่นอนสิ ข้าอยากได้หมูสักสามตัว”
“เสียเวลาน่า ถ้าเจ้าอยากได้แต้ม ก็เดินลึกเข้าไปหน่อย” เสียงทุ้มต่ำทรงพลังของเจ้าตัวลึกลับในร่างดังก้องขึ้นในหัวของจูลี่ ทำเอาเด็กหญิงชะงัก ขมวดคิ้วมุ่น แต่พอคิดถึงถุงเก็บของ ก็ยอมเดินเลยรังของหมูเขี้ยวน้ำเงินไปโดยไม่สนใจใยดี
หลังจากเดินทอดน่องมาสักพักก็ถึงรังของงูหลามเกล็ดมรกตอัคคี เป็นสัตว์อสูรระดับต่ำขั้นสูง
ที่นี่คือเขตปกครองของงูหลามเกล็ดมรกตอัคคีสัตว์อสูรแรกตื่นขั้นกลางที่แข็งแกร่งและรับมือยากกว่าพวกหมูเขี้ยวน้ำเงินมาก
ขึ้นชื่อว่างูหลาม ย่อมไม่มีพิษภัยร้ายแรงใด ๆ ทว่าสิ่งที่ทำให้มันน่ากลัวคือพละกำลังในการรัดอันมหาศาลที่สามารถบดกระดูกมนุษย์ให้แหลกเหลวได้ในพริบตา แถมเกล็ดสีเขียวเข้มของมันยังแผ่ไอความร้อนระอุราวกับถ่านไฟพร้อมจะลวกผิวทุกคนที่เข้าใกล้ แน่นอนว่ามูลค่าแต้มของมันในหอภารกิจย่อมสูงกว่าหมูเขี้ยวน้ำเงินอย่างแน่นอน
ทั้งหมดจูลี่เดาเอาเอง
“ตรงนี้เหรอ?” เด็กน้อยเอียงคอถาม
“อือ” เสียงทรงพลังตอบกลับสั้น ๆ
เมื่อมีเสียงตอบรับแล้วจูลี่ก็หอบใบไม้มากอง แล้วก็ทิ้งตัวลงนั่ง ยกสุราขึ้นดื่มไปหลายอึก ดวงตากลมโตก็เริ่มปรือ จากนั้นนางก็ทิ้งตัวลงหลับอย่างง่ายดาย
“กินง่ายอยู่ง่ายเกินไปแล้ว” เสียงทรงพลังบ่น
จูลี่เพิ่งทิ้งตัวลงนอนยังไม่ทันได้หลับดี สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ก็ปรากฎขึ้น มันรับรู้ว่ามีผู้บุกรุก
งูหลามยักษ์ยาวกว่าสามวา เลื้อยปราดลงมาจากต้นไม้ใหญ่ ส่งเสียงขู่ฟู่ในคอหมายจะพุ่งเข้ามาม้วนรัดร่างของเด็กหญิงลงท้อง
ทว่า…
กลิ่นอายลึกลับราวกับอสูรบรรพกาลจากร่างป้อมก็กระแทกเข้าเต็มหน้าข้าศึก งูหลามแรกตื่นชั้นกลางชะงักงัน ดวงตาแนวตั้งของมันเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ไอความร้อนบนเกล็ดดับมืดลงทันตา ตัวมันแข็งทื่อราวกับท่อนไม้
จะไปก็ไม่กล้า จะจู่โจมก็ไม่ดี
สุดท้ายก็ตัวแข็งอยู่ตรงนั้นกว่าครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งจูลี่ตื่น
พอเด็กหญิงตื่นมาเห็นงูตัวทั้งใหญ่ทั้งยาวก็ตาวาวขึ้นมาทันควัน
“ตัวใหญ่ขนาดนี้ ข้าลากไม่ไหวหรอกนะ” จูลี่บ่นกระปอดกระแปะ มองงูยาวเฟื้อยบนพื้น
“ก็ให้มันเลื้อยตามเจ้าไปสิ อีกอย่างงูก็ไม่ใช่หมู ไม่ได้หนักขนาดนั้นหรอก” เสียงลึกลับกล่าวขึ้นลอย ๆ
“ดี" เด็กหญิงลุกขึ้นปัดใบไม้ออกจากเสื้อผ้า ก่อนจะเริ่มเดิน “ตามข้ามาเลย”
จนกระทั่งถึงหน้าสำนัก หากมีสัตว์อสูรเลื้อยตามคงไม่ดี จูลี่จึงหันไปสั่ง “ขึ้นมาพันตัวข้าหน่อย”
เด็กหญิงเจ็ดขวบกันงูยาวสามเมตร เริ่มจากข้อเท้า พันขึ้นมาที่น่อง ต้นขา หน้าท้อง หน้าอก ลำคอ และหัว พันไปพันมาจนเด็กตัวจ้อยกลายเป็น ดักแด้งูยักษ์ มองแทบไม่เห็นแม้แต่ลูกตา
ศิษย์สายนอกสองคนที่ยืนเฝ้ายามจนขาแข็งกำลังนั่งหาวหวอดใหญ่ จู่ ๆ สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างสายหนึ่งเดินดุ่ม ๆ ออกมาจากชายป่า
“เฮ้ย นั่นมันตัวอะไร” ศิษย์พี่คนหนึ่งสะดุ้งโหยง ร้องลั่นห้องยามพลางชักกระบี่ออกจากฝักด้วยมืออันสั่นเทา
ภาพตรงหน้าคือปีศาจงูยักษ์ที่มีเกล็ดสีเขียวมรกต พันม้วนตลบไปมาเป็นก้อนกลมมหึมา ทว่ามันกลับเดินได้ด้วยขามนุษย์คู่เล็ก ๆ ขาสั้น ๆ สองข้าง ไม่มีหัวมนุษย์ ไม่มีหน้า ไม่มีตา มีแต่ลำตัวงูที่ขยับดุ๊กดิ๊กไปมาอย่างน่าสยดสยอง
“งูหลามเดินสองขา ” ศิษย์เฝ้ายามอีกคนตะโกนลั่น พลางชักกระบี่พรึบพรับเตรียมตั้งท่าต่อสู้
แม้พวกเขาสองคนจะเป็นเพียงศิษย์สายนอก แต่ด้วยระดับฝึกตนแล้ว สัตว์อสูรแรกตื่นขั้นกลางอย่างงูหลามเกล็ดมรกตอัคคีไม่ได้ตึงมือเกินไปนัก หากร่วมมือกันก็ล้มมันได้ไม่ยาก เพียงแต่ภาพที่เห็นตรงหน้ามันพิลึกพิลั่นเกินกว่าสติปัญญามนุษย์จะรับไหว
งูหลามยักษ์บ้าอะไรมีขาสั้น ๆ โผล่ออกมาเดินได้แบบนี้
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงใส ๆ อู้อี้ก็สะท้อนก้องดังกังวานลอดออกมาจากใจกลางกระจุกเกล็ดงูหนาเตอะ
“ศิษย์พี่เจ้าขา... อย่าเพิ่งฟันเจ้าค่ะ ข้าเองเจ้าค่ะ จูลี่เอง...”
ก้อนงูยักษ์หยุดเดิน ขาสั้น ๆ สองข้างก้าวเข้ามาใกล้ ศิษย์พี่ทั้งสองสะดุ้งโหยงแต่ก็ยอมลดกระบี่ลง ก่อนจะอ้าปากค้างมองก้อนงูประหลาดตรงหน้า
“จู... จูลี่รึ? เจ้าเอางูหลามเกล็ดมรกตอัคคีพันตัวเองมาทำไม” ศิษย์พี่ผู้เฝ้ายามอุทานตาโต “ไม่ใช่ว่าโดนกินจนเหลือแต่ขาแล้วใช่ไหม?”
“ไม่เจ้าค่ะ เห็นมันนอนสลบอยู่กลางป่าเจ้าค่ะ เลยพากลับมาเจ้าค่ะ" นางไม่ได้โกหก ก็ตื่นมาก็เห็นเจ้างูยักษ์นี่นอนนิ่ง ๆ อยู่ข้าง ๆ แล้ว
ส่วนเรื่องว่าฝีมือใคร เพราะอะไร ไม่จำเป็นต้องพูด
ศิษย์สายนอกสองคนมองหน้ากันตาปริบ ๆ งูหลามตัวขนาดนี้ เขมือบจูลี่เข้าไปได้สบาย ๆ หากไม่สลบคงแบกกลับมาไม่ได้
“เจ้านี่โชคดีจริง ๆ เมื่อวานเจอหมูตาย วันนี้เจองูสลบ”
“ศิษย์พี่ช่วยนำทางข้าไปหอภารกิจทีนะเจ้าคะ”
ศิษย์สายนอกสองคนมองหน้ากัน เดิมทีเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขา เพียงแต่ความอยากรู้มันสู้มือ สุดท้ายจึงพยักหน้าให้คนหนึ่งพาจูลี่ไป
ตลอดทางคนมองกันทั้งสำนัก
ไม่มองได้อย่างไร ในเมื่อนี่คือก้อนงูเดินได้
ศิษย์พี่สายนอกอยากจะช่วยจับช่วยถือ แต่เมื่อนึกถึงว่าอาจจะโดนมันรัดตายคาที่ก็เลือกจะเม้มปากแล้วไม่พูดอะไร แค่คิดในใจว่าหากเด็กคนนี้โดนรัดจนตายเต็มที่เขาจะส่งของเซ่นไหว้ไปให้