ตอนที่ 109
ตอนที่ 109
“ผู้ใดกำลังทะลวงด่านบนยอดเขาจิ่งฝาน”
หลัวเหล่าซือเงยหน้ามองท้องฟ้า สีหน้าเหนื่อยล้าพลันจริงจังขึ้น
เมฆดำเหนือยอดเขาจิ่งฝานขยายตัวอย่างรวดเร็ว สายฟ้าสีเงินแล่นผ่านภายในก้อนเมฆ แรงกดดันหนักหน่วงแผ่ลงมาจนเหล่าศิษย์สายนอกหายใจติดขัด
ระฆังเตือนภัยยังไม่ทันดัง กระบี่หลายพันเล่มทั่วสำนักก็สั่นสะเทือนพร้อมกัน
เคร้ง...เคร้ง...เคร้ง...
บางเล่มถึงกับหลุดจากฝัก ลอยขึ้นกลางอากาศ แล้วหันปลายไปทางยอดเขาจิ่งฝานราวกับกำลังคารวะ
“เป็นเซี่ยฉางอัน” หลัวเหล่าซือเบิกตากว้าง
เซี่ยฉางอันคือศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักเฟิงอู๋จี้ ทั้งยังเป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาหลัก ปีนี้อายุเพียงสิบแปดปี แต่เข้าสู่ระดับก่อกำเนิดตั้งแต่อายุสิบหก ในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักชิงเฟิง ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงเขาได้
หากไม่มีเหตุไม่คาดฝัน เขาย่อมได้รับตำแหน่งศิษย์สืบทอดในเร็ววัน
“เขาปิดด่านมาเกือบหนึ่งปี ที่แท้ก็เพื่อทะลวงเข้าสู่ระดับเหนือมนุษย์”
ทันทีที่ได้ยินคำว่าระดับเหนือมนุษย์เหล่าศิษย์รอบลานก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
หากเซี่ยฉางอันทำสำเร็จ ตบะของเขาจะเทียบเท่าอาจารย์หลายคนในสำนัก ทั้งที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี
ลำแสงหลายสายทะยานผ่านท้องฟ้า เหล่าผู้อาวุโสที่เพิ่งแยกย้ายกันไปต่างย้อนกลับมายังยอดเขาจิ่งฝาน
“เมื่อครู่บอกให้พักก็จากไปอย่างรวดเร็ว พอมีคนทะลวงระดับกลับมาเร็วยิ่งกว่าเดิม” หลัวเหล่าซืออดพูดประชดออกมาไม่ได้
หม่าซือเจียวไม่ได้ตอบ เขาก้มมองจูลี่ซึ่งยังกอดขาของตนแน่น สายตาจับจ้องแหวนเก็บของบนนิ้วเขา
“ปล่อยก่อน”
“ซาลาเปาเจ้าค่ะ”
“เดี๋ยวค่อยกิน”
“ท่านกล่าวเช่นนี้ทุกครั้ง”
“อาจารย์เคยโกหกเจ้าหรือ”
จูลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เคยเจ้าค่ะ”
หม่าซือเจียวชะงัก “เมื่อใด”
“ครั้งก่อนท่านบอกว่าโอสถไม่ขม”
“…”
หลัวเหล่าซือไม่มีอารมณ์ฟังศิษย์อาจารย์คู่นี้เถียงกัน เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วทะยานไปยังยอดเขาจิ่งฝาน
หม่าซือเจียวก้มมองจูลี่อีกครั้ง
“ปล่อย อาจารย์จะพาเจ้าไปดูคนทะลวงด่าน”
เด็กหญิงยอมปล่อยมือ “มีซาลาเปาหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่มี”
“เช่นนั้นมีอะไรให้ดู”
“คนอื่นทะลวงระดับไม่เหมือนเจ้า”
“ต่างกันอย่างไรเจ้าคะ”
“อย่างน้อยเขาก็ไม่หลับ”
จูลี่ยังไม่ทันถามต่อ หม่าซือเจียวก็คว้าคอเสื้อนาง เหยียบอากาศทะยานไปยังยอดเขาจิ่งฝาน
โมเจียแม้เลื่อนเป็นศิษย์สายนอกแล้ว แต่ยังไม่มีสิทธิ์ขึ้นยอดเขาจิ่งฝานโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้แต่มองจูลี่ถูกหิ้วไปตาปริบ ๆ
ส่วนเจ้าหินวิ่งออกมาจากหลังต้นไม้ได้สองก้าว พอเห็นสายฟ้าก็หยุด ก่อนถอยกลับไปซ่อนตามเดิม
หนึ่งคนหนึ่งอสูรได้แต่นั่งเจ่าจุกอยู่บนยอดเขาฉี่ฝานต่อไป
บนยอดเขาจิ่งฝาน ค่ายกลป้องกันทั้งเก้าชั้นเปิดขึ้นพร้อมกัน
กลางลานหินหน้าถ้ำปิดด่าน เซี่ยฉางอันนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางกระบี่นับร้อย เสื้อสีขาวขาดวิ่น เลือดไหลจากมุมปาก เส้นผมที่เคยรวบเรียบร้อยหลุดลุ่ยอยู่ด้านหลัง
มือขวาของเขากำกระบี่สีดำซึ่งปักอยู่กับพื้น
เบื้องหลังมีเงากระบี่ขนาดใหญ่ ส่วนเบื้องหน้าเป็นบันไดแสงเก้าขั้นทอดขึ้นสู่ก้อนเมฆ
เขาผ่านมาแล้วแปดขั้น เหลือเพียงขั้นสุดท้ายเท่านั้น
เจ้าสำนักเฟิงอู๋จี้ยืนอยู่เหนือหน้าผา ดวงตาจับจ้องศิษย์ของตนไม่วาง ข้างกายคือรองเจ้าสำนักหลินซางไห่
“ฉางอันติดอยู่ที่ขั้นสุดท้ายมาสามวันแล้ว” หลินซางไห่กล่าว
“การก้าวเข้าสู่ระดับเหนือมนุษย์ไม่ได้อาศัยเพียงพลังปราณ หากผ่านด่านจิตไม่ได้ ต่อให้มีพลังมากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์”
“เจ้าจะไม่ช่วยเขาหรือ”
“เส้นทางนี้ต้องก้าวด้วยตนเอง”
เปรี้ยง!!!!
สายฟ้าสีเงินผ่าลงกลางลาน ค่ายกลชั้นนอกสามชั้นแตกสลาย กระแสลมรุนแรงกวาดฝุ่นควันไปทั่วบริเวณ
“เสียงดังอีกแล้ว” จูลี่ซึ่งถูกวางไว้บนหลังคาตำหนักรีบยกมือปิดหู
หม่าซือเจียวเหลือบมองนาง “เจ้าคิดว่ารับสายฟ้าเช่นนี้ไหวหรือไม่”
“ข้ายังไม่ได้กินซาลาเปาเลยเจ้าค่ะ”
เด็กหญิงไม่คิดสนใจคำถาม ตราบใดที่ยังไม่ได้กินซาลาเปา เรื่องอื่นล้วนไม่สำคัญ
หม่าซือเจียวรู้สึกปวดหัว อาจจะเป็นเขาถามไม่ตรงกับคำตอบของนางเอง สุดท้ายจึงเลิกสนใจจูลี่ หันมาสนใจเชี่ยฉางอันต่อ
เมื่อฝุ่นควันจางลง ชายหนุ่มยังนั่งอยู่ที่เดิม กระบี่สีดำในมือเกิดรอยร้าว เลือดบนเสื้อเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง ลมหายใจอ่อนลงจนแทบสัมผัสไม่ได้
“ศิษย์พี่ใหญ่จะรับไหวหรือไม่”
ไม่มีผู้ใดตอบ
สายฟ้าสายต่อมาก่อตัวขึ้นภายในก้อนเมฆ แรงกดดันจากฟ้าดินแผ่ลงมาจนพื้นหินรอบตัวชายหนุ่มแตกร้าว
เซี่ยฉางอันยกมือเช็ดเลือดตรงมุมปาก ก่อนลืมตาขึ้นช้า ๆ
แววตาคมกล้าราวกับกระบี่ที่เพิ่งพ้นจากฝัก
“แปดขั้นผ่านมาแล้ว เหลือเพียงขั้นเดียว ยังจะถอยไปที่ใดได้อีก” คำพูดนี้เหมือนพูดเพื่อรีดขีดจำกัดของตนเองมากกว่าพูดให้ใครฟัง
เขาดึงกระบี่ออกจากพื้น
เงากระบี่เบื้องหลังรวมเข้ากับร่าง กระบี่นับร้อยเล่มรอบลานพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นมังกรกระบี่ขนาดใหญ่
เซี่ยฉางอันเหยียบพื้น ทะยานขึ้นสู่บันไดขั้นสุดท้าย
สายฟ้าสีเงินผ่าลงมาในเวลาเดียวกัน
“เปิด ให้ข้า”
มังกรกระบี่พุ่งเข้าปะทะสายฟ้ากลางอากาศ แสงสีขาวสว่างจ้าปกคลุมยอดเขาจนทุกคนต้องหลับตา
เสียงระเบิดดังกึกก้อง คลื่นพลังแผ่ไปทั่วสำนัก ก่อนเศษกระบี่นับร้อยชิ้นจะตกลงมาราวกับสายฝน
เมื่อแสงจางลง เซี่ยฉางอันคุกเข่าอยู่กลางลาน กระบี่สีดำในมือหักเหลือเพียงครึ่งเล่ม
เลือดไหลจากหน้าผากผ่านข้างแก้ม เสื้อสีขาวเกือบครึ่งถูกย้อมเป็นสีแดง แต่แผ่นหลังของเขายังตั้งตรง
ชายหนุ่มใช้กระบี่หักยันพื้น ก่อนลุกขึ้นยืนช้า ๆ
ทันทีที่ร่างสูงโปร่งยืนตรง แรงกดดันอันทรงพลังก็แผ่ออกมา เมฆดำเหนือศีรษะแยกจากกัน แสงแรกของรุ่งอรุณส่องลงบนร่างเปื้อนเลือดของเขาพอดี
ระฆังโบราณทั้งเก้าใบบนยอดเขาหลักดังขึ้นพร้อมกัน
ระดับเหนือมนุษย์
ศิษย์อายุสิบแปดปีผู้หนึ่งก้าวเข้าสู่ระดับเดียวกับเหล่าอาจารย์ในสำนักได้สำเร็จแล้ว
เสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วสำนักชิงเฟิง
แม้เซี่ยฉางอันจะมีบาดแผลทั่วร่าง เสื้อผ้าขาดวิ่น และถือกระบี่หักอยู่ในมือ แต่เมื่อยืนอยู่กลางแสงอรุณ กลับยิ่งดูโดดเด่นจนไม่มีผู้ใดละสายตาได้
เฟิงอู๋จี้ปรากฏตัวตรงหน้าศิษย์ในพริบตา
“ฉางอัน”
เซี่ยฉางอันประสานมือ แม้ร่างกายยังโงนเงนเล็กน้อย แต่กิริยายังคงมั่นคง
“ศิษย์คารวะอาจารย์”
เฟิงอู๋จี้ส่งขวดยารักษาให้เขา ก่อนพยักหน้า
“ดีมาก ตั้งแต่วันนี้ เจ้าจะเข้ามาช่วยข้าดูแลงานของยอดเขาหลัก”
รอบด้านเงียบลงทันที
การได้เข้าช่วยงานเจ้าสำนัก หมายความว่าเซี่ยฉางอันได้ก้าวเข้าใกล้ตำแหน่งศิษย์สืบทอดอย่างแท้จริงแล้ว
“ศิษย์น้อมรับคำสั่ง”
จูลี่มองชายหนุ่มซึ่งเต็มไปด้วยบาดแผล ก่อนเอียงศีรษะ “เขาถูกฟ้าผ่าจนเลือดออกตั้งเยอะ เหตุใดยังไม่นั่งกินยาอีกเจ้าคะ”
หม่าซือเจียวมุมปากกระตุก เหลือบมองลูกศิษย์หัวแก้วหัวแหวน “ใครจะไปหลับไม่รู้เรื่องเหมือนเจ้ากัน”