LNCrawler

ตอนที่ 110

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 110

เสียงระเบิดจากยอดเขาจิ่งฝานดังก้องไปทั่วสำนักชิงเฟิง

คลื่นพลังแผ่ผ่านภูเขาหลายลูก กระทั่งถ้ำปิดด่านด้านหลังหุบเขาโอสถยังสั่นสะเทือน ฝุ่นบนเพดานร่วงลงมาเป็นสาย ค่ายกลหน้าถ้ำกะพริบวูบสองครั้ง

ภายในถ้ำ โจวหมิงซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ลืมตาขึ้นทันที

พลังปราณที่กำลังโคจรอยู่ในร่างสะดุดเล็กน้อย เขารีบตั้งสมาธิ ประกบสองมือไว้เบื้องหน้า ก่อนชักนำพลังกลับเข้าสู่ตันเถียน

ผ่านไปเก้ารอบลมหายใจ คลื่นพลังรอบกายจึงค่อย ๆ สงบลง

โจวหมิงถอนหายใจยาว

เดิมเขาตั้งใจจะปิดด่านต่ออีกสองสามวันเพื่อทำให้ระดับพลังมั่นคง แต่เสียงเมื่อครู่ดังจนถ้ำแทบถล่ม ต่อให้คิดฝึกต่อก็คงทำไม่ได้แล้ว

ชายหนุ่มลุกขึ้น ปัดฝุ่นบนหัวไหล่ ก่อนคว้ากระบี่วารีครามที่วางอยู่ข้างกาย

ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสฝักกระบี่ แสงสีครามก็สว่างขึ้นชั่วขณะ

หลอมรวมขั้นสูง

ก่อนปิดด่าน โจวหมิงอยู่ในระดับหลอมรวมขั้นกลาง หลังใช้เวลาครึ่งปี เขาก็เลื่อนขึ้นมาได้หนึ่งขั้นย่อย

สำหรับผู้มีรากฐานปฐพี นับว่าเป็นความเร็วที่หาได้ยากยิ่ง

ศิษย์สายตรงนอกจากบ้านแล้ว ยังสามารถเข้ามาใช้ถ้ำสำหรับปิดด่านได้ แต่ต้องใช้แต้มแลก ดังนั้นศิษย์สายนอกจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้บ่อยนัก รวมกับรากฐานที่อ่อนด้อย ทำให้ความคืบหน้าในการก้าวสู่เส้นทางเซียนยากยิ่ง

ผู้ที่มีรากฐานชนิดเดียวกันบางคนอาจต้องใช้เวลาสามถึงห้าปี จึงจะข้ามผ่านหนึ่งขั้นย่อยได้ แม้แต่หม่าซือเจียวเอง ตอนรับโจวหมิงเป็นศิษย์ก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะก้าวหน้าได้เร็วถึงเพียงนี้

แค่ต้องการคนดูแลจูลี่

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโอสถที่ได้รับจากดินแดนลับ อีกส่วนมาจากกระบี่วารีครามซึ่งช่วยชักนำพลังธาตุน้ำเข้าสู่ร่าง

แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นความพยายามของตัวเขาเอง และส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือเด็กน้อยอย่างจูลี่

ไม่ว่าจะหมูย่าง ปลาย่าง เนื้อแห้ง หรือแม้แต่สุรา ล้วนมอบพลังปราณจำนวนมหาศาลให้ ทุกวันที่อยู่กับจูลี่ ราวกับดื่มกินพลังวิญญาณเข้าไปในจำนวนมหาศาล 

ขนาดโมเจียที่รากฐานปุถุชนยังเลื่อนระดับได้ แล้วเขาจะไม่เลื่อนขั้นได้อย่างไร

โจวหมิงเก็บกระบี่เข้าฝัก ก่อนเปิดประตูถ้ำ

แสงอรุณส่องเข้ามาจนเขาต้องหรี่ตา ลมเย็นพัดผ่านใบหน้า แต่ความสงบหลังออกจากด่านอยู่ได้ไม่ถึงสามลมหายใจ เสียงเรียกหนึ่งก็ดังมาจากทางลาดเขา

“ศิษย์พี่”

โจวหมิงหันไปมอง ร่างเล็กวิ่งขึ้นมาตามทางด้วยความเร็วสูง ชายกระโปรงกับเส้นผมปลิววุ่นวายอยู่ด้านหลัง

“จูลี่?”

เขาเพิ่งเรียกชื่อออกมา เด็กหญิงก็กระโจนเข้าใส่เต็มแรง

โจวหมิงรีบกางแขนรับ ร่างของเขาถอยหลังไปครึ่งก้าวตามแรงกระแทก แขนข้างหนึ่งโอบเด็กหญิงไว้ ส่วนอีกข้างยังจับฝักกระบี่แน่น

“เดี๋ยวสิ ข้าเพิ่งออกจากด่าน”

จูลี่กอดคอเขาไว้แน่น ใบหน้าซุกอยู่ตรงหัวไหล่โดยไม่พูดอะไร

โจวหมิงชะงักเล็กน้อย

ครึ่งปีที่ผ่านมาเขาปิดด่านโดยไม่ออกไปพบผู้ใด สำหรับผู้บำเพ็ญแล้วเวลาครึ่งปีอาจไม่นับว่านาน แต่สำหรับเด็กอายุแปดขวบ กลับยาวนานไม่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่มีโจวหมิงหรือผู้ใหญ่พาออกไปไหน จูลี่ก็ไม่มีสิทธิ์ออกจากสำนักตามลำพัง ตลอดครึ่งปีมานี้นางจึงได้แต่อยู่ระหว่างหุบเขาโอสถกับยอดเขาฉี่ฝาน แม้แต่กระท่อมเชิงเขาก็ไม่ได้กลับไปนานแล้ว

โจวหมิงยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ

“คิดถึงข้าหรือ”

จูลี่พยักหน้าอยู่บนบ่า “คิดถึงศิษย์พี่มากเจ้าค่ะ”

โจวหมิงยิ้มคิดจะกอดปลอบเด็กหญิงดี ๆ สักทีหนึ่ง ทว่าประโยคต่อมา..

“ศิษย์พี่พาไปหาซื้อของกินในเมืองหน่อย”

ความซาบซึ้งเมื่อครู่หายไปอย่างรวดเร็วเสียจนเขาแทบตามไม่ทัน

“เจ้าอยากเข้าเมืองจึงมารับข้าหรือ”

จูลี่พยักหน้าหน้า แล้วก็ส่ายหน้าหน้า

“อยากเข้าเมือง แต่ไม่ได้มารอรับศิษย์พี่นะ”

“ไม่ได้มารอรับแล้วเหตุใดมา?”

“อาจารย์ลากมา” ถ้าจะพูดให้ถูกอีกทีต้องบอกว่าหิ้วมาถึงจะถูก 

“หืม?”

“มีคนทะลวงขั้นได้ อาจารย์เลยพาข้ามา แต่ข้าเห็นท่านก่อน”

โจวหมิงมองไปรอบ ๆ สุดท้ายหยุดอยู่บนหลังคา 

“เหตุใดอาจารย์ไปอยู่บนหลังคา?”

“อาจารย์เป็นพวกถ้ำมองเจ้าค่ะ” 

ก็มองถ้ำที่ศิษย์พี่เชี่ยเพิ่งผ่านด่าน ดังนั้นนางพูดไม่ผิด

โจวหมิงนิ่งไป เขาอยากจะเชื่อคำพูดนาง แต่ประสบการณ์สอนว่าคำพูดของจูลี่ให้เอามารบวก ลบ คูณ หารให้ดีก่อนที่จะเชื่อ

ไม่ใช่นางขี้โกหก แต่นางคือเด็ก เด็กที่ผ่านโลกมาน้อย ถ้าไม่มีใครบอกใครสอนก็รู้แค่นี้ เข้าใจแค่นี้ ก็พูดแค่นี้

“โจวหมิง เจ้าออกจากด่านแล้วหรือ?” เป็นอาจารย์หม่าที่รู้สึกถึงสายตาของใครบางคน เมื่อเห็นตามความรู้สึกก็เห็นศิษย์สายตรงอีกคนหนึ่งของเขา ที่รับเข้ามาดูแลศิษย์สายตรงอีกทีหนึ่ง

ศิษย์คนอื่นรากฐานเมฆาไปจนถึงรากฐานเซียน มีแค่เขาที่รับศิษย์สายตรงสองคน คนหนึ่งรากฐานปุถุชน อีกคนหนึ่งรากฐานปฐพี

“ขอรับอาจารย์ ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ เหตุใดคนจึงเยอะเช่นนี้?”

“เซี่ยฉางอันเลื่อนระดับเป็นเหนือมนุษย์แล้ว”

โจวหมิงรู้สึกความสำเร็จของเขาไม่นับเป็นอะไรเลยในตอนนี้ ทั้งตัวเขายังอายุมากกว่าเซี่ยฉางอันด้วยซ้ำ 

พรสวรรค์ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ จริง ๆ 

“ศิษย์พี่เข้าเมืองกัน” จูลีดึงเส้นผมของโจวหมิงเบา ๆ

“รู้แล้ว รู้แล้ว”

“อาจารย์ศิษย์ขออนุญาต” โจวหมิงโค้งให้หม่าซือเจียวทีหนึ่ง

“ไปเถอะ ๆ เอาตัวรอดได้ก็พอ”

“ขอรับ”

ทว่าตอนที่โจวหมิงกำลังจะก้าวไปทางประตูสำนัก จูลี่กลับชี้ไปที่ยอดเขาฉี่ฝานก่อน

“หืม?”

“ลืมเจ้าหิน”

“ลืมศิษย์พี่โม”

“อ้อ” โจวหมิงพยักหน้าเบา ๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนทิศทาง แม้จะถูกบังคับให้ออกจากด่าน แต่เขาก็ยังอารมณ์ดี

พอมาถึงยอดเขาฉี่ฝานเห็นโมเจียนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่กับอสูรเกราะศิลาก็ตรงเข้าไปหา

ทันใดนั้น เสาไม้ต้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็พังครืน เสียงดังมาถึงยอดเขาอย่างชัดเจน

โจวหมิงมองกลุ่มฝุ่นที่ลอยขึ้น รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะหันมามองจูลี่ช้า ๆ

“เจ้าเลื่อนระดับอีกแล้ว?”

“ดูเหมือนจะใช่เจ้าค่ะ”

“ตอนเจ้าหลับ??”

“อาจารย์บอกแบบนั้น”

โจวหมิงมุมปากกระตุก เขาพยายามแทบตายกว่าจะเลื่อนระดับย่อยได้หนึ่งระดับ แต่เจ้าเด็กนี่หลับไปตื่่นหนึ่งก็แทบจะกลายเป็นเซียนแล้ว