LNCrawler

ตอนที่ 111

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 111

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ระดับใด” โจวหมิงเดินวนสำรวจจูลี่รอบหนึ่ง

“ไม่รู้เจ้าค่ะ”

“แล้วรู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนไปหรือไม่”

จูลี่ยกแขนขึ้นขยับสองครั้ง ก่อนกระโดดอยู่กับที่

“หิวน้อยกว่าเดิมนิดหน่อย”

โจวหมิงเงียบไปทันที เขาไม่ควรถามเลยจริง ๆ

โมเจียซึ่งนั่งกอดเข่าอยู่ข้างเจ้าหินลุกขึ้นปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า เมื่อเห็นโจวหมิงก็ยิ้มออกมา

“ออกจากด่านแล้วหรือ”

“อืม หลอมรวมขั้นสูงแล้ว”

“เร็วถึงเพียงนี้?”

“เทียบกับคนบางคนแล้วไม่เร็วเลย” โจวหมิงเหลือบมองเด็กหญิงข้างกาย

จูลี่ไม่ได้สนใจ นางเดินไปตบขาหน้าเจ้าหินสองครั้ง

“ลุก เข้าเมืองกัน”

อสูรเกราะศิลาลุกขึ้นทันที ร่างใหญ่โตซึ่งเมื่อครู่ยังนั่งเจ่าจุกอยู่ใต้ต้นไม้กลับยืดอกผึ่งผาย พื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนเบา ๆ

โมเจียมองเจ้าหินแล้วหันไปถามจูลี่

“ข้าไปด้วยได้หรือไม่”

“ไปสิ” จูลี่ตอบ “ไม่ได้เข้าเมืองนานแล้ว”

โมเจียหันไปมองโจวหมิง

โจวหมิงพยักหน้า “ไปด้วยกันเถิด อย่างน้อยจะได้มีคนช่วยดูนาง”

“ข้าดูแลตัวเองได้”

“คนที่ดูแลตัวเองได้ไม่ทำเรือนพังภายในคืนเดียว”

“เรือนพังเองเจ้าค่ะ”

“แล้วบ่อปราณแห้งเองด้วยหรือ”

จูลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างจริงจัง

“อาจเป็นเพราะเก่าแล้ว”

โจวหมิงมองแท่นหินซึ่งเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว ก่อนตัดสินใจไม่เถียงต่อ

ทั้งสามขึ้นไปนั่งบนหลังเจ้าหิน จูลี่อยู่ด้านหน้า โมเจียนั่งตรงกลาง ส่วนโจวหมิงอยู่ด้านหลังสุด

“ไปได้”

เจ้าหินออกวิ่งทันที

โครม โครม โครม

ทุกครั้งที่เท้าของมันกระแทกพื้น ทางเดินบนยอดเขาจะสั่นสะเทือน เศษกระเบื้องจากเรือนใกล้เคียงร่วงลงมาอีกสองแผ่น

โจวหมิงรีบตบเกราะหินบนหลังมัน

“ช้าหน่อย”

เจ้าหินลดความเร็วลงเล็กน้อย 

โจวหมิงแอบแปลกใจเล็กน้อยที่อสูรเกราะศิลายอมทำตามคำสั่งของตัวเองอย่างว่าง่าย ปีที่แล้วยังต่อต้านอยู่เลย 

“ช้ากว่านี้อีก”

มันลดความเร็วลงจนเกือบกลายเป็นเดิน

จูลี่หันกลับมามอง “ถ้าช้าเช่นนี้ เมื่อใดจะถึงเมือง”

“อย่างน้อยให้พ้นเขตเรือนพักก่อน”

จูลี่เห็นศิษย์สายนอกหลายคนกำลังยืนมองเรือนของตนด้วยความหวาดระแวง จึงยอมให้เจ้าหินเดินต่อไปอย่างสงบ

กระทั่งออกจากเขตสำนัก เจ้าหินจึงเพิ่มความเร็วอีกครั้ง

ลมพัดผ่านจนชายเสื้อปลิว โมเจียต้องเกาะหลังเจ้าหินไว้แน่น ส่วนโจวหมิงนั่งได้มั่นคงกว่าเดิมมาก หลังเลื่อนเข้าสู่หลอมรวมขั้นสูง การควบคุมร่างกายกับพลังปราณของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

จูลี่กลับนั่งอยู่ด้านหน้าอย่างสบายใจ นางแตะแหวนสีดำบนนิ้ว พลางส่งจิตเข้าไปสำรวจด้านใน

หลังไม่ได้กลับเข้าไปดูด้วยตนเองมาเกือบเดือนแล้ว ภายในแหวนมิติเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าที่คิด

กระท่อมไม้หลังเล็กซึ่งเคยตั้งอยู่กลางพื้นที่โล่งหายไปแล้ว แทนที่ด้วยกำแพงสูง เรือนหลายหลัง และลานกว้างที่ปูด้วยแผ่นหินอย่างเรียบร้อย ด้านหนึ่งเป็นสวนผลไม้ อีกด้านเป็นหอเก็บสุราสามชั้น ถัดออกไปยังมีบ่อน้ำ ศาลาพัก และโรงเก็บฟืนขนาดใหญ่

หากไม่รู้มาก่อน คงไม่มีผู้ใดคิดว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นเพียงบ้านไม้หลังเล็ก

พ่อบ้านอู่กำลังยืนสั่งการอยู่หน้าหอเก็บสุรา ส่วนชายอีกสองคนกำลังช่วยกันขนไหจากลานด้านหลัง

อาการบาดเจ็บของทั้งสามหายสนิทไปนานแล้ว

เวลาภายในแหวนมิติผ่านไปเร็วกว่าด้านนอกมาก นับตั้งแต่เข้ามาอยู่ พวกเขาผ่านเวลามากว่ายี่สิบปีแล้ว แต่รูปลักษณ์กลับแทบไม่เปลี่ยนแปลง

เส้นผมของพ่อบ้านอู่ยังมีสีดำแซมขาวเท่าเดิม ใบหน้าไม่ได้แก่ลงแม้แต่น้อย

จูลี่พบว่าแม้เวลาในแหวนจะเดินไปข้างหน้า แต่สภาพร่างกายของผู้ที่อาศัยอยู่ภายในยังคงอิงกับเวลาภายนอก

สิ่งที่เพิ่มขึ้นมีเพียงประสบการณ์กับตบะ

ภายในแหวนมีพลังปราณหนาแน่น ทั้งยังมีเนื้อสัตว์อสูร โอสถ และสุราให้ใช้ไม่ขาด พ่อบ้านอู่กับพวกจึงเลื่อนระดับขึ้นมาหลายขั้นแล้ว

เมื่อไม่ต้องรักษาบาดแผลและไม่มีศัตรูไล่ตาม ชีวิตของทั้งสามก็สงบจนแทบไม่มีสิ่งใดให้ทำ

ช่วงแรกพวกเขาช่วยกันปลูกพืช

ต่อมาก็สร้างโรงครัว

เมื่อโรงครัวเสร็จ เห็นกระท่อมหลังเดิมเล็กเกินไปจึงต่อเติมเรือนพัก

ต่อห้องหนึ่งแล้วดูไม่สมดุลจึงสร้างอีกห้อง

พอมีเรือนหลายหลังก็ต้องสร้างกำแพง มีทางเดิน มีศาลา และขุดบ่อน้ำให้ครบ

ทำไปทำมา บ้านหลังเล็กจึงกลายเป็นจวนขนาดใหญ่ ทั้งที่มีคนอาศัยอยู่เพียงสามคน

จูลี่มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเรียกผ่านจิต

“พ่อบ้านอู่”

ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นทันที

“คุณหนู”

“บ้านใหญ่ขึ้นอีกแล้ว”

พ่อบ้านอู่มองเรือนด้านหลังตนเอง ก่อนตอบอย่างสุภาพ

“พวกเราว่างขอรับ”

เหตุผลของพวกเขาจูลี่เข้าใจ

“สุรามีหรือไม่”

ดวงตาของพ่อบ้านอู่สว่างขึ้น

“มีขอรับ” เขารีบเปิดประตูหอเก็บสุรา ภายในมีไหสุราเรียงกันแน่นตั้งแต่พื้นจรดเพดาน แต่ละแถวแขวนป้ายบอกชนิดกับปีที่หมักไว้อย่างชัดเจน

สุราท้อ สุราบ๊วย สุราลูกแพร์ สุราองุ่น ยังมีสุราผลไม้ชนิดอื่นซึ่งจูลี่ไม่เคยเห็นอีกหลายอย่าง

ตั้งแต่พ่อบ้านอู่เข้าไปอยู่ในแหวนมิติ จูลี่ก็ไม่เคยขาดสุราอีกเลย 

“มีเยอะเลย” เด็กหญิงยิ้มจนตาหยี

“พวกเราเก็บผลไม้ได้มาก หากกินไม่หมดก็เสียดาย จึงนำมาหมักสุราขอรับ”

“หมักมานานเท่าใดแล้ว”

“ชุดแรกเกินยี่สิบปี ส่วนที่เพิ่งเปิดด้านนี้อายุประมาณสิบปีขอรับ” ด้วยความว่าง พวกเขาเอาสุรามาหมักทุกวัน อาศัยพื้นที่กว้างขวางไม่มีที่สิ้นสุด พื้นที่ว่างด้านหลังจวนเกือบสิบลี้กลายเป็นจุดฝังสุราให้จูลี่ทั้งหมด 

อันไหนฝังวันที่เท่าไหร่ก็ปักป้ายเอาไว้ 

แม้จูลี่จะเอาออกไปดื่มกินเป็นจำนวนมาก แต่ความว่างงานของพวกเขามีมากกว่า 

ใครใช้ให้พื้นที่นี้สงบสุขเกินไปกันเล่า

จูลี่มองไหสุราจำนวนมหาศาลแล้วรู้สึกพอใจ

“ข้าจะนำออกไปขาย”

พ่อบ้านอู่ชะงัก “คุณหนูต้องการกี่ไห”

“เอาสุราสิบปีออกมาอย่างละสิบไหก่อนเจ้าค่ะ” ถ้าราคาดี ค่อยคิดอีกทีว่าจะขายเพิ่มอีกเท่าไหร่ให้ต่อไปยังมีสุราดื่มกิน

“ขอรับ” พ่อบ้านอู่กับชายอีกสองคนรีบช่วยกันขนสุราออกมาวางไว้กลางลาน

ขณะเดียวกัน ร่างของจูลี่ซึ่งนั่งอยู่บนหลังเจ้าหินก็เริ่มเอนไปด้านข้าง ดวงตาปิดสนิท ศีรษะค่อย ๆ ตกลงบนไหล่ของโมเจีย 

โจวหมิงเห็นเข้าก็หน้าถอดสี รีบคว้าตัวนางไว้ “จูลี่ อย่าเพิ่งหลับ เจ้าหินหยุดเดี๋ยวนี้” 

อสูรเกราะศิลาหยุดกึกจนพื้นถนนยุบ โมเจียรีบเงยหน้ามองท้องฟ้า ส่วนโจวหมิงกวาดตามองหาเมฆทัณฑ์สวรรค์อย่างหวาดระแวง

โจวหมิงเป็นคนแรกที่กระโดดลงหลังเจ้าหิน พริบตาเดียวก็ไปหลบอยู่หลบอยู่หลังต้นไม้ที่ห่างออกไปนับลี้ โดยมีโมเจียตามมาติด ๆ

เจ้าหินตัวสั่นงันงก

มันทำอะไรได้บ้าง หนีไปไหนก็ไม่ได้จูลี่อยู่บนหลัง

จูลี่ถอนจิตออกจากแหวนแล้วลืมตาขึ้นอย่างงุนงง ก่อนจะเอียงคอถาม “เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”