ตอนที่ 112
ตอนที่ 112
โจวหมิงโผล่ศีรษะออกมาจากหลังต้นไม้ มองท้องฟ้าสลับกับเด็กหญิงบนหลังเจ้าหินอยู่หลายครั้ง
ท้องฟ้ายังคงแจ่มใส ไม่มีเมฆดำ ไม่มีสายฟ้า และไม่มีแรงกดดันจากทัณฑ์สวรรค์
“เมื่อครู่เจ้าหลับหรือ”
“เหมือนจะหลับไปครู่หนึ่งเจ้าค่ะ” ความลับเกี่ยวกับแหวนมิติ ไม่มีใครรู้เลยจะดีที่สุด
“แล้วเหตุใดต้องมาหลับตอนนี้” ประสบการณ์ที่อยู่กับจูลี่มาหลายปี ทำให้เขากลายเป็นโรคหวาดระแวงไปแล้วจริง ๆ
จูลี่มองเขาอย่างงุนงง “ข้างบนลมเย็น นอนสบายเจ้าค่ะ”
โมเจียซึ่งหลบอยู่หลังต้นไม้อีกต้นรีบกล่าว “เจ้านอนตอนไหนก็ได้ แต่ตอนนอนอย่าใกล้ข้าก็พอ”
ก่อนหน้านี้โมเจียไม่เคยกลัวการนอนหลับของจูลี่ จนกระทั่งได้ฟังบทสนทนาของอาจาร์ยหม่าและอาจารย์หลัว ตอนนี้อะไร ๆ ก็กลัวไปหมด
“ไม่หลับแล้วเจ้าค่ะ”
“นั่นแหละที่ต้องการ”
จูลี่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดทุกคนต้องตกใจถึงเพียงนี้ แต่ยังพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
โจวหมิงกับโมเจียรออยู่ไกล ๆ อีกครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าจะไม่มีสายฟ้าผ่าลงมา จึงค่อยเดินกลับไปหา
ส่วนเจ้าหินยังตัวสั่นอยู่ใต้ตัวจูลี่
มันหนีไปไหนไม่ได้ ทั้งยังไม่กล้าสลัดเจ้านายตัวน้อยลงจากหลัง จึงทำได้เพียงหมอบราบกับพื้นแล้วภาวนาให้ฟ้าดินเมตตา
จูลี่ตบหลังมันสองครั้ง “ไม่มีอะไรแล้ว ลุกขึ้น”
เจ้าหินส่งเสียงครางต่ำ
“ข้าเพียงหลับไปครู่เดียว”
มันยิ่งไม่ยอมลุก
ดูเหมือนคำอธิบายนี้จะทำให้อสูรเกราะศิลาหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม
สุดท้ายโจวหมิงต้องช่วยกันลาก ส่วนจูลี่ใช้เนื้อแห้งล่ออยู่ด้านหน้า เจ้าหินจึงยอมลุกขึ้นเดินต่อ แต่ตลอดทางมันลดความเร็วลงกว่าครึ่ง ทั้งยังเงยหน้ามองท้องฟ้าทุกสิบก้าว
เมื่อมาถึงนอกประตูเมือง จูลี่จึงหยิบถุงเก็บอสูรออกมา
“เข้าไปก่อน”
เจ้าหินถอยหลังหนึ่งก้าว
เมื่อคิดว่าภายในถุงเก็บอสูรไม่มีท้องฟ้า ไม่มีสายฟ้า และไม่มีจูลี่นอนอยู่บนหลัง
พอคิดได้เช่นนั้น มันก็ยื่นหัวเข้าไปอย่างว่าง่ายกว่าทุกครั้ง
แสงสีขาวห่อหุ้มร่างใหญ่ ก่อนดึงมันเข้าไปในถุงเก็บอสูรจนหมด แต่มันมาโผล่ในมิติของจูลี่แทน แต่ถึงจะเป็นถุงเก็บของหรือในแหวนมิติของจูลี่ ที่ไหนก็ดีกว่าข้างนอกทั้งนั้น
โจวหมิงมองถุงในมือจูลี่ ก่อนกล่าว
“เดี๋ยวนี้มันเชื่อฟังเจ้ามากขึ้นจริง ๆ”
“อืม”
“เจ้าใช้วิธีใดฝึกมัน”
“ไม่ได้ฝึก”
“แล้วเหตุใดมันจึงเชื่อฟังถึงขนาดนั้น” ต้องรู้ว่าอสูรเกราะศิลาเดิมไม่ยอมสยบแก่ผู้ใด ทำเอาศิษย์สายนอกสายในปั่นป่วนมาแล้ว
จูลี่เก็บถุงไว้ข้างเอว “อยู่ด้วยกันนาน ๆ ก็รู้ใจกันเอง”
โมเจียไม่ออกความเห็น ทำตัวประหนึ่งอากาศธาตุ
ทั้งสามผ่านประตูเมืองเข้าไป
แม้เป็นเวลาเช้า ถนนสายหลักก็เต็มไปด้วยผู้คน ร้านรวงสองข้างทางเปิดเกือบทั้งหมด กลิ่นซาลาเปา เนื้อย่าง และขนมทอดลอยปะปนกันอยู่ในอากาศ
จูลี่เดินได้ไม่ถึงสิบก้าวก็หยุด
“ศิษย์พี่ ข้าจะซื้อซาลาเปา”
“ไหนบอกว่าจะมาขายสุรา”
เดินต่อไปอีกห้าก้าว นางก็หยุดอีกครั้ง
“ศิษย์พี่ ร้านนั้นมีไก่อบ”
“ขายสุราก่อน”
พอผ่านแผงขนมทอด เด็กหญิงยังไม่ทันอ้าปาก โจวหมิงก็จับไหล่นางแล้วหมุนตัวให้หันกลับมาตรงทาง
“ขายสุราก่อน”
จูลี่เงยหน้ามองเขา “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะพูดอะไร”
“เดาไม่ยาก” อยู่กันมานานขนาดนี้ ไม่รู้สิถึงเรียกว่าแปลก
โมเจียเดินตามหลังทั้งสองคน หันไปมองอาหารแต่ละร้านด้วยความสนใจไม่ต่างกัน หญิงสาวไม่ได้เข้าเมืองบ่อยเหมือนจูลี่และโจวหมิง
เหลาสุราที่ใหญ่ที่สุดในเมืองตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน เป็นอาคารสามชั้น ด้านหน้าแขวนป้ายไม้ขนาดใหญ่ เขียนอักษรว่าเหลาเมฆามงคล
ทั้งสามเดินมาถึงหอเมฆาในเวลาไม่นาน
จูลี่เพิ่งก้าวผ่านประตู เสี่ยวเอ้อร์ที่กำลังยกสุราไปส่งลูกค้าก็จำเด็กหญิงได้ทันที
“คุณหนูตัวน้อย”
เสียงเรียกดังจนคนทั้งชั้นล่างหันมามอง
เสี่ยวเอ้อร์รีบวางไหสุราแล้ววิ่งเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ตั้งแต่ทำงานอยู่ที่หอเมฆามา มีเพียงคนเดียวที่เหมาสุราทั้งร้านจนหมด แถมผู้เหมายังเป็นเพียงเด็กเจ็ดขวบในตอนนั้น
แม้นางจะหายไปนานนับปี จนถึงตอนนี้ก็ดูโตขึ้นมาเล็กน้อย เขาก็ยังจำได้อยู่ดี
“ไม่ได้พบท่านตั้งนาน วันนี้ต้องการสุราชนิดใดขอรับ”
“วันนี้ไม่ได้มาซื้อ”
รอยยิ้มของเสี่ยวเอ้อร์ชะงักเล็กน้อย
“แล้วคุณหนูต้องการสิ่งใดหรือขอรับ”
“มาขายสุรา”
เสี่ยวเอ้อร์นิ่งไป
ข่าวว่าจูลี่มาถึงแพร่ไปถึงหลังร้านอย่างรวดเร็ว เถ้าแก่หอเมฆารีบออกมาต้อนรับด้วยตนเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี
“คุณหนูจูลี่ ไม่ได้พบกันนาน วันนี้ต้องการสุรากี่ไห หากมีมาก ข้าจะให้คนไปเปิดคลังด้านหลังเตรียมไว้ก่อน”
ครั้งก่อนนางซื้อคราวเดียวหลายร้อยไห ทำให้สุราในคลังของหอเมฆาหมดเกลี้ยง เถ้าแก่จึงจำลูกค้ารายใหญ่นี้ได้แม่นยำยิ่งกว่าจำญาติของตนเองเสียอีก
“วันนี้ข้าไม่ได้มาซื้อ”
“ไม่ได้มาซื้อ?”
“ข้ามาขาย”
รอยยิ้มของเถ้าแก่ค่อย ๆ แข็งค้าง
จูลี่เดินไปยังโต๊ะด้านใน ก่อนแตะถุงเก็บของ
ไหสุราสี่ใบปรากฏขึ้นเรียงกันบนโต๊ะ
เถ้าแก่ก้มมองเพียงครั้งเดียวก็จำได้ ลายก้อนเมฆด้านข้างกับตราประทับใต้ก้นไห ล้วนเป็นไหสุราของหอเมฆาทั้งหมด
กระทั่งไหที่สอง เขายังจำรอยบิ่นตรงปากไหได้
“นี่ไม่ใช่ไหที่หอเมฆาขายให้เจ้าหรือ”
“ใช่”
“แล้วเหตุใดจึงนำกลับมาขายให้ข้า”
“ข้างในไม่เหมือนเดิมแล้ว”
จูลี่เปิดฝาไหใบแรก
กลิ่นสุราท้อหอมหวานลอยออกมาทันที เพียงไม่กี่ลมหายใจก็กระจายไปทั่วชั้นล่าง แขกหลายโต๊ะที่กำลังดื่มสุราอยู่ถึงกับวางจอกแล้วหันมามอง
เถ้าแก่สูดกลิ่นเข้าไป สีหน้าพลันเปลี่ยนไป
เขารีบใช้กระบวยหยกตักสุราออกมาตรวจ น้ำสุรามีสีชมพูอ่อน ใสกระจ่าง ทั้งยังมีพลังปราณบางเบาไหลเวียนอยู่ภายใน
หลังลองจิบหนึ่งคำ เขาก็มองจูลี่อย่างไม่อยากเชื่อ
“สุราท้อสิบปี?”
“เจ้าค่ะ”
“แต่ไหพวกนี้ข้าเพิ่งขายให้เจ้าเมื่อไม่ถึงปี”
“ไหอายุไม่ถึงปี แต่สุราอายุสิบปี”
“…” เถ้าแก่รู้สึกว่าประโยคนี้ไม่ถูกต้องอยู่บ้าง แต่กลับหาจุดโต้แย้งไม่พบ
โจวหมิงยืนอยู่ด้านข้างโดยไม่พูดอะไร เขาเองก็สงสัยว่าสุราสิบปีมาจากที่ใด แต่รู้ดีว่าจูลี่มีความลับอยู่ไม่น้อย เมื่อนางไม่คิดบอก เขาก็ไม่คิดถามต่อหน้าคนนอก
เถ้าแก่เปิดตรวจไหที่เหลือ
สุราบ๊วย สุราลูกแพร์ และสุราองุ่น ล้วนหมักมานานสิบปี อีกทั้งผลไม้กับน้ำที่ใช้ยังมีพลังปราณเข้มข้นกว่าสุราที่หอเมฆาขายอยู่มาก
ยิ่งตรวจ สีหน้าของเขาก็ยิ่งจริงจัง
“เจ้ามีกี่ไห”
“ชนิดละสิบไห”
“ทั้งหมดใช้ไหเก่าของหอเมฆาหรือ”
“อืม”
เถ้าแก่เงียบไปครู่หนึ่ง
สุราของตนเองถูกซื้อไปหลายร้อยไห จากนั้นลูกค้าคนเดิมก็นำไหเปล่ากลับมา ใส่สุราที่ดีกว่าของหอเมฆาหลายเท่า แล้วเสนอขายคืนให้เขา
ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็รู้สึกแปลกประหลาดยิ่งนัก จึงเดาเอาเองว่าจูลี่อาจจะหมักเป็นไหใหญ่แล้วตัดแบ่งขายเป็นไหเล็ก
หลังตรวจสุราครบทั้งสี่ชนิด เถ้าแก่ก็วางกระบวยหยกลงอย่างระมัดระวัง
“สุราพวกนี้บ่มมาสิบปีจริง ทั้งผลไม้และน้ำที่ใช้หมักล้วนมีพลังปราณ หากนำไปวางขายทั่วไปคงเสียของ หอเมฆาต้องแบ่งขายให้ลูกค้าประจำหรือไม่ก็นำออกประมูล”
จูลี่ไม่ได้สนใจว่าหอเมฆาจะนำไปขายอย่างไร นางถามตรง ๆ
“รับซื้อไหละเท่าไหร่เจ้าคะ”
เถ้าแก่ชี้ไปยังไหแรก
“สุราลูกแพร์รสอ่อน วัตถุดิบหาได้ง่ายกว่าชนิดอื่น ข้าให้ไหละสามร้อยหินวิญญาณ”
จากนั้นจึงเลื่อนไปยังไหสุราท้อ
“สุราท้อมีพลังปราณมากกว่า กลิ่นหอมติดทนนาน ไหละสี่ร้อยหินวิญญาณ”
“ส่วนสุราบ๊วย รสชาติสมดุลกว่า เหมาะทั้งสำหรับดื่มและช่วยโคจรพลัง ข้าให้ไหละสี่ร้อยห้าสิบหินวิญญาณ”
เถ้าแก่หยุดอยู่ตรงไหสุราองุ่นนานที่สุด
สุราชนิดนี้มีสีแดงเข้ม รสชาติแตกต่างจากสุราที่พบเห็นทั่วไป ทั้งยังไม่มีร้านใดในเมืองขาย หากนำออกประมูล ราคาย่อมสูงกว่าสุราอีกสามชนิดมาก
“สุราองุ่นไหละหกร้อยหินวิญญาณ”
โมเจียซึ่งนั่งอยู่ข้างจูลี่เผลอกำถ้วยชาแน่น สุราปราณมังกรของหอเมฆาซึ่งนับว่าแพงมากแล้ว ยังขายเพียงไหละสองร้อยหินวิญญาณเท่านั้น
ทว่าสุราสิบปีของจูลี่กลับมีราคาสูงกว่าสองถึงสามเท่า
จูลี่ถาม “ข้ามีอย่างละสิบไห รับซื้อทั้งหมดหรือไม่”
เถ้าแก่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามย้ำ
“คุณหนูมีทั้งหมดสี่สิบไห?”
“อืม”
เขาหันไปเรียกลูกคิดจากเสี่ยวเอ้อร์ ก่อนดีดเม็ดลูกคิดอย่างรวดเร็ว
“สุราลูกแพร์สิบไห สามพันหินวิญญาณ”
“สุราท้อสิบไห สี่พันหินวิญญาณ”
“สุราบ๊วยสิบไห สี่พันห้าร้อยหินวิญญาณ”
“สุราองุ่นสิบไห หกพันหินวิญญาณ”
เสียงลูกคิดเม็ดสุดท้ายดังแกร๊ก
“รวมทั้งหมดหนึ่งหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยหินวิญญาณขอรับ”
จูลี่ผู้มีเงินจำนวนมากอยู่ในแหวนมิติไม่ได้แสดงท่าทีตกใจอะไรมากนัก ผิดกลับโจวหมิงและโมเจียที่หันมองจูลี่พร้อมกัน
เงินจำนวนนี้มากพอให้ศิษย์ทั่วไปใช้ฝึกฝนได้หลายปี แต่เด็กหญิงกลับมีสีหน้าสงบ นางเพียงก้มมองไหสุราบนโต๊ะ คล้ายกำลังคำนวณบางอย่างอยู่ในใจ
เถ้าแก่เห็นนางเงียบจึงถาม “ราคานี้คุณหนูพอใจหรือไม่”
“พอใจ” จูลี่พยักหน้า ก่อนถามต่อทันที “ถ้าขายน้อยกว่านี้ ราคาจะเพิ่มขึ้นหรือไม่”
เถ้าแก่ชะงัก “เหตุใดขายน้อยแล้วต้องเพิ่มราคา”
“เพราะของจะหายากกว่าเดิม”
“…”
เถ้าแก่มองเด็กหญิงตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง
เด็กคนนี้เจ้าเล่ห์แกมโกงตั้งแต่เด็กเลยจริง ๆ