LNCrawler

ตอนที่ 113

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 113

หลังตกลงราคาเรียบร้อย เถ้าแก่หอเมฆาก็ให้คนงานขนสุราทั้งสี่สิบไหเข้าไปเก็บในคลัง ก่อนมอบหินวิญญาณหนึ่งหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยก้อนให้จูลี่

เด็กหญิงตรวจจำนวนคร่าว ๆ แล้วเก็บทั้งหมดเข้าแหวนเก็บของ

เถ้าแก่หอเมฆาเห็นนางเตรียมตัวจากไปจึงรีบถาม “ครั้งหน้าเจ้าจะนำสุรามาขายอีกเมื่อใด”

“ถ้าหมดแล้วข้าจะมา”

“หมายถึงสุราที่นำมาขายหมดหรือ”

“หมายถึงของกินหมด”

“…” เถ้าแก่ไม่รู้ว่าควรหวังให้อาหารของนางหมดเร็วหรือช้าดี

จูลี่ลุกจากโต๊ะแล้วเดินออกจากหอเมฆาด้วยอารมณ์ดี โจวหมิงกับโมเจียตามออกมา แต่พอถึงหน้าประตู เด็กหญิงกลับหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมองถนนสองฝั่ง

“ต่อไปซื้อของกิน”

“ไม่กลับสำนักก่อนหรือ” โจวหมิงถาม

“ตาแก่ให้กลับก่อนประตูสำนักปิด”

เป็นอันรู้กันว่าตาแก่ย่อมหมายถึงหม่าเหล่าซือ โจวหมิงเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ซึ่งเพิ่งขึ้นได้ไม่นาน เขาพลันรู้สึกว่าคำสั่งของอาจารย์เปิดช่องว่างไว้มากเกินไป

“เจ้าจะซื้ออะไร”

“ซื้อทุกอย่างที่ไม่มีในแหวนเก็บของ”

“แล้วในแหวนของเจ้ามีอะไรบ้าง”

“จำไม่ได้”

“…”

โมเจียยืนอยู่ด้านข้าง พยายามกลั้นยิ้ม

สุดท้ายโจวหมิงก็ถูกจูลี่ลากไปยังร้านซาลาเปาซึ่งนางหมายตาไว้ตั้งแต่ผ่านประตูเมือง

“ซาลาเปาหมูห้าร้อยลูก ซาลาเปาผักสามร้อยลูก แล้วก็ไส้หวานอีกสามร้อยลูก”

แม่ค้าซึ่งกำลังคีบซาลาเปาใส่ห่อชะงัก แบบนี้สั่งเหมายกร้านไปเลยไม่ง่ายกว่าหรือ? ร้านทั้งร้านจะมีซาลาเปากว่าพันลูกได้อย่างไร

“คุณหนูจะจัดงานหรือ”

“ไม่จัด”

“ซื้อไปฝากคนในสำนัก?”

“กินเองเจ้าค่ะ”

มือของแม่ค้าหยุดอยู่กลางอากาศ นางมองเด็กหญิงตัวเล็กตรงหน้า ก่อนหันไปมองโจวหมิงกับโมเจีย

โจวหมิงเบือนหน้าหนี

โมเจียมองป้ายร้านอย่างตั้งใจ

ไม่มีผู้ใดคิดอธิบาย

หลังเหมาซาลาเปาหมดทั้งร้าน จูลี่ก็เดินต่อไปยังแผงไก่อบ ซื้อไก่อบสิบตัว เป็ดย่างอีกแปดตัว ตามด้วยขาหมูตุ๋น เนื้อแห้ง ขนมทอด ผลไม้เชื่อม และขนมแป้งอีกหลายชนิด

แม่ค้าพ่อค้าตลอดถนนพากันยิ้มต้อนรับนาง

หลายคนจำเด็กหญิงที่เคยกว้านซื้ออาหารครั้งละมาก ๆ ได้แล้ว เพียงเห็นร่างเล็กเดินมา บางร้านถึงกับรีบนำของที่ซ่อนไว้ด้านหลังออกมาวางเพิ่ม

โจวหมิงมองถุงอาหารที่หายเข้าไปในแหวนเก็บของทีละถุง ก่อนถาม

“เจ้าซื้อไว้มากถึงเพียงนี้ จะกินหมดหรือ”

“หมด”

“เมื่อใด”

“ไม่รู้” อย่างไรในแหวนเก็บของระดับสูงของก็ไม่เสีย

“แล้วถ้ากินไม่หมดเล่า” 

“ข้าก็ค่อย ๆ กินจนหมด” คำตอบฟังดูสมเหตุสมผลจนโจวหมิงไม่รู้จะว่าอะไรได้อีก

คนมีเงินใช้จ่ายอย่างไรก็ไม่ผิด

ระหว่างที่ทั้งสามกำลังรอขนมอบชุดใหม่จากร้านริมทาง เสียงสนทนาจากโรงน้ำชาฝั่งตรงข้ามก็ดังเข้าหู

“จวนใหม่ตระกูลเว่ยน่าอนาจยิ่งนัก เจ้ารู้หรือไม่ตระกูลเว่ยตอนนี้แทบจะล่มสลายแล้ว”

“เรื่องตระกูลเว่ยเมื่อปีที่แล้วเป็นความจริงหรือ?”

ชายที่นั่งใกล้หน้าต่างรีบวางถ้วยชา ก่อนลดเสียงลงอย่างลึกลับ

“จริงยิ่งกว่าจริง ญาติฝ่ายภรรยาของข้าอยู่ใกล้จวนหลังเก่าของพวกเขา คืนเกิดเหตุได้ยินเสียงอสูรคำรามไปทั่วทั้งเมือง”

“ข้าได้ยินเพียงว่าระหว่างย้ายจวนเกิดอุบัติเหตุ”

“อุบัติเหตุอะไรกัน ตระกูลเว่ยผนึกอสูรระดับสูงเอาไว้ใต้จวนต่างหาก”

ผู้คนรอบโต๊ะขยับเข้ามาใกล้ทันที

“เหตุใดต้องผนึกอสูรไว้ใต้จวน”

“ผู้ใดจะรู้ บ้างก็ว่าเป็นอสูรผู้พิทักษ์ของบรรพบุรุษ บ้างก็ว่าถูกจับไว้เพื่อดูดพลังจากแก่นอสูร อีกข่าวหนึ่งบอกว่าตระกูลเว่ยใช้โลหิตของมันบำเพ็ญวิชา”

“แล้วมันหลุดออกมาได้อย่างไร”

ชายคนนั้นยิ่งลดเสียงลง

“รากปราณใต้จวนหายไป”

มือของโจวหมิงซึ่งกำลังถือถุงขนมชะงักเล็กน้อย โมเจียเองก็หันไปมองโรงน้ำชาทันที

“รากปราณหายไปได้อย่างไร”

“นั่นสิ ผู้ใดจะรู้ เดิมค่ายกลผนึกอสูรดึงพลังจากรากปราณใต้ดินมาใช้ พอรากปราณหาย ค่ายกลทั้งหมดก็ดับลงในคืนเดียว อสูรที่ถูกผนึกจึงหลุดออกมา”

“แล้วคนตระกูลเว่ยเล่า”

“ตกตายไปมากกว่าครึ่ง ผู้ที่เหลือบาดเจ็บสาหัส แม้แต่ผู้อาวุโสของตระกูลยังเสียชีวิตไปหลายคน ทรัพย์สินส่วนใหญ่ถูกทำลาย จวนเก่ากลายเป็นซากไปแล้ว”

ผู้ฟังรอบโต๊ะพากันถอนหายใจ

เมื่อก่อนตระกูลเว่ยเป็นหนึ่งในตระกูลผู้บำเพ็ญที่มีอำนาจไม่น้อย แต่หลังสูญเสียคนในตระกูลไปกว่าครึ่ง ทั้งยังไม่มีทรัพย์สินเหลือมากพอจะฟื้นฟู คงยากจะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิมได้อีก

“อสูรตัวนั้นถูกกำจัดแล้วหรือยัง”

“ได้ยินว่าคนจากราชสำนักจัดการแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดบอกได้ชัดเจนว่าจับได้หรือไม่ได้ มีบางคนบอกว่าจริง ๆ จับไม่ได้ มันหลุดออกไป”

“แบบนี้เมืองรอบข้างจะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรือ”

“หนึ่งปีมานี้ถึงมีทหารกับผู้บำเพ็ญลาดตระเวนมากขึ้นอย่างไรเล่า”

โจวหมิงกับโมเจียมองหน้ากัน

รากปราณหายไปอย่างไร้สาเหตุ

เหตุการณ์เช่นนี้ฟังดูคุ้นเคยเกินไป

เมื่อคืนบ่อปราณปฐพีบนยอดเขาฉี่ฝานก็เพิ่งแห้งเหือด หลังจูลี่หลับอยู่เหนือบ่อเพียงคืนเดียว

โจวหมิงค่อย ๆ หันไปมองเด็กหญิงข้างกาย ปีที่แล้วจูลี่ถูกจับตัวไป เป็นช่วงที่ตระกูลเว่ยเร่งย้ายจวนพอดี เรื่องนี้คนอื่นอาจไม่รู้ แต่โจวหมิงกับโมเจียอยู่กับอาจารย์หม่า อย่างไรก็รู้ข้อมูลมาบ้าง

จูลี่กำลังรับขนมอบจากเจ้าของร้าน ไม่ได้ฟังเรื่องตระกูลเว่ยแม้แต่น้อย

“เพิ่มไส้ถั่วอีกหนึ่งร้อยชิ้นเจ้าค่ะ”

โจวหมิงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจไม่พูดอะไร

ตระกูลเว่ยอยู่ไกลจากสำนักชิงเฟิงมาก อีกทั้งรากปราณใต้จวนหายไปก่อนหน้านี้นานแล้ว จูลี่เกี่ยวข้องหรือไม่ไม่สำคัญ ผู้อื่นไม่สงสัยก็พอ

อย่างน้อยเขาก็หวังว่าเป็นเช่นนั้น

เสียงสนทนาในโรงน้ำชายังไม่จบ

ชายอีกคนซึ่งเงียบมาตลอดพลันกล่าวขึ้น

“เรื่องตระกูลเว่ยอาจไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

“ช่วงนี้รากปราณหายไปหลายแห่ง อสูรในป่าก็เริ่มคลุ้มคลั่ง ข้ายังได้ยินว่ามีกลุ่มกบฏกำลังรวบรวมวัตถุดิบสำหรับพิธีบางอย่าง”

“พิธีใด”

ชายคนนั้นกวาดตามองรอบตัว ก่อนกระซิบคำตอบ

“พิธีเรียกเทาเทีย”

รอบโต๊ะเงียบลงทันที แม้แต่ผู้ที่กำลังยกชาดื่มยังหยุดมือ

“เทาเทียไม่ใช่อสูรบรรพกาลที่ถูกผนึกไปแล้วหรือ”

“เพราะถูกผนึก พวกมันจึงต้องทำพิธีเรียกกลับมา”

“พวกกบฏคิดทำสิ่งใดกันแน่”

“ยึดบัลลังก์”

เสียงกระซิบเบาจนแทบไม่ได้ยิน

“ว่ากันว่าพวกมันต้องการปลุกเทาเทียขึ้นมา ทำลายเมืองหลวง สังหารราชวงศ์ แล้วฉวยโอกาสยึดอำนาจในช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวาย”

“คนพวกนั้นบ้าไปแล้วหรือ เทาเทียจะยอมฟังคำสั่งมนุษย์ได้อย่างไร นี่ไม่เท่ากับเรียกหายนะมาหรอกหรือ”

“ถ้าไม่บ้า จะคิดก่อกบฏหรือ”

“ทางราชสำนักรู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง”

“คงรู้แล้ว ช่วงนี้จึงไล่จับคนไปทั่ว เมื่อไม่นานมานี้ยังจับคนตระกูลซูได้หนึ่งคน เห็นว่าเกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุดิบให้กบฏมาหลายปี”

“คนจากสายหลักหรือ”

“ไม่มีผู้ใดรู้ ข่าวหนึ่งบอกว่าเป็นคนจากสายหลัก อีกข่าวกลับบอกว่าเป็นเพียงผู้ดูแลกิจการสาขาหนึ่ง”

เรื่องเล่ายิ่งดำเนินต่อก็ยิ่งมีรายละเอียดมากขึ้น บางคนบอกว่ากบฏซ่อนตัวอยู่ในเมืองหลวง บางคนยืนยันว่าฐานของพวกมันอยู่ในแดนเหนือ กระทั่งจำนวนผู้ถูกจับก็ยังเล่าไม่ตรงกัน

โจวหมิงฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวกับโมเจียเบา ๆ

“กลับไปคงต้องรายงานอาจารย์สักหน่อย”

โมเจียพยักหน้า “เรื่องรากปราณของตระกูลเว่ยก็น่าสงสัย”

“อืม”

ทั้งสองมีสีหน้าจริงจัง

จังหวะนั้นจูลี่ก็เดินกลับมาพร้อมขนมถุงใหญ่

“ซื้อเสร็จแล้ว”

โจวหมิงมองถุงซึ่งใหญ่เกือบเท่าตัวนาง “แน่ใจหรือ”

จูลี่หันไปมองร้านเนื้อย่างปลายถนน

“ยังเหลืออีกร้าน”

“เมื่อครู่เจ้าบอกซื้อเสร็จแล้ว”

“หมายถึงร้านนี้เสร็จแล้ว”

โจวหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

ด้านหนึ่งคือข่าวตระกูลเว่ยล่มสลาย อสูรระดับสูงหลุดผนึก และกบฏคิดปลุกเทาเทียขึ้นมายึดบัลลังก์

อีกด้านคือเด็กหญิงผู้ตั้งใจจะกว้านซื้อของกินตลอดทั้งถนน

สุดท้ายเขาก็เดินตามจูลี่ไป

เรื่องกบฏอาจต้องรีบรายงาน แต่ถ้าไม่ปล่อยให้นางซื้อของให้เสร็จก่อน วันนี้คงไม่มีผู้ใดได้กลับสำนักเช่นกัน