LNCrawler

ตอนที่ 114

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 114

ทั้งสามกลับถึงสำนักก่อนประตูปิดเพียงเล็กน้อย

จูลี่แยกกลับไปจัดการของกินกับโมเจีย ส่วนโจวหมิงตรงไปหาหม่าซือเจียวทันที

ภายในเรือน หม่าซือเจียวกำลังนั่งอ่านสารฉบับหนึ่งอยู่ใต้แสงตะเกียง ข้างมือมีแผนที่ป่ากับเทือกเขาหลายแห่งกางทับกันอยู่ บนแผนที่มีจุดสีแดงถูกทำเครื่องหมายไว้เกือบสิบจุด

“อาจารย์ ศิษย์มีเรื่องต้องรายงานขอรับ” โจวหมิงเดินเข้าไปประสานมือ

“เรื่องตระกูลเว่ยหรือ”

โจวหมิงชะงัก “อาจารย์รู้แล้วหรือขอรับ”

หม่าซือเจียววางสารในมือลง

“เจ้าสำนักเพิ่งเรียกข้าไปคุยเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว วันนี้เห็นเจ้าเข้าเมืองก็พอจะเดาได้”

“เช่นนั้นข่าวที่คนในเมืองพูดกัน…”

“มีทั้งจริงและเท็จ”

หม่าซือเจียวชี้ให้เขานั่ง ก่อนอธิบายอย่างไม่รีบร้อน

“รากปราณใต้จวนตระกูลเว่ยหายไปจริง ค่ายกลผนึกจึงหยุดทำงาน อสูรระดับสูงที่ถูกขังอยู่ใต้จวนหลุดออกมา และสังหารคนตระกูลเว่ยไปมากกว่าครึ่ง”

“อสูรตัวนั้นหลบหนีไปได้หรือขอรับ”

“ไม่ได้หนี”

“แต่คนในเมืองลือกันว่าไม่มีผู้ใดจับมันได้”

“ราชสำนักจงใจปล่อยข่าวเช่นนั้น”

โจวหมิงขมวดคิ้ว “เพราะเหตุใด”

“อสูรตัวนั้นมีสายเลือดพิเศษ ราชสำนักไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้ว่ามันตกอยู่ในมือของตน จึงประกาศเพียงว่าขับไล่มันไปแล้ว”

“เช่นนั้นตอนนี้…”

“ถูกนำไปผนึกไว้ในสถานที่แห่งใหม่แล้ว”

หม่าซือเจียวไม่ได้บอกว่าสถานที่แห่งนั้นอยู่ที่ใด โจวหมิงจึงเข้าใจว่าเรื่องนี้คงเป็นความลับของราชสำนักและไม่ถามต่อ

“แล้วรากปราณใต้จวนตระกูลเว่ยหายไปได้อย่างไรขอรับ”

“ยังไม่มีผู้ใดทราบ”

“เรื่องผ่านมาก็นานแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งมีข่าวลือในช่วงนี้ขอรับ” 

หม่าซือเจียวเลื่อนแผนที่บนโต๊ะออกมา ด้านบนนอกจากจวนตระกูลเว่ย ยังมีสถานที่อื่นถูกวงไว้ด้วยหมึกสีแดง

“หากเกิดขึ้นเพียงแห่งเดียวอาจนับเป็นเรื่องบังเอิญ แต่หนึ่งปีที่ผ่านมา มีรายงานรากปราณแห้งเหือดหรือหายไปติดต่อกันหลายแห่ง บางแห่งอยู่ใต้ตระกูลผู้บำเพ็ญ บางแห่งอยู่กลางป่าลึก กระทั่งสำนักขนาดเล็กสองแห่งก็ได้รับผลกระทบ”

โจวหมิงก้มมองแผนที่ ก่อนนึกถึงบ่อปราณบนยอดเขาฉี่ฝาน

“รวมบ่อปราณของอาจารย์หลัวด้วยหรือไม่ขอรับ”

“ยังไม่รวม”

“เพราะเพิ่งเกิดเมื่อคืน?”

“เพราะรู้ต้นเหตุแล้ว”

“…”

สองศิษย์อาจารย์เงียบไปพร้อมกัน นึกถึงหน้าเจ้าตัวร้ายที่เป็นต้นเหตุ

บ่อปราณที่อื่นหายไปอย่างไรยังต้องสืบสวน แต่บ่อปราณของอาจารย์หลัวมีจูลี่นอนอยู่ด้านบนตลอดคืน ที่สำคัญบ่อปราณของสำนักแค่แห้ง แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงรากปราณ สาเหตุชัดเจนจนไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตรวจสอบ แถมไม่ได้มีผลกระทบมากมายอะไร 

โจวหมิงเหลือบมองจุดสีแดงบนแผนที่

“อาจารย์คิดว่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกันหรือขอรับ”

“ยังเร็วเกินไปจะสรุป”

“แล้วข่าวเรื่องกบฏคิดปลุกเทาเทียเล่าขอรับ”

“ราชสำนักจับคนตระกูลซูได้คนหนึ่ง และพบหลักฐานว่าเขาเคยจัดส่งวัตถุดิบหลายชนิดให้กลุ่มบุคคลที่ไม่ทราบฝ่าย แต่เรื่องกบฏกับพิธีปลุกเทาเทียยังเป็นแค่ข่าวลือ”

หม่าซือเจียวหยุดเล็กน้อย หากเป็นปกติเขาคงไม่เล่าเรื่องนี้ให้โจวหมิงฟัง แต่โจวหมิงมีหน้าที่จับตาและดูแลจูลี่ ดังนั้นเรื่องบางเรื่องจำต้องให้เขารู้

“ยิ่งข่าวแพร่กระจายรวดเร็วเท่าใด ก็ยิ่งต้องระวังว่าอาจมีผู้จงใจปล่อยออกมา”

โจวหมิงพยักหน้า

เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าที่เขาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว สิ่งที่ทำได้มีเพียงดูแลจูลี่ให้ดีและนำข่าวกลับมารายงานเท่านั้น

เขากำลังจะขอตัว หม่าซือเจียวกลับเรียกไว้ก่อน

“อีกสามวัน สำนักจะประกาศระดมศิษย์”

“เกิดเรื่องใดขึ้นหรือขอรับ”

หม่าซือเจียวใช้นิ้วแตะลงบนจุดสีแดงตามแนวป่าหลายแห่ง

“อสูรคลั่งกำลังจะเกิดขึ้น”

สีหน้าของโจวหมิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เขาเคยอ่านเรื่องอสูรคลั่งจากบันทึกของสำนัก แต่ไม่เคยพบด้วยตนเองมาก่อน

ทุกหนึ่งร้อยปี พลังปราณตามภูเขาและป่าลึกจะเกิดความปั่นป่วน สัตว์อสูรจำนวนมากพากันออกจากอาณาเขตเดิม รวมตัวเป็นฝูงแล้วเคลื่อนผ่านเมืองกับหมู่บ้านตามเส้นทาง

อสูรคลั่งแต่ละครั้งกินเวลาตั้งแต่หลายเดือนจนถึงหลายปี

หากควบคุมไม่ทัน เมืองเล็กอาจถูกเหยียบทำลายภายในคืนเดียว

“ถึงรอบหนึ่งร้อยปีแล้วหรือขอรับ”

“ตามบันทึกควรเหลือเวลาอีกสองปี แต่สัญญาณครั้งนี้ปรากฏเร็วกว่าที่คาด”

“เกี่ยวกับรากปราณที่หายไปหรือไม่”

“อาจเกี่ยว หรืออาจเป็นเพียงเหตุบังเอิญ” หม่าซือเจียวกล่าวต่อ

“ตอนนี้อสูรจากป่าหลายแห่งเริ่มคลุ้มคลั่ง แม้ยังไม่รวมตัวเป็นฝูงใหญ่ แต่ทุกสำนักต้องเตรียมคนออกไปช่วยเมืองโดยรอบก่อนสถานการณ์รุนแรงขึ้น”

“สำนักจะส่งผู้ใดไปบ้างขอรับ”

“ตามกฎ ศิษย์สายตรงที่มีตบะตั้งแต่ระดับท่องนภาขึ้นไปต้องเข้าร่วม นอกจากมีอาการบาดเจ็บหรือกำลังติดภารกิจสำคัญ”

โจวหมิงคิดคำนวณระดับพลังของตนเองแล้วกล่าว

“ศิษย์ยังอยู่เพียงหลอมรวมขั้นสูง คงไม่มีคุณสมบัติ”

“อืม” หม่าซือเจียวตอบรับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

โจวหมิงรู้สึกตัวเองไร้ประโยชน์อยู่บ้าง ทั้งที่ตัวเองเป็นศิษย์สายตรงแท้ ๆ

เขาเพิ่งภาคภูมิใจที่เลื่อนระดับได้รวดเร็ว แต่เมื่อเทียบกับศิษย์สายในและศิษย์สายตรง ตนเองก็ไม่นับเป็นอะไรทั้งนั้น

ตอนนี้กระทั่งภารกิจอสูรคลั่ง เขายังไม่มีตบะเพียงพอจะเข้าร่วม 

หมายความว่าเขาปลอดภัยไร้กังวล ไม่ต้องออกไปเสี่ยงตาย

หม่าซือเจียวกลับไม่รู้ความคิดเล็กน้อยของโจวหมิงเลยสักนิด ชายชรากำลังมองป้ายหยกศิษย์สายตรงสองชิ้นบนโต๊ะด้วยสีหน้าหนักใจ

ป้ายแรกเป็นของโจวหมิง ส่วนอีกป้ายเป็นของจูลี่

เขารับศิษย์สายตรงไว้สองคน

คนแรกคือจูลี่ เด็กประหลาดซึ่งมีตบะสูงเกินวัย แต่ไม่มีวิชาต่อสู้ติดตัวแม้แต่วิชาเดียว

อีกคนคือโจวหมิง เดิมรับมาไม่ใช่เพราะพรสวรรค์โดดเด่น แต่เพราะต้องการคนช่วยดูแลจูลี่ รากฐานของเขาเป็นเพียงรากฐานปฐพี แม้ก้าวหน้าเร็วกว่าเดิมมาก แต่ยังอยู่ระดับหลอมรวมขั้นสูงเท่านั้น

คนที่ดูแลได้ ระดับพลังไม่ถึง

ส่วนคนที่ระดับพลังถึง กลับดูแลตนเองยังไม่ค่อยได้

โจวหมิงเห็นอาจารย์นิ่งเงียบจึงถาม

“อาจารย์กำลังกังวลเรื่องจูลี่หรือขอรับ”

หม่าซือเจียวถอนหายใจ

“ตามกฎ นางต้องไป แต่นางยังใช้วิชาพื้นฐานไม่เป็น”

“มีวิชาวายุเมฆานะขอรับ”

“ถ้าไปแล้วเอาแต่วิ่งหนีจะไปทำไม”

“อาจารย์หลัวเพิ่งเริ่มสอนนางเองไม่ใช่หรือขอรับ ให้สอนอีกสักหน่อย….”

“สอนได้ไม่กี่วัน เรือนก็พัง บ่อปราณก็แห้งแล้ว”

โจวหมิงหมดคำพูด

หม่าซือเจียวหยิบป้ายหยกของจูลี่ขึ้นมาพลิกดู

หากส่งนางไป นางอาจไม่มีความสามารถพอจะรับมือฝูงอสูร แม้ตบะสูง แต่ไม่รู้จักวิชาเหาะเหิน ไม่รู้จักการสร้างเกราะปราณ และไม่เคยฝึกการต่อสู้อย่างเป็นระบบ

แต่หากไม่ส่ง ก็เท่ากับฝ่าฝืนกฎของสำนักอย่างเปิดเผย

ยิ่งไปกว่านั้น หากศิษย์สายตรงคนอื่นต้องเสี่ยงชีวิตอยู่ข้างนอก ขณะที่จูลี่ซึ่งมีตบะสูงกว่าหลายคนกลับถูกซ่อนไว้ในสำนัก ย่อมมีคนไม่พอใจ

หม่าซือเจียววางป้ายหยกลง ก่อนถามขึ้น

“หากให้นางไปกับผู้อาวุโสหลายคน เจ้าคิดว่านางจะก่อเรื่องหรือไม่”

โจวหมิงคิดถึงดินแดนลับที่หายไป

คิดถึงกระโจมพยับเร้นซึ่งถูกฟ้าผ่า

คิดถึงอสูรเกราะศิลาที่กลายเป็นหมาเฝ้าบ้าน

แล้วคิดถึงบ่อปราณปฐพีซึ่งเพิ่งแห้งเหือดเมื่อคืน

“อาจารย์ต้องการให้ศิษย์ตอบตามจริงหรือขอรับ”

“ไม่ต้องแล้ว”

หม่าซือเจียวยกมือห้าม

เขารู้คำตอบอยู่แล้ว

ขณะนั้น เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ก็ดังมาจากนอกเรือน

จูลี่โผล่ศีรษะเข้ามาทางประตู ในมือถือไก่อบครึ่งตัว

“ท่านอาจารย์ ข้ามาหาศิษย์พี่”

หม่าซือเจียวมองเด็กหญิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

ตบะสูงพอ แม้จะมองไม่เห็น

วิชาพื้นฐานไม่มี

ประสบการณ์ต่อสู้น้อย

กินเก่ง

หลับเมื่อใดก็เกิดเรื่อง

และที่สำคัญ หากปล่อยให้อยู่ในสำนักขณะที่ทุกคนออกไปจัดการอสูรคลั่ง ก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าสำนักชิงเฟิงจะยังอยู่ครบจนจบภารกิจหรือไม่

หม่าซือเจียวก้มมองป้ายหยกสองชิ้นบนโต๊ะอีกครั้ง ก่อนถอนหายใจยาว

คนหนึ่งส่งไปไม่ได้

อีกคนไม่อยากส่งไป

เขารับศิษย์สายตรงมาสองคน แต่ไม่มีคนไหนใช้งานได้ตามปกติเลย

จูลี่เห็นอาจารย์มองตนเองไม่วางตา จึงยกไก่อบในมือขึ้นอย่างระมัดระวัง

“ท่านอยากกินหรือเจ้าคะ”

“ไม่กิน”

เด็กหญิงลดมือลงทันที สีหน้าผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนหม่าซือเจียวยิ่งมองนางก็ยิ่งปวดศีรษะกว่าเดิม

อีกสามวันก่อนสำนักประกาศรายชื่อ เขาจำเป็นต้องไปปรึกษาเจ้าสำนัก ว่าจะส่งจูลี่ไปเผชิญอสูรคลั่ง หรือเก็บหายนะตัวน้อยเอาไว้ในสำนักชิงเฟิงเองดี