LNCrawler

ตอนที่ 115

จูลี่ขี้เมา — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 115

เช้าวันรุ่งขึ้น หม่าซือเจียวเดินทางไปยังยอดเขาหลักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี

ภายในตำหนัก เฟิงอู๋จี้กับหลินซางไห่กำลังตรวจรายชื่อศิษย์ที่จะส่งไปช่วยรับมืออสูรคลั่ง บนโต๊ะมีแผนที่ขนาดใหญ่กางอยู่ จุดสีแดงหลายแห่งกระจายตามแนวป่าและเทือกเขา

เซี่ยฉางอันยืนอยู่ข้างโต๊ะ แม้ใบหน้ายังซีดจากการทะลวงระดับเหนือมนุษย์ แต่ก็เริ่มช่วยงานเจ้าสำนักแล้ว

หม่าซือเจียวเดินเข้ามา เจ้าสำนักก็ทักทาย “ท่านมาพอดีข้ากำลังจะส่งคนไปตาม”

“เรื่องอสูรคลั่งใช่หรือไม่ขอรับ”

“อืม หุบเขาโอสถของท่านจะส่งผู้ใดไปหรือไม่” หุบเขาโอสถส่วนใหญ่เป็นศิษย์รับใช้ ปกติแล้วไม่เคยส่งศิษย์ออกไปทำภารกิจ เฟิงอู่จี้ถามเพียงมารยาทเท่านั้น

“โมเจียเดิมเป็นเพียงศิษย์สายนอก ตบะยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เจ้าคงไม่คิดส่งนางไปกระมัง ส่วนโจวหมิงเพิ่งเข้าสู่หลอมรวมขั้นสูง ยังไม่ถึงเกณฑ์อยู่ดี”

เฟิงอู๋จี้พยักหน้า “เช่นนั้นไม่ต้องส่งทั้งสองไป”

หม่าซือเจียวยังคงยืนอยู่ที่เดิม

หลินซางไห่มองท่าทางของเขาแล้วถาม

“เจ้ากังวลเรื่องจูลี่หรือ” 

หม่าซือเจียวถอนหายใจ 

“ตามกฎ นางต้องไป” เฟิงอู่จี้กล่าวเสียงเรียบ

ปลายพู่กันในมือเซี่ยฉางอันชะงัก เขาเคยได้ยินเรื่องจูลี่มาบ้าง เด็กหญิงอายุแปดขวบไร้ตบะ ศิษย์สายตรงของหม่าซือเจียว ทั้งยังเป็นเจ้าของอสูรเกราะศิลาซึ่งเคยอาละวาดไปทั่วสำนัก

เมื่อวานเขายังเห็นนางยืนกินซาลาเปาอยู่บนหลังคาระหว่างที่ตนทะลวงด่าน

“นางถึงระดับท่องนภาแล้วหรือขอรับ”

คนทั้งสามรอบโต๊ะเงียบลงพร้อมกัน เป็นหม่าซือเจียวที่ตอบอย่างไม่แน่ใจนัก

“คิดว่าสูงกว่าเล็กน้อย”

“สูงกว่าเท่าใด”

เด็กอายุแปดขวบส่วนใหญ่ยังไม่ทะลวงชีพจร แต่นางกลับอยู่เหนือระดับท่องนภาแล้ว เซี่ยฉางอันอดสูดลมหายใจไม่ได้

“เรื่องนี้อธิบายยาก” เพราะพวกเขามองไม่เห็นตบะของนาง ทุกอย่างล้วนเป็นการคาดเดาเอาเองทั้งสิ้น

เฟิงอู๋จี้จึงกล่าวขึ้น “คนทั่วไปมองนางเป็นเด็กไร้ตบะ ต่อให้ไม่ใส่ชื่อไว้ในรายชื่อ ก็ไม่มีผู้ใดตั้งคำถาม”

“เช่นนั้นก็ให้นางอยู่ในสำนัก” หลินซางไห่เสนอ

“แล้วผู้ใดจะดูแลนาง” หม่าซือเจียวถามกลับ ผู้อาวุโสในสำนักกว่าครึ่งต้องออกไปเผชิญศึกครั้งนี้ กิจการในสำนักยังต้องดำเนินต่อ ดังนั้นคนที่เหลือจะยุ่งมาก ภารกิจของหม่าซือเจียวในครั้งนี้คือหลอมโอสถสนับสนุนศิษย์แนวหน้า

“โจวหมิง”

“โจวหมิงช่วยตามเก็บกวาดเรื่องที่นางก่อได้ แต่ยังไม่เคยห้ามหายนะได้ทันสักครั้งเลยนะ ท่านลืมไปแล้วหรือเมื่อปีที่แล้วตอนนางหายไปนะ”

“โมเจียเล่า”

“โจวหมิงยังทำไม่ได้ จะถามหาโมเจียไปไย นางแทบจะกลายเป็นแม่ครัวประจำตัวจูลี่แล้ว”

เฟิงอู๋จี้กำลังจะเอ่ยชื่อคนต่อไป หลินซางไห่ก็ส่ายหน้า

“ไม่ต้องถามหาอาจารย์หลัว เมื่อคืนเขาส่งจดหมายมาขอหยุดสอนสามวันเพื่อฟื้นฟูจิตใจ”

ภายในตำหนักเงียบลงชั่วครู่

หม่าซือเจียวกล่าว “นางมีเพียงตบะ แต่ไม่มีวิชาต่อสู้ นี่ต่างหากที่ข้ากังวล”

เฟิงอู๋จี้ไม่ได้ตอบ เขาหยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิด

“ตั้งแต่นางเข้าสำนัก ศิลาตรวจธาตุแตกหนึ่งก้อน ค่ายกลรวมปราณพัง ดินแดนลับหายไปทั้งแห่ง…”

เจ้าสำนักพลิกหน้าถัดไป

“บ่อปราณแห้งสี่รอบ เรือนพักพังสองแห่ง เรือนพำนักของท่านพังไปครึ่งหลัง ล่าสุดห้องหลอมโอสถกับเรือนของท่านก็เสียหายไปด้วย”

เซี่ยฉางอันค่อย ๆ เงยหน้าจากแผ่นหยก ไม่คิดว่าเด็กตัวเล็ก ๆ จะสร้างเรื่องสร้างราวขนาดนี้ 

หลินซางไห่กล่าวเสริม “นี่เป็นเพียงความเสียหายใหญ่ ๆ ที่บันทึกไว้ทัน ยังไม่นับเรื่องหลอมโอสถแล้วระเบิด”

หม่าซือเจียวเงียบไป

เฟิงอู๋จี้ปิดสมุดบัญชี

“เจ้ายังคิดจะเก็บนางไว้ในสำนักอีกหรือ”

“นางเพิ่งอายุแปดขวบ”

“ตอนอายุเจ็ดขวบ นางก็ทำให้ดินแดนลับหายไปแล้ว”

“เรื่องนั้นยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับนาง”

“แต่เจ้าเองก็สงสัย”

หม่าซือเจียวไม่อาจปฏิเสธ

เจ้าสำนักเคาะนิ้วลงบนสมุดบัญชี

“แทนที่จะปล่อยให้นางก่อเรื่องในสำนักทุกวัน ส่งนางไปก่อเรื่องกับฝูงอสูรไม่ดีกว่าหรือ”

คราวนี้หม่าซือเจียวไม่มีคำตอบ เพราะคิดเช่นเดียวกับเจ้าสำนัก เพียงแต่ก็ยังเป็นห่วงอยู่มาก

แม้ฟังดูเหมือนผลักภาระออกนอกสำนัก แต่จูลี่มีตบะสูงพอจะป้องกันตัว มีอสูรเกราะศิลาคอยช่วย ทั้งยังมีผู้อาวุโสร่วมขบวนอีกหลายคน

ที่สำคัญ ช่วงที่นางไม่อยู่ บ่อปราณ เรือนพัก และค่ายกลของสำนักจะปลอดภัย เขาก็ไม่ต้องไปตามล้างตามเช็ดให้อีก

หลินซางไห่พยักหน้าเห็นด้วย

หม่าซือเจียวจึงหันไปถามเซี่ยฉางอัน “ผู้ใดเป็นหัวหน้าขบวนครั้งนี้”

“เป็นข้าเองขอรับ” ชายหนุ่มประสานมือรับอย่างนอบน้อม

“เจ้าดูแลเด็กเป็นหรือไม่”

เซี่ยฉางอันชะงัก 

“ไม่เคยขอรับ” เขาเคยฝึกกระบี่ ล่าอสูร และนำศิษย์เข้าไปในป่าลึก แต่ไม่เคยดูแลเด็กมาก่อน

“เช่นนั้นฝากจูลี่ไว้กับฉางอัน” เฟิงอู๋จี้ตัดสินใจ

เซี่ยฉางอันหันไปมองอาจารย์ของตน แล้วจะถามเขาทำไม เหตุใดไม่ออกคำสั่งเสียตั้งแต่แรกไปเลยเล่า

หม่าซือเจียวเข้าไปกำชับทันที

“อย่าปล่อยให้นางแยกจากกลุ่ม ห้ามเข้าใกล้ค่ายกลโดยลำพัง หากพบเส้นปราณปฐพีก็อย่าให้นางนั่งทับ”

“ขอรับ”

“อาหารต้องให้ตรงเวลา ไม่เช่นนั้นนางจะตามทวงอยู่ตลอด”

"ศิษย์จะให้ฝ่ายเสบียงจัดเตรียมขอรับ”

“นางมีอาหารของตนเอง เจ้าคอยดูเพียงอย่าให้นางหิวก็พอ”

“ขอรับ”

หม่าซือเจียวมีสีหน้าจริงจังขึ้น

“และที่สำคัญที่สุด ห้ามนางหลับ”

“ระหว่างเดินทางก็ห้ามหรือขอรับ”

“ห้าม”

“ตอนกลางคืนเล่า”

หม่าซือเจียวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ให้นอนไกลๆ จากค่ายพักของคนอื่น ๆ หน่อย”

“ไกลเพียงใด”

“ยิ่งไกลยิ่งดี” ปกติแล้วตอนกลางคืนจูลี่ก็หลับเป็นปกติ แต่เขาไม่รู้เลยว่าการหลับของนางครั้งไหนนางจะเลื่อนขั้นอีก ดังนั้นกำชับแบบนี้ไว้อาจจะดีกว่า 

เซี่ยฉางอันมองคนทั้งสาม แต่ไม่มีผู้ใดคิดอธิบายว่าเหตุใดการนอนของเด็กคนหนึ่งจึงอันตรายถึงเพียงนี้

เฟิงอู๋จี้กล่าวตัดบท “ไปตามนางมาเถิด”

ไม่นาน จูลี่ก็เดินเข้ามาพร้อมไก่อบครึ่งตัว ข้างแก้มยังติดเศษเนื้ออยู่เล็กน้อย

“คารวะเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก ท่านอาจารย์ และศิษย์พี่ใหญ่เจ้าค่ะ”

เฟิงอู๋จี้เรียกนางเข้าไปใกล้

“อีกสามวัน สำนักจะส่งศิษย์ออกไปรับมืออสูรคลั่ง เจ้าต้องไปด้วย”

จูลี่กะพริบตา “มีอสูรมากเพียงใดเจ้าคะ”

“อย่างน้อยหลายหมื่น อาจถึงหลายแสนตัว”

ดวงตาของเด็กหญิงสว่างขึ้น กระทั่งมุมปากยังเหมือนมีน้ำลายไหลออกมาเล็กน้อย

เซี่ยฉางอันมองแล้วรู้สึกว่าปฏิกิริยานี้ไม่ถูกต้องนัก 

“ระหว่างทาง เจ้าต้องเชื่อฟังเซี่ยฉางอัน ห้ามแยกจากขบวน ห้ามเข้าใกล้สถานที่อันตราย และห้ามทำอะไรโดยไม่ได้รับอนุญาต” เฟิงอู๋จี้กำชับ

จูลี่หันไปมองชายหนุ่มตรงหน้า

“ศิษย์พี่เซี่ยทำอาหารเป็นหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่เป็น” เซี่ยฉางอันไม่คิดว่าจะถูกถามเรื่องนี้

เด็กหญิงมีสีหน้าผิดหวังทันที

“แต่ฝ่ายเสบียงจะเตรียมอาหารไว้”

“อร่อยหรือไม่”

“ข้าไม่ทราบ” 

จูลี่จึงหันไปหาหม่าซือเจียว

“ให้ศิษย์พี่โจวไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่ได้ ระดับของเขายังไม่ถึงเกณฑ์”

“ศิษย์พี่โมเล่า”

“ไม่ได้เช่นกัน”

“เจ้าหิน?”

“นำไปได้”

สีหน้าของจูลี่ดีขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยยังมีอสูรเดินแทนตนเอง

เซี่ยฉางอันถาม “เจ้ามีสิ่งใดต้องเตรียมหรือไม่”

“อาหารเจ้าค่ะ”

“นอกจากอาหาร”

จูลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง

“หม้อ มีดหั่นเนื้อ ฟืน เครื่องปรุง แล้วก็น้ำสะอาด”

เซี่ยฉางอันเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหม่าซือเจียวจึงย้ำเรื่องอาหาร

เฟิงอู๋จี้กระแอมเบา ๆ “เรื่องเตรียมของค่อยกลับไปจัดการ ตอนนี้ฉางอันพานางไปลงชื่อในกลุ่มของเจ้า”

เซี่ยฉางอันประสานมือ “ขอรับ”

จูลี่กำลังจะเดินตาม แต่เหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงหันกลับมา

“ถ้าฆ่าอสูรได้ ซากอสูรเป็นของผู้ใดเจ้าคะ”

“ผู้ใดสังหาร ผู้นั้นมีสิทธิ์เก็บส่วนหนึ่ง ที่เหลือแบ่งตามผลงาน”

“ถ้าเจ้าหินฆ่าได้เล่า”

“นับเป็นผลงานของเจ้า”

จูลี่พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนเดินตามเซี่ยฉางอันออกไป

กระทั่งเสียงฝีเท้าของทั้งสองห่างออก หม่าซือเจียวจึงกล่าว

“ข้ายังรู้สึกว่าการส่งนางไปไม่ใช่ความคิดที่ดี”

เฟิงอู๋จี้หยิบสมุดบัญชีความเสียหายขึ้นมาอีกครั้ง

หม่าซือเจียวเงียบแล้วหันหน้าหนี

ด้านนอกตำหนัก เซี่ยฉางอันเดินนำไปตามทาง พลางทบทวนคำเตือนทั้งหมด

ห้ามคลาดสายตา ห้ามเข้าใกล้ค่ายกล ห้ามนั่งทับเส้นปราณ ต้องให้อาหารตรงเวลา และห้ามหลับ นี่คนหรือสัตว์เลี้ยง

เขาเคยคิดว่าการนำศิษย์หลายร้อยคนออกไปเผชิญฝูงอสูรจะเป็นภารกิจที่ยากที่สุดหลังเข้าสู่ระดับเหนือมนุษย์

แต่ตอนนี้กลับไม่แน่ใจแล้ว

จูลี่เร่งฝีเท้าขึ้นมาเดินข้างกาย ก่อนยื่นไก่อบครึ่งตัวให้

“ศิษย์พี่กินหรือไม่เจ้าคะ”

เซี่ยฉางอันส่ายหน้า “ไม่ต้อง เจ้ากินเถอะ”

จูลี่ดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว “ดีเลยเจ้าค่ะ ข้าเพียงถามตามมารยาท”

เซี่ยฉางอันมองเด็กหญิงซึ่งกัดไก่อบต่ออย่างสบายใจ

ภารกิจยังไม่เริ่ม เขาก็รู้สึกแล้วว่าอาจารย์ไม่ได้ฝากคนให้ตนดูแล แต่ฝากปัญหาทั้งหมดของสำนักชิงเฟิงมาด้วยต่างหาก